วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

แรงงานเด็กในชายแดนไทย-กัมพูชา

เด็กหญิงชาวกัมพูชายืนรอคิวตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อข้ามชายแดนไทย-กัมพูชามาหางานในตลาดโรงเกลือ อ. อรัญประเทศ จ. สระแก้ว ทุกๆ วันมีเด็กประมาณ 2,000 คนข้ามแดนมาพร้อมพ่อแม่หรือญาติเพื่อมาทำงานหรือหางานทีตลาด เด็กจำนวนมากถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างหรือถูกทำร้าย
© UNICEF-Thailand/2007/Athit Perawongmetha
เรื่อง โดย โรเบิร์ต ฟิว

อรัญประเทศ – ขณะดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นเหนืออรัญประเทศ จ. สระแก้วที่อยู่ตรงชายแดนไทย-กัมพูชา แสงแดดส่องให้เห็นแถวคดเคี้ยวไปมาของกลุ่มคนสิ้นหวัง ที่ยืนเข้าคิวรอข้ามแดนกัมพูชามายังฝั่งไทย ในจำนวนนี้ มีเด็กนับพันข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย เพื่อรับจ้างทำงานแบกหามที่ตลาดโรงเกลือในอรัญประเทศ

กลุ่มคนที่ดูมอมแมม อมโรค และสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น พยายามหลีกหนีจากความยากแค้นที่บ้านมายังอีกฟากฝั่งของเขตแดน เพื่อทำงานแลกเศษเงินตามแผงลอย ร้านค้า และโรงเรือนที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในตลาดใหญ่แห่งนั้น ที่นี่มีการจ้างคนทำงานประมาณ 10,000 คนทุกวัน ไปจนถึงเวลาด่านปิดตอนสองทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่รวมทั้งเด็กๆ จะพากันหลั่งไหลข้ามกลับไปยังฝั่งกัมพูชา

งานในตลาดหลายประเภทที่ใช้เด็กทำ มักจะเป็นงานประเภทที่น้อยคนอยากจะทำ อย่างที่เห็น เช่น เด็กๆ จะนั่งล้อมวงอยู่ทางมุมหนึ่ง ในขณะที่หญิงชาวกัมพูชาคนหนึ่งล้วงเอากบออกมาจากถังสูงที่บรรจุกบตัวเขียวปี๋ไว้ มาผ่าตรงหลังอย่างชำนาญ แล้วส่งต่อไปให้เด็กผู้หญิงและชายอายุราว 6-7 ขวบที่คอยกลับด้านในตัวของมันออกมาอย่างคล่องแคล่ว แล้วดึงหนังออก มือและเท้าของเด็กๆ เต็มไปด้วยเลือดและเครื่องในกบ เขาและเธอโยนกบที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีชมพูและสีแดงลงไปในกองสัตว์ที่ดูรูปร่างคล้ายกบ ซึ่งยังคงดิ้นไปมา เนื่องจากยังไม่ตายสนิท

หนังกบจะถูกส่งต่อไปที่เด็กน้อยอีกคนหนึ่งเพื่อมัดติดกับไม้ เอาไปตากแห้ง ทอด แล้วจึงนำไปขายเป็นอาหารเลิศรส งานที่น่าสยดสยองนี้ พวกเด็กๆ จะได้รับเงินสองบาทต่อกบหนึ่งกิโล

งานที่เด็กๆ ทำมักเป็นงานที่ค่าแรงน้อย และน้อยคนอยากทำ
© UNICEF-Thailand/2007/Athit Perawongmetha
ในอีกมุมหนึ่ง เด็กๆ กำลังเด็ดปีกจากตัวแมลงที่ชุ่มน้ำ แลกกับเงินค่าจ้างกิโลละสี่บาท ส่วนอีกมุม เด็กอีกกลุ่มกำลังควักไส้ควักพุงปลาอยู่ มีเด็กกำลังเก็บขยะอยู่อีกด้าน และอีกมุมหนึ่ง เด็กๆ ก็กำลังเย็บรองเท้า หรือเดินกางร่มให้นักท่องเที่ยว

อย่างเดียวที่เด็กๆ ไม่ได้ทำคือ เรียนหนังสือ

“ฉันจะไปโรงเรียนได้ยังไงกันล่ะ” เด็กอายุสิบสองที่ในมือเต็มไปด้วยปีกแมลงถาม “แม่ฉันไม่สบาย พ่อก็แก่แล้ว ฉันต้องช่วยพ่อแม่ เราไม่ชอบทำงานนี้ แต่มันก็ช่วยให้เรามีเงิน”

นี่คือความจริงอันโหดร้ายที่รับรู้โดยศูนย์พักพิงชั่วคราวในตลาดโรงเกลือ ซึ่งองค์การยูนิเซฟและมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยให้การสนับสนุน

ทุกวัน ศูนย์ดังกล่าวจะจัดหาอาหารเช้าและอาหารกลางวัน รวมทั้งจัดสอนหนังสือแบบไม่เป็นทางการเป็นภาษาไทย ภาษาเขมร และคณิตศาสตร์ ให้แก่เด็กเร่ร่อนทุกคนที่แวะเข้ามาในศูนย์ นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัครช่วยเหลือเด็กจำนวนมาก ประกอบด้วยผู้ใหญ่และคนหนุ่มสาว ผู้คอยเป็นหูเป็นตาในชุมชนให้ศูนย์ฯ โดยจะสอดส่องหาสิ่งบอกเหตุว่ามีการทำร้ายและล่วงละเมิดต่างๆ และดำเนินการตามความเหมาะสม

“ทุกๆ วันจะมีเด็กมาที่ศูนย์ประมาณ 40 คน ส่วนมากมากินข้าว มาเรียนหนังสือ มาทำกิจกรรมต่างๆ ที่เราจัดไว้ให้” จิตรา ปล้องทอง เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ กล่าว “แต่บ่อยครั้งก็จะมีเด็กที่ถูกนายจ้างตีหรือทำร้ายร่างกายมา ซึ่งเราก็จะปฐมพยาบาลให้ ถ้าร้ายแรงก็จะส่งต่อไปที่โรงพยาบาล”

ดังเช่นตัวอย่างหนึ่ง ที่เด็กชายคนหนึ่งถูกจับเพราะขโมยของจากแผงขายอาหาร เจ้าของแผงฟาดเด็กคนนั้นอย่างไร้สติ แล้วจับขังไว้ในร้าน อาสาสมัครเข้าไปเจรจากับเจ้าของแผงขายอาหาร ผู้อ้างว่าไม่ได้ตีเด็ก เพราะไม่ได้พบกับเด็กสักคน ดังนั้น พวกอาสาสมัครจึงกลับไปที่นั่นอีกครั้งพร้อมตำรวจที่สั่งให้เขาเปิดร้าน แล้วก็พบเด็กชายคนนั้นถูกขังอยู่ข้างใน เนื้อตัวถลอกปอกเปิก มีเลือดออก เด็กต้องอยู่โรงพยาบาลหนึ่งคืน

นอกจากนี้อาสาสมัครยังพาเด็กๆ ที่ถูกสุนัขบ้ากัดหรือถูกรถชนส่งโรงพยาบาล จัดการให้เด็กที่ไม่สบายได้ฉีดยาและรับการรักษาพยาบาล สืบสวนข้อกล่าวหากรณีทำร้ายเด็ก หรือการร้องเรียนเด็กต่างๆ  ทั้งยังต้องมั่นใจด้วยว่ากระบวนการทางกฎหมายมีความยุติธรรมและคำนึงถึงความรู้สึกของเด็กๆ และผู้เกี่ยวข้อง

สำหรับเด็กที่ไม่สามารถมาที่ศูนย์ ทางศูนย์มีอาสาสมัครออกไปเยี่ยมเด็กๆ ถึงข้างในตลาด โดยจัดกิจกรรมสันทนาการ หรือสอนหนังสือให้เด็กๆ คล้ายๆ กับที่ทำในศูนย์ ฯ อาสาสมัครที่นี่พูดภาษาเขมรได้ทุกคน เพราะเด็กเกือบทั้งหมดที่ทำงานในตลาด ข้ามชายแดนเข้ามา แม้แต่พวกกบหรือแมลงต่างๆ ก็ถูกนำเข้ามาจากกัมพูชา

ศิริรัฐ ชุณศาสตร์ เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่าเด็กต่างชาติที่มาจากประเทศบ้านเกิด มักจะมีความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการแสวงประโยชน์โดยมิชอบ ไม่เว้นแม้เด็กชาวกัมพูชาที่ตลาดโรงเกลือ ซึ่งมีโอกาสน้อยมากที่จะได้เข้าถึงบริการต่างๆ เช่น  ความคุ้มครองจากตำรวจ การดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิทธิทางกฎหมายบางเรื่อง

“เราต้องรณรงค์เรื่องสิทธิเด็กและการคุ้มครองเด็กให้มากขึ้น” ศิริรัฐบอก “เพราะการแสวงประโยชน์จากเด็กยังมีอยู่ตลอด และพบเห็นได้ทั่วไปในตลาด นอกจากนี้การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ยังถือว่าจำเป็น เพราะประชากรในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น