วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2550

เด็กขอทานในกรุงเทพฯ


หญิงขอทานกับเด็กที่มักถูกว่าจ้างมาเพื่อเรียกร้องความสงสารจากผู้ที่พบเห็น 
© UNICEF Thailand/2007/Robert Few
 กรุงเทพฯ - ภาพวุ่นวายถือเป็นเรื่องปกติในเช้าวันธรรมดาทุกวันในสถานแรกรับเด็กชาย (บ้านภูมิเวท) ในจังหวัดนนทบุรี มีของเล่นวางกระจัดกระจายบนพื้นของห้องเรียน ที่มีเด็กประมาณ 20 คน กำลังเตรียมตัวเรียนหนังสือ ด้านหน้าของพวกเขา คือ กระดานสีขาวขนาดเล็ก ซึ่งมีตัวอักษรภาษาเขมรปรากฎอยู่

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ เด็กส่วนใหญ่เหล่านี้ขอทานอยู่ตามถนน การเดินทางของพวกเขาเริ่มต้นจากความยากจนในบ้านเกิดในประเทศกัมพูชา แต่จุดหมายปลายทางของอนาคตที่สดใสนั้นยังเลือนลาง

พวน วัย 11 ปี นั่งลงอย่างเงียบๆ ในห้องเรียนเซ็งแซ่ พร้อมที่จะเริ่มเรียนวิชาภาษาเขมร สถานที่นี้ไม่ได้แปลกใหม่สำหรับเขา และเพื่อนร่วมชั้นของเขาก็ไม่ใช่คนแปลกหน้า เด็กๆ ในบ้านภูมิเวทเหล่านี้อายุตั้งแต่ 2 ขวบไปจนถึง 17 ปี มาอยู่ที่นี่กันชั่วคราวหลังจากได้รับการช่วยเหลือมาจากตามริมถนนก่อนจะถูกส่งกลับไปประเทศกัมพูชาบ้านเกิด เด็กหลายคนเช่น พวน เข้าๆ ออกๆ บ้านภูมิเวทมาหลายครั้งแล้ว และสถานการณ์มีทีท่าว่าจะเป็นอย่างนั้นต่อไป

“ผมกลับไปเขมร [หลังจากถูกจับตัวมาคราวก่อน] และพบว่าพ่อทิ้งแม่ไปอยู่กับผู้หญิงอีกคน” พวนเล่า “ตอนนี้ ผมและแม่ ไม่มีบ้านอยู่ แม่เลยบอกให้ผมกลับมาขอทานที่นี่อีกครั้ง เพื่อที่จะได้มีเงินพอไปปลูกบ้าน แม่บอกว่าพอเรามีบ้าน ผมก็จะได้ไปโรงเรียน และแม่ก็จะซื้อจักรยานให้ผม 1 คัน”


เด็กขอทานชาวกัมพูชาและพม่าได้รับการช่วยเหลือมาอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวของรัฐ ที่ซึ่งมีการสอนหนังสือ ทักษะชีวิตและกิจกรรมต่างๆ ระหว่างรอส่งตัวกลับประเทศ กิจกรรมต่างๆ จัดโดยองค์กรพัฒนาเอกชน Friends International โดยได้รับการสนับสนุนจากยูนิเซฟ
© UNICEF-Thailand/2007/Few
  เจ้าหน้าที่ตำรวจและนักสังคมสงเคราะห์พบพวนได้ขณะกำลังนั่งขอทานอยู่ในจังหวัดชลบุรี ทีมเจ้าหน้าที่ออกตระเวนและนำเด็กๆ เหล่านี้มาไว้ที่สถานสงเคราะหฺ์ เช่นบ้านภูมิเวท ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดต่างๆ

ก่อนหน้านี้เพียงเดือนเดียว พวนและน้องชายของเขาถูกส่งกลับไปยังประเทศกัมพูชาหลังจากที่เข้ามาขอทานในประเทศไทยได้ 1 ปี เขาและน้องชายพักอยู่ที่บ้านภูมิเวทเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากนั้น และก็กลับมาที่นี่อีกครั้งกับป้า โดยนั่งรถประจำทางมาจากบ้านเกิดที่ปอยเปตตรงชายแดนจังหวัดอรัญประเทศ

ในบรรดาขอทานต่างชาติในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นคนกัมพูชา

ก่อนหน้านี้ รายงานเกี่ยวกับขอทานในกรุงเทพฯหลายฉบับระบุว่า เด็กขอทานหลายๆ คนเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ขอทาน แต่ผลจากการสำรวจชิ้นล่าสุดขององค์กรพัฒนาเอกชน Friends International ระบุว่าเด็กขอทานชาวกัมพูชาส่วนใหญ่เดินทางมาโดยความสมัครใจกับแม่และญาติของตน รายงานฉบับนี้มีชื่อว่า "The Nature and Scope of the Foreign Child Beggar Issue (especially as related to Cambodian Child Beggars) in Bangkok" ที่ตีพิมพ์เมื่อในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยการสนับสนุนจาก UN Inter-Agency Project to Combat Human Trafficking in the Greater Mekong Sub-Region (UNIAP)


เด็กๆ ที่ต้องออกมาทำงานตอนกลางคืน เช่นเดียวกับเด็กหญิงที่ขายดอกไม้คนนี้ มีความเสี่ยงกับการถูกแสวงประโยชน์ทางเพศและการถูกล่วงละเมิดในรูปแบบต่างๆ
© UNICEF-Thailand/2007/Few
 ข้อมูลจาก Friends International ซึ่งทำงานเกี่ยวกับเด็กเร่ร่อนในประเทศกัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย ฮอนดูรัส และประเทศไทย ระบุว่า ชาวกัมพูชาเดินทางมาขอทานในประเทศไทยโดยอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนพ้องและญาติพี่น้องซึ่งเคยมาขอทานในประเทศไทยเหมือนกัน

“เด็กส่วนมากที่กลับมาอีก มักเป็นเด็กกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือทางการศึกษา การฝึกอบรม และบริการต่างๆ ที่ช่วยให้พวกเขากลับสู่สังคมเดิมอย่างถาวร การไม่มีระบบที่ดีในการช่วยครอบครัวเขา และการที่ครอบครัวเขายังขาดโอกาสในการหารายได้ ย่อมหมายถึงการที่เด็กจะกลับมาประเทศไทยอีกอย่างรวดเร็วหลังจากการส่งตัวกลับ” แคลร์ แอนน์ มิลลิแกน ผู้ประสานงานโครงการของ Friends International ประจำกรุงเทพฯ กล่าว

Friends International ได้จัดบริการการให้ศึกษาและการฝึกอาชีพให้แก่เด็กในบ้านพักของรัฐ 4 แห่งในกรุงเทพฯ ซึ่งองค์การยูนิเซฟให้การสนับสนุนทุน ได้แก่ บ้านภูมิเวท (สถานแรกรับเด็กชายที่อำเภอปากเกร็ด) บ้านไร้ที่พึ่ง (สถานแรกรับเด็กยากไร้) สถานพินิจบ้านเมตตา และบ้านเกร็ดตระการ (สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านเกร็ดตระการ) การฝึกอบรมเป็นภาษาเขมร ก็เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับการกลับไปยังประเทศกัมพูชา และเพื่อลดโอกาสที่เด็กจะกลับเข้ามาเร่ร่อนขอทานในประเทศไทยอีก

ไม่มีใครทราบจำนวนที่แน่นอนของเด็กขอทานในกรุงเทพฯ  กระทวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รายงานว่า เด็กเร่ร่อนประมาณ 300 คนได้รับการช่วยเหลือไปในพ.ศ. 2548 และ 2549 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ รายงานว่า ในพ.ศ. 2541 ว่า เด็กกว่า 1,000 คนถูกจับขณะขอทานในกรุงเทพฯ โดยเกือบทั้งหมดเป็นชาวกัมพูชา จากรายงานของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเมื่อไม่นานมานี้ ประมาณการไว้ว่า ในประเทศไทย มีเด็กเรร่อนจำนวน 20,000 คนบนท้องถนนตามเมืองใหญ่ๆ ในประเทศไทย

“เด็กกัมพูชามีความคิดเหมือนๆ กันอย่างหนึ่งคือมักรู้สึกว่าการเลี้ยงดูพ่อแม่เป็นหน้าที่ของตน” จันทนา ซื่อพร้อม เจ้าหน้าที่ของ Friends International ประจำบ้านภูมิเวทกล่าว “แม้ว่าเด็กต้องการเรียนหนังสือ แต่ถ้าที่บ้านยังลำบากอยู่ เขาจะเลือกทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวมากกว่า”

จากการประเมินของธนาคารโลกเมื่อปีที่แล้ว ประเทศกัมพูชากำลังประสบกับปัญหาความยากจน หนี้สิน ภัยธรรมชาติ และความเจ็บป่วย ที่ทวีความรุนแรงขึ้น และยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ด้วยอายุโดยเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่เพียงแค่ 57 ปี

ความล่มสลายของเศรษฐกิจและสังคมจากงครามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดงและความขัดแย้งยาวนานถึง 30 ปีที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดภาวะทุพโภชนาการ สุขภาพที่ทรุดโทรม และความยากจนอย่างรุนแรงที่ยังคงดำเนินต่อไป

เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรกัมพูชาเป็นเด็ก ในจำนวนนี้ เกินครึ่งกำลังทำงานหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

องค์การยูนิเซฟประมาณการณ์ว่า มีเด็กระหว่าง 10,000 ถึง 20,000 คนที่กำลังทำงานอยู่บนท้องถนนในกรุงพนมเปญ เด็กเหล่านี้จำนวนมากคุ้ยหาของจากกองตั้งแต่พลบค่ำไปจนถึงรุ่งเช้าไปขาย โดยมีรายได้เพียงวันละ 2,000 เรียล (16 บาท)

ในขณะที่เด็กขอทานในกรุงเทพฯ หาเงินได้ถึงวันละ 200-300 บาท จำนวนเศษเหรียญและธนบัตรที่หย่อนลงในขัน มีมูลค่ามากกว่ารายได้ที่ครอบครัวส่วนใหญ่ในประเทศกัมพูชาจะหาได้เสียอีก

ในขณะที่หลายคนเป็นห่วงถึงปัญหาการขาดโอกาสทางการศึกษาของเด็กขอทาน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองเด็กกลับวิตกกังวลมากกว่าในเรื่องของอันตรายที่เด็กๆ ต้องเผชิญบนท้องถนน การที่เด็กขอทาน และหลายคนก็ขายดอกไม้หรือสิ่งของเล็กๆน้อยๆ เช่น ของหวานหรือกระดาษทิชชูในตอนกลางคืนบริเวณสี่แยกไฟแดง ความเสี่ยงต่อการถูกล่อลวงไปค้าประเวณีนั้นออกจะมีมากและเป็นไปได้จริง

“ถึงแม้ว่าเด็กขอทานเหล่านี้จะอยู่กับครอบครัว พวกเขาก็ยังคงเสี่ยงต่อการถูกแสวงประโยชน์และตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย” อแมนดา บิสเสก หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็กขององค์การยูนิเซฟประเทศไทยกล่าว “เด็กๆ มีแนวโน้มที่จะถูกล่วงละเมิดทางร่างกายและทางเพศ ติดยาเสพติด เจ็บป่วย รวมทั้งติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์

“ปัญหาประการหนึ่งคือ เด็กเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นพวกเข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่ใช่เป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์” บิสเสกกล่าว “นอกจากนี้ ผู้คนมักให้ความสนใจเหยื่อจากการค้ามนุษย์ จนลืมไปว่ายังมีเด็กๆ ที่แม้ไม่ได้ถูกนำไปขาย แต่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายพอๆ กัน และเด็กพวกนั้นก็ต้องการได้รับบริการและการดูและเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน”

ต่างกับเหยื่อของการค้ามนุษย์ ที่ได้รับบริการด้านการฟื้นฟูสภาพจิตใจ การศึกษา และการฝึกอาชีพให้ เด็กขอทานชาวต่างชาติส่วนใหญ่ที่เข้ามาในประเทศไทยกับครอบครัวไม่ได้รับความช่วยเหลือในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นที่นี่หรือในประเทศบ้านเกิด ซึ่งหมายความว่า เด็กเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะกลับมาประเทศไทยอีกแน่นอน

สถานการณ์เป็นอย่างนี้ คือ ถ้าเด็กถูกจับโดยตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จะถูกส่งกลับทันทีถ้าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เช่นว่า เด็กไม่ได้ถูกค้ามา ส่วนคนที่โชคดี หน่อยอย่างพวน คือพวกที่ถูกจับโดยคณะทำงานที่ประกอบด้วยจ้าหน้าที่จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเด็กกลุ่มหลังนี้จะถูกส่งไปยังที่พักพิงชั่วคราวของรัฐ  อย่างเช่น บ้านภูมิเวทที่มีการจัดบริการต่างๆ สำหรับเด็กเช่น สอนหนังสือ อบรมทักษะ

“เราช่วยหน่วยงานรัฐในการจัดการสอนหนังสือ กิจกรรมสันทนาการ และกิจกรรมเพื่อสร้างทักษะชีวิต สำหรับเด็กๆ เป็นภาษาของพวกเขา เป็นการเตรียมตัวทีดีให้แก่เด็กก่อนส่งกลับบ้านเกิด และก็หวังด้วยว่า พวกเขาไม่กลับมาอีก” มิลลิแกน เจ้าหน้าที่ของ Friends International กล่าว และยังเสริมด้วยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ บริการต่างๆ ที่ได้จัดให้เด็กในบ้านพักทั้ง 4 แห่งนั้น จะจัดขึ้นในภาษาลาวและพม่าด้วย

ในขณะเดียวกัน องค์การยูนิเซฟก็กำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อทำให้เกิดการกลับถิ่นฐานอย่างยั่งยืนและให้มีบริการและความช่วยเหลือที่เหมาะสมทั้งสำหรับผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และผู้อพยพ ซึ่งความช่วยเหลือจะเน้นที่การสร้างโอกาสในการหารายได้ เพื่อที่ว่าครอบครัวของเด็กจะได้มีเงินพอที่จะส่งลูกๆ ของตนไปโรงเรียน

“ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาทำให้เด็กๆ จะยังคงเดินทางมาทำงานที่ประเทศไทย” บิสเเสกกล่าว “ถึงแม้ว่ารัฐบาลพยายามที่จะปราบปรามขอทาน พวกเขาก็จะยังคงมาแต่อาจลงเอยด้วยการทำงานในรูปแบบอื่นๆ ที่อาจเลวร้ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ”

พวนบอกว่า เขาคนหนึ่งหล่ะที่จะไม่หวนกลับมาประเทศไทยอีก

เขาจะบอกแม่ว่า ความฝันของเขา คือ การได้ไปโรงเรียนและได้ใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นของใหม่ที่ทำให้เขาตื่นเต้นหลังจากที่เขาได้ลองใช้มันเป็นครั้งแรกตอนไปอยู่ที่ที่พักพิงชั่วคราวตรงชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อตอนถูกส่งกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

“มันสนุกดี ผมอยากเรียนคอมพิวเตอร์ แล้วทำงานอะไรก็ได้ที่ได้ใช้คอมพิวเตอร์”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น