วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2550

การสำรวจสถานการณ์เด็กในประเทศไทย - ความเหลือมล้ำที่ชัดเจน

ก้องศักดิ์และแม่กำลังตอบคำถามเจ้าหน้าที่ระหว่างการสำรวจสถานการณ์เด็กครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
© UNICEF-Thailand/2006/Few
 เรื่อง โดย โรเบิร์ต ฟิว

(ต้นฉบับภาษาอังกฤษได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2550)

กรุงเทพฯ - แม้จะมีการปรับปรุงเพื่อความเป็นอยู่ของเด็กและสตรีในประเทศไทย แต่เด็กและสตรีที่อยู่ในกลุ่มชายขอบ ยังคงถูกละเลยเรื่องความต้องการพื้นฐานเพื่อความอยู่รอดและได้รับการพัฒนา

เด็กชายก้องศักดิ์ วัย 3 ขวบ เด็กชาวกะเหรี่ยง อาศัยอยู่กับแม่ในเพิงไม้ที่ไม่แข็งแรง ห่างจากถนนแคบๆ ในชนบทของจังหวัดราชบุรี ที่นี่ ห่างจากชายแดนติดต่อกับพม่าประมาณ 30 กิโลเมตร ก้องศักดิ์กับนอยเมียร์ ผู้เป็นแม่ใช้ชีวิตอยู่อย่างยากแค้น  ไม่มีโอกาสเข้าถึงการดูแลสุขภาพอนามัย การสุขาภิบาลหรือบริการอื่นๆ ที่ครอบครัวคนไทยได้รับกัน

ครอบครัวของก้องศักดิ์ เป็นหนึ่งใน 43,000 ครอบครัวที่อยู่ในการสำรวจทั่วประเทศที่จัดทำเสร็จเมื่อปีที่แล้วโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ การสำรวจมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า การสำรวจพหุดัชนีแบบจัดกลุ่ม (Multiple Indicator Cluster Surveys- MICS) เป็นการประเมินสถานการณ์ของเด็กและสตรีในประเทศไทยครั้งใหญ่ที่สุด

ผลของการสำรวจ ซึ่งดำเนินงานโดยการสนับสนุนขององค์การยูนิเซฟ ได้เปิดเผยในงานแถลงข่าวใน กรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ก่อนโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ

นายโทโมโอะ โฮซูมิ ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าวว่า ผลการสำรวจยืนยันว่า ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้นำมาซึ่งผลระโยชน์ทางสังคมมากมายหลายประการแก่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงที่สำคัญๆ ทางด้านภาวะโภชนาการในเด็ก การเข้าถึงน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาดปลอดภัยและสุขอนามัยอย่างกว้างขวางขึ้น และครอบคลุมถึงการให้บริการด้านสุขอนามัยที่จำเป็นได้มากขึ้น

“แต่ในขณะเดียวกัน การสำรวจยังเปิดเผยว่าว่า ยังคงมีสิ่งท้าทายต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กทุกคนในประเทศไทย เช่น การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียว และการบริโภคเกลือไอโอดีนซึ่งอยู่ในระดับต่ำ” โฮซูมิกล่าว “การสำรวจยังเน้นถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างพื้นที่ต่างๆ และระหว่างกลุ่มคนในสังคม”

ปลายปีก่อน สมาชิกสามคนของคณะทำงานทั้งหมดเกือบ 1,000 คนของสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ไปเยี่ยมก้องศักดิ์และนอยมีร์ เพื่อสอบถามถึงฐานะความเป็นอยู่พื้นฐานของพวกเขา คำถามครอบคลุมถึงเรื่องการเข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพและการศึกษา ภาวะโภชนาการ ระดับของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แต่เพียงอย่างเดียวไปจนถึงเรื่องการบริโภคเกลือไอโอดีน ความรู้เรื่องเอชไอวี/เอดส์ และปัญหาอื่นๆ ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนาเด็ก

ขณะที่ถูกถาม เด็กน้อยก้องศักดิ์ แต่งกายด้วยเสื้อยืดสกปรกมอมแมม เล่นคลุกฝุ่นอยู่กับหมาหลายตัวของเขา แน็ง เด็กชาวบ้านอีกคนที่นั่งอยู่บนบันไดไม้ผุพัง มองการซักถามอย่างเกียจคร้าน แน็งผู้ซึ่งไม่เคยไปโรงเรียน นับตั้งแต่ครอบครัวของเขาอพยพมาจากพม่าเมื่อหลายปีก่อนแม้จะถึงวัยเรียนแล้วก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่น มีความก้าวหน้าในเรื่องของการศึกษาในภาพรวมของประเทศ เช่น อัตราการเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษา ผลการสำรวจเปิดเผยว่า ร้อยละ 98 ของเด็กอายุระหว่าง 7-12 ปีได้เข้าเรียน แต่ในจังหวัดราชบุรี ตัวเลขตกลงเหลือร้อยละ ๘๓ ในกลุ่มของเด็กชายที่ครอบครัวมีฐานะยากจนมากที่สุด นั่นหมายความว่า เกือบ 1 ใน 5 ของเด็กผู้ชายในครอบครัวยากจนไม่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

และก้องศักดิ์ก็ดูจะโชคไม่ค่อยดีเสียแล้ว เพราะถึงแม้ว่าพี่ชายของเขาจะกำลังเรียนชั้นประถมสามแล้วก็ตาม แต่นอยเมียร์ผู้เป็นแม่บอกว่าการที่จะให้ลูกได้เรียนต่อเป็นเรื่องยากเสียแล้ว

“หนังสือเรียนราคา 200 บาท แล้วก็ยังมีค่าใช้จ่ายเรื่องชุดนักเรียนและค่ารถอีก” เธอชี้แจง “มันแพงมากสำหรับฉัน ฉันมีรายได้แค่จากสามีให้เท่านั้น เขาทำงานล้างรถได้เงินวันละ 100 บาท แต่ก็ไม่ได้มีงานให้ทำทุกวันหรอกนะ วันไหนไม่ได้ทำ ก็ไม่ได้เงิน”

ก้องศักดิ์ควรจะเข้าเรียนได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ แต่ด้วยรายได้เล็กน้อยทำให้ต้องจำกัดจำเขี่ย ครอบครัวของเขาเห็นว่าลำบากเกินกว่าที่จะส่งเขาเข้าเรียน ส่วนแน็งผู้ที่อายุมากพอที่จะเข้าเรียน ก็ได้พลาดโอกาสทางการศึกษาไปเรียบร้อยแล้ว

โอกาสที่จะได้เรียนถึงชั้นมัธยมของเด็กๆ อย่างก้องศักดิ์และพี่ชายยิ่งมีน้อยมาก แม้ว่าการสำรวจความคิดเห็นจะพบว่า ร้อยละ 80 ของเด็กอายุระหว่าง 13-18 ปีทั่วประเทศได้เข้าเรียนในระดับมัธยม แต่ที่ราชบุรี จะมีเพียงร้อยละ 74 ของเด็กกลุ่มนี้ที่ได้เรียนมัธยม สำหรับเด็กที่แม่ที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเช่นนอยเมียร์ ตัวเลขตกลงเหลือเพียงร้อยละ 54

ถ้าประเทศไทยจะต้องบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษฉบับเพิ่มเติม (Millennium Development Goals Plus –MDG Plus) ที่จะให้เด็กทั่วประเทศมีโอกาสเรียนถึงชั้นมัธยมภายในปี 2558 การดำเนินการเพื่อก้าวหน้าสำหรับเด็กอย่างก้องศักดิ์และแน็งดูเหมือนจะต้องรีบเร่งเสียแล้ว

เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษฉบับเพิ่มเติม คือ เป้าหมายเพื่อการพัฒนาในระยะยาว ที่ประเทศไทยให้คำมั่นว่าจะดำเนินการให้สำเร็จภายในปี 2558 และถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายมากยิ่งกว่าเป้าหมายที่ประเทศอื่นๆได้ตกลงไว้

ยังมีความเหลื่อมล้ำในลักษณะเดียวกันในเรื่องของการดูแลสุขภาพ   ร้อยละ 90 ของเด็กทั่วประเทศที่อายุไม่เกิน 2 ขวบ ปลอดจากโรคสำคัญในเด็ก  6 โรค แต่ตัวเลขดังกล่าวลดลงไปเป็นร้อยละ 81 ในกลุ่มเด็กที่ในครอบครัวไม่ใช้ภาษาไทย แม่ของก้องศักดิ์ บอกว่าลืมพาก้องศักดิ์ไปฉีดวัคซีน ก้องศักดิ์จึงเป็นหนึ่งในเด็กเล็กประมาณ 200,000 คนในประเทศไทยที่มีความเสี่ยงต่อโรคร้ายและการเสียชีวิตจากโรคที่จริงๆ แล้วสามารถป้องกันได้

แน็งก็ไม่ได้ฉีดวัคซีนเช่นกัน ในชุมชนของเขาน้อยคนที่จะใส่ใจว่าเด็กอาจพิการหรือตายจากโรคที่มีวัคซีนป้องกัน พ่อแม่มักคิดว่าในเมือตนเองไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน แต่ก็ยังอยู่ได้อย่างสุขสบายดี ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องให้ลูกของตนฉีดวัคซีน

ทั่วประเทศ มีเด็กทารกเพียงร้อยละ 5 ที่ได้ดื่มนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ทารกได้รับสารอาหารที่จำเป็นทั้งหมดในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของพัฒนาการในระยะแรกของเด็ก อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวใน 6 เดือนแรกของประเทศไทย ถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในเอเซีย และอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราต่ำสุดในโลกด้วย

ประเทศไทยยังคงล้าหลังประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศในเอเซีย ในด้านการบริโภคเกลือไอโอดีน ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุดที่จะแน่ใจได้ว่า ประชาชนได้รับสารอาหารที่จำเป็นนี้ในปริมาณที่เพียงพอในมื้ออาหารของแต่ละวัน ความผิดปกติจากการขาดสารไอโอดีนเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของการเกิดภาวะสมองช้า และยังทำให้พัฒนาการทางสมองของเด็กลดลงด้วย ในระดับประเทศ มีครัวเรือนเพียงร้อยละ 58 ที่บริโภคเกลือไอโอดีน ในภาคอื่นๆ ของประเทศ อย่างเช่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อัตราการบริโภคลดลงเหลือแค่ร้อยละ 35

ผลของการสำรวจทำให้รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ สามารถที่จะวางนโยบายและโครงการให้ดีกว่าเดิมได้ เพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน และจัดการประเด็นท้าทายต่างๆ ที่ยังคงมีอยู่ในประเทศ ประเด็นท้าทายที่ชัดเจนเรื่องหนึ่ง คือ เอชไอวี/เอดส์ในประเทศไทย การสำรวจความคิดเห็นระบุว่า น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงอายุระหว่าง 15-49 มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการแพร่ของเชื้อเอชไอวี ในหมู่ผู้หญิงที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เกือบ 1 ใน 3 ไม่รู้วิธีการป้องกันตนเอง และ 1 ใน 4 ระบุว่าไม่เคยได้ยินเรื่องโรคเอดส์มาก่อน

นอกจากนี้ ผู้คนยังคงมีทัศนคติในทางลบต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยร้อยละ 29 ของผู้ที่ตอบแบบสอบถาม เห็นว่าไม่ควรยอมให้ครูที่ติดเชื้อสอนหนังสือ และร้อยละ 65 บอกว่าจะไม่ซื้ออาหารจากคนที่ติดเชื้อ

แม่ของก้องศักดิ์บอกว่าเธอไม่เคยใช้ถุงยางอนามัย สำหรับเรื่องเอชไอวี/เอดส์นั้น เธอไม่รู้ว่าจักวิธีป้องกัน แต่ก็คิดว่าเชื้อนี้ติดได้จากยุง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เกือบ 1 ใน 3 ของผู้หญิงอายุระหว่าง 15-49 ยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์

สุมณฑา ขามแก่น หนึ่งในคณะทำงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ช่วยดำเนินการสำรวจความคิดเห็น ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการขาดความตระหนักในเรื่องเอชไอวี/เอดส์ไว้ว่า

“คนไทยส่วนมากมีความรู้พื้นฐานเรื่องเชื้อไวรัสเอชไอวี/โรคเอดส์ แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่แน่ใจในบางประเด็น อย่างเช่นแม่จะถ่ายทอดเชื้อไปยังลูกได้หรือไม่” สุมณฑาบอก “แต่ผู้หญิงชนเผ่าน้อยคนที่จะรู้ว่าเอชไอวี/เอดส์นั้นคืออะไร”

สุมณฑาบอกว่า การสำรวจนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าใจถึงความต้องการระดับท้องถิ่นได้ดีขึ้น และยังทำให้ชาวบ้านที่ถูกสัมภาษณ์ได้รู้ถึงความสำคัญของปัญหาต่างๆ ที่ถามระหว่างการสำรวจ สุมณฑาบอกว่าในระหว่างการสำรวจความคิดเห็น ผู้สัมภาษณ์เริ่มจะตระหนักว่า ภาวะทุพโภชนาการ เป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งของเด็กชนเผ่า ร้อยละ 25 ของเด็กชนเผ่า มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ และเด็กหลายคนไม่มีเงินพอสำหรับการศึกษา มากกว่าครึ่งของเด็กทั้งหมดที่ไม่พูดภาษาไทยไม่ได้เข้าเรียน

ในตอนท้ายของการสัมภาษณ์แม่ของก้องศักดิ์ เจ้าหน้าที่ย้ำเตือนเธอว่าการพาลูกไปเข้าโรงเรียนและการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนั้น เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับลูกชายของเธอ อย่างไรก็ดีผลสำเร็จที่แท้จริงในอนาคตจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อข้อมูลที่ได้รับจากการสำรวจความคิดเห็นนำไปสู่นโยบายต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ให้ไม่เพียงแต่กับก้องศักดิ์เท่านั้น แต่กับเด็กทุกคนในประเทศไทย


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น