วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2550

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ของเด็ก

เด็กๆ ที่ไม่มีผู้ปกครองมาประกันตัวนั่งจับกลุ่มคุยกันในเวลาว่างที่บ้านเมตตา จากสถิติของกรมพินิจฯ เมื่อปีที่แล้ว โดยเฉลี่ยในแต่ละวันมีเด็กกว่า 2,200 คนที่ต้องอยู่ในสถานพินิจทั่วประเทศ และกว่า 5,000 คนถูกคุมตัวอยู่ในศูนย์ฝึกหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว
© UNICEF-Thailand/2007/Few
เรื่อง โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

(ต้นฉบับในภาษาอังกฤษของบทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2550)

กรุงเทพฯ - เมื่อเดือนที่แล้ว วิทย์*  เด็กชายวัย 14 ถูกตำรวจจับข้อหาขโมยสายไฟหนัก 10 กิโลกรัมจากบ้านหลังหนึ่งที่เขาทำงานเป็นช่างก่อสร้างอยู่ วิทย์ถูกขังที่โรงพัก 1 คืนแล้วถูกส่งตัวไปยังบ้านเมตตาซึ่งแม่ของเขามาประกันตัวออกไปทั้งน้ำตา

ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดเมื่อ 4 ปีก่อน วิทย์จะต้องถูกตั้งข้อหาลักทรัพย์และอาจถูกศาลตัดสินให้ถูกคุมขังอยู่ในศูนย์ผึกเป็นระยะเวลาหนึ่ง  แต่ปัจจุบัน กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีกระบวนการใหม่ซึ่งหันเหคดีเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดเพียงเล็กน้อยออกจากกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ซึ่งทำให้วิทย์ไม่ต้องได้รับโทษ แต่สมัครใจไปทำความสะอาดมัสยิดในชุมชนของเขาแทนเพื่อแสดงถึงความสำนึกผิด

ในระหว่างการประชุมซึ่งฉายให้ผู้สังเกตการณ์ชมผ่านทีวีมอนิเตอร์ วิทย์ร้องไห้เมื่อเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาไปขโมยสายไฟ การประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชนนี้ถือเป็นกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่มุ่งเน้นการแก้ไข ฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
© UNICEF-Thailand/2007/Few
กระบวนการใหม่ที่ว่านี้เรียกว่า “การประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชน” (Family and Community Group Conferencing) ซึ่งเป็นแนวทางของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่มุ่งเน้นให้เกิดการแก้ไข ฟื้นฟู และเยียยวยามากกว่าการลงโทษ ในขณะเดียวกันก็สร้างความสมานฉันท์ระหว่างผู้เสียหาย เด็กที่กระทำผิด และชุมชน

การประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชนเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาประชุมกันเพื่อช่วยกันหาทางออก และแก้ปัญหากับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยคดีนี้มีผู้เข้าร่วมประชุม คือ วิทย์และพ่อแม่ เจ้าของบ้านผู้เสียหาย ผู้นำชุมชน ตำรวจ พนักงานอัยการ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และผู้ประสานงานการประชุมซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานพินิจฯ กรุงเทพ

“เราเปิดอกคุยกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นและเราต้องแก้ไขมันอย่างไร” สมศักดิ์ ร่าหมาน ผู้นำชุมชนที่วิทย์อาศัยอยู่บอก “เด็กเขาสำนึกผิดแล้วก็ได้เรียนรู้ถึงผลของการกระทำผิด เจ้าของบ้านเขายกโทษให้ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ชุมชนของเราได้มามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาแบบนี้”

ถ้าไม่มีการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชน คดีของวิทย์ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมตามปกติซึ่งอาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือปีกว่าศาลจะพิพากษา

“การต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมตามปกติอาจทำให้เด็กรู้สึกมีแผลในใจหรือมลทินติดตัวใจชั่วชีวิตถึงแม้ว่าเขาจะทำผิดเพียงเล็กน้อยก็ตาม” อแมนดา บิสเสกซ์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็กขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าว “เด็กเหล่านี้บางคนถูกให้ออกจากโรงเรียน ถูกสังคมรังเกียจหรือตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี นอกจากนี้ สำหรับเด็กที่ไม่ได้ประกันตัวและต้องอยู่ในสถานพินิจฯ ระหว่างรอศาลตัดสิน การดำเนินชีวิตตามปกติและการไปโรงเรียนของพวกเขาต้องหยุดชะงักลงเป็นเวลานาน”

อแมนดาบอกว่าด้วยเหตุนี้ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กจึงได้กระตุ้นให้รัฐต่างๆ พยายามหามาตราการที่จะหันเหคดีเด็กออกจากกระบวนการยุติเธรรมปกติ

“เด็กๆ ต้องได้รับโอกาสในการที่จะกลับตัวเป็นคนดี และกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติกับครอบครัวและชุมชน” อแมนดากล่าว

บุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชนก็คือ วันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งเป็น อดีตอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน วันชัยบอกว่าการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชนได้สะท้อนถึงประเพณีดั้งเดิมของไทยที่ใช้กระบวนการชุมชนมาแก้ปัญหาความขัดแย้งทั่วไป โดยในอดีตมีแต่คดีใหญ่ๆ เท่านั้นที่เหยื่อหรือผู้เสียหายฟ้องร้องผ่านทางการ แต่ประเพณีดังกล่าวได้เริ่มหายไปหลังจากที่ระบบกฎหมายไทยได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19

การริเริ่มให้เกิดการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชนเกิดขึ้นตอนที่วันชัยและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมเดินทางไปดูงานเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่ประเทศนิวซีแลนด์เมื่อพ.ศ. 2543 จากการได้เห็นการประชุมลักษณะดังกล่าวของนิวซีแลนด์ วันชัยและคณะก็กลับมาศึกษา และพยายามปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย และพยายามนำเสนอมาตรการนี้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในตอนแรกก็มีเสียงคัดค้าน

แต่ในที่สุด ความพยายามก็สัมฤทธิ์ผล  ได้มีการจัดการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชนขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในพ.ศ. 2546 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย ซึ่งถือเป็นความริเริ่มที่ยิ่งใหญ่สำหรับกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนในประเทศไทย 

“ทุกคนที่ทำงานเรื่องเกี่ยวกับเด็กในกระบวนการยุติธรรมเห็นพ้องว่าต้องมีกระบวนการที่จะสั่งไม่ฟ้องเด็กได้” วิมัย ศรีจันทรา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน ของกรมพินิจฯ กล่าว “แต่ว่าก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันมีกระบวนการที่สามารถนำไปสู่การสั่งไม่ฟ้องได้ จนกระทั่งเราได้ยินเกี่ยวกับการประชุมกลุ่มครอบครัว พอได้ยิน เรารู้เลยว่ามันใช่เลย”

จริงๆ แล้ว ประเทศไทยมีกฎหมายในการสั่งไม่ฟ้องเด็กได้ ซึ่งระบุอยู่ใน พรบ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2548) ในมาตรา 63 ที่ให้อำนาจผู้อำนวยการสถานพินิจในการเสนอความเห็นแก่อัยการในการสั่งไม่ฟ้องเด็กหรือเยาวชนถ้าเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนคนนั้นอาจกลับตัวเป็นคนดีได้ แต่มาตรานี้ไม่เคยถูกนำมาใช้เลยก่อนหน้านี้ เนื่องจากยังไม่มีกระบวนการใดที่จะรับรองความเห็นดังกล่าวของผู้อำนวยการสถานพินิจฯ 

ในระหว่างการประชุม วิทย์ร้องไห้ระหว่างเล่าเรื่องขโมยสายไฟ หลังจากนั้นเจ้าของบ้านได้พูดถึงความรู้สึกของเขาและผลกระทบที่เกิดจากการกระทำของวิทย์ ทันทีหลังจากที่เจ้าของบ้านพูดจบ วิทย์คุกเข่าลงและขอโทษ แล้วเดินไปกอดพ่อแม่เขาทั้งน้ำตา 

“ณ ตอนนี้เด็กจะสำนึกผิดและขอโทษผู้เสียหายเองโดยไม่ต้องมีใครบอกให้ทำ” วิมัยบอกขณะที่ร่วมสังเกตการณ์ประชุมผ่านจอมอนิเตอร์ในอีกห้องหนึ่ง โดยปิดเสียงสนทนาในการประชุม เพื่อเป็นการเคารพสิทธิส่วนบุคคลของเด็ก

“เด็กจะเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำไปส่งผลกระทบแก่ใครบ้าง บางทีมันไม่ใช่เป็นแค่เรื่องเกี่ยวกับความเสียหายของผู้เสียหาย แต่มันมีมากกว่านั้น เขาได้สร้างความเสียหายกับพ่อแม่และคนอื่นๆ ซึ่งผิดหวังในตัวเขาด้วย”

การประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชนกำหนดลำดับการพูดของแต่ละคนไว้ชัดเจน โดยเริ่มจากตำรวจ เด็ก ผู้เสียหาย ไปจนถึงผู้นำชุมชนและนักจิตวิทยาและคนอื่นๆ

“อารมณ์ของเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญมากและเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ (ผู้ประสานการประชุม) ต้องพยายามดึงออกมาให้ได้” วิมัยบอก “อารมณ์ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่เด็กได้เรียนรู้ และเข้าใจจริงๆ กับสิ่งที่เขาได้ทำลงไป และเมื่อเด็กเรียนรู้และสำนึกผิดกับสิ่งที่เขาทำลงไป เขาก็จะรู้ว่าเขาควรจะทำอะไรต่อ”

และนั่นคือที่มาที่วิทย์อาสาจะไปทำความสะอาดมัสยิดในชุมชน บางครั้งนักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยาที่เข้าร่วมประชุมก็จะช่วยแนะว่ากิจกรรมสังคมใดที่เด็กควรไปทำ ซึ่งมักจะสอดคล้องกับความผิดของเด็ก เช่น เด็กที่ถูกจับข้อหาขับรถซิ่งก็อาจจะไปช่วยดูแลผู้ป่วยในตึกอุบัติเหตุที่โรงพยาบาล

จากสถิติของกรมพินิจฯ ที่ผ่านมา มีคดีเด็กทั้งหมด 15,026 คดีที่เข้าสู่การประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชน โดยเฉพาะปีที่แล้ว มีทั้งหมดถึง 5,265 คดี

อย่างไรก็ตาม จำนวนคดีที่เข้าสู่การประชุมกลุ่มครอบครัวยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนเด็กกว่า 48,000 คนที่ถูกจับเมื่อปีที่แล้ว โดยความผิดส่วนใหญ่ คือลักทรัพย์ ยาเสพติด และทำร้ายร่างกาย โดยเฉลี่ยในแต่ละวัน มีเด็กกว่า 2,200 คนที่ต้องอยู่ในสถานพินิจทั่วประเทศ และกว่า 5,000 คนถูกคุมตัวอยู่ในศูนย์ฝึกหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว

เรื่องที่น่ากังวลอีกเรื่องคือ อายุขั้นต่ำในการรับโทษในประเทศไทยยังต่ำอยู่ คือ แค่ 7 ขวบเท่านั้น แม้ว่าครม. ได้เห็นชอบให้เพิ่มเป็น 12 ปีก็ตาม นอกจากนี้เด็กที่ถูกคุมตัวในศูนย์ฝึกต้องอยู่ปะปนกันทั้งเด็กเล็กเด็กโต เนื่องจากไทยยังไม่มีนโยบายแยกเด็กตามอายุหรือความรุนแรงของข้อหา

อย่างไรก็ดี จากสถิติพบว่ามีเด็กประมาณ ร้อยละ 12 จากเด็กที่กระทำผิดทั้งหมดกระทำผิดซ้ำ สำหรับเด็กที่เข้าสู่กระบวนการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชน มีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่ทำผิดซ้ำ

“ทุกวันนี้ เราพยายามหันเหคดีเด็กให้เข้าสู่การประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ไพศาล วิเชียรเกื้อ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกล่าว “แต่ไม่ใช่ทุกคนสามารถเข้าสู่การประชุมนี้ได้ เพราะต้องเป็นเด็กที่กระทำผิดครั้งแรก และอัตราโทษต้องไม่เกิน 5 ปี นอกจากนี้ผู้เสียหายต้องยินยอมให้มีการจัดการประชุม ส่วนที่ยากที่สุดของการประชุมฯ คือการโน้มน้าวให้ผู้เสียหายเข้าใจและยินยอมให้มีการจัดการประชุม”

หลังจากที่ทุกฝ่ายตกลงกันได้ อัยการจะสั่งไม่ฟ้องเด็ก ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดคดี อย่างไรก็ดี สถานพินิจฯ ยังคงมีหน้าที่ติดตามและประเมินเด็กคนนั้นอีกประมาณ 1-2 ปี เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือที่จำเป็น

วิมัยกล่าวว่าการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชนกลายเป็นที่ๆ เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ปรับความเข้าใจกันมากขึ้น หลายครั้งที่การประชุมเป็นที่ๆ เด็กและพ่อแม่สวมกอดกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หรือไม่ก็เป็นครั้งแรกที่ต่างคนต่างเปิดใจกันอย่างแท้จริง
นอกจากนี้การประชุมยังเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาร่วมกัน

อแมนดาจากยูนิเซฟเสริมว่าการจัดการประชุมยังใช้งบประมาณน้อย ซึ่งทำให้รัฐสามารถนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปใช้พัฒนาการบำบัดฟื้นฟูเด็กที่กระทำผิดคนอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ

ในอนาคตอันใกล้ จะมีการนำการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชนไปใช้ในค่ายผู้อพยพ และโรงเรียนเพื่อช่วยยุติความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ สิ่งที่องค์การยูนิเซฟ และผู้เชี่ยวชาญเด็กต้องการเห็น คือการผ่อนปรนข้อกำหนดต่างๆ เพื่อที่เด็กจะได้เข้าสู่การประชุมกลุ่มครอบครัวได้มากขึ้น

“จริงๆ แล้วเด็กหลายคนที่กระทำผิดไม่ได้ตั้งใจจะทำ หลายคนไม่รู้ถึงผลที่ตามมาจากการกระทำของตน” อแมนดากล่าว “เป้าหมายของเราคือ การช่วยให้เด็กกลับคืนสู่สังคมและอยู่กับคนอื่นๆ ในสังคมได้อย่างสันติ”

*นามสมมติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น