วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2551

โรงเรียนเพื่อนเด็ก: ทำโรงเรียนให้เป็นที่ที่เด็กๆ อยากไป


เด็กๆ นักเรียนที่โรงเรียนบ้านนาทุ่งกลางใน จ.กระบี่ กับถังเก็บน้ำใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากยูนิเซฟ โรงเรียนบ้านนาทุ่งกลางเป็นหนึ่งในหลายโรงเรียนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งเด็กๆ ต้องนำน้ำดื่มมาเองจากบ้าน
© UNICEF Thailand/2007/Thomas

เรื่อง โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

(ต้นฉบับภาษาอังกฤษได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 12 มกราคม 2551)

กระบี่ – รจนา* นักเรียนชั้นม. 3 ของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งใน จ. กระบี่เริ่มร้องไห้เมื่อครูถามเธอว่าเหตุใดเธอถึงมาสมัครเข้าชมรมสิทธิเด็ก เธอสะอึกสะอื้นจนทำให้ครู เพื่อนนักเรียน และ เจ้าหน้าที่ที่ไปเยี่ยมโรงเรียนประหลาดใจ

ห้องเงียบลงในทันที จนกระทั่งรจนาเอ่ยว่าเธอต้องการมาเรียนรู้เรื่องการคุ้มครองสิทธิเด็กเพื่อที่จะ “ปกป้องตัวเองถ้าเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้น เพราะหนูรู้สึกไม่ปลอดภัยที่ต้องอยู่ในบ้านกับพ่อเลี้ยงและลูกชายของเขา”

พ่อของรจนาเสียชีวิตเมื่อสองปีที่แล้ว ตั้งแต่นั้น ชีวิตเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่แม่ของเธอแต่งงานใหม่ และทั้งครอบครัวใหม่ย้ายมาอยู่ที่กระบี่ 

รจนาบอกว่าที่ชมรมสิทธิเด็ก เธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิเด็กเป็นครั้งแรก และได้รู้ว่าเด็กทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่รอด ได้รับการศึกษา ได้รับการพัฒนา และได้รับการปกป้องคุ้มครอง นอกจากนี้ เด็กยังมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา

“และหนูได้รู้ว่าพ่อเลี้ยงกับลูกชายของเค้าไม่มีสิทธิ์มาลวนลามหนู” เธอบอก “ถ้าเค้าทำเมื่อไหร่ ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากใคร หนูจะไปบอกครูและแจ้งตำรวจ”

ชมรมสิทธิเด็กนี้เป็นหนึ่งในหลายกิจกรรมภายใต้แนวคิด “โรงเรียนเพื่อนเด็ก” ที่องค์การยูนิเซฟผลักดันและให้การสนับสนุน ปัจจุบันมีโรงเรียนประมาณ 1,100 แห่งที่อยู่ภายใต้โครงการนี้ แนวคิดนี้ใช้ในอีกหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเองเริ่มนำแนวคิดมาใช้ครั้งแรกในพ.ศ. 2541 กับโรงเรียนในภาคเหนือ และเริ่มใช้กับโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดที่ประสบภัยสึนามิเมื่อพ.ศ. 2549

โรงเรียนที่ถือเป็นโรงเรียนเพื่อนเด็ก คือโรงเรียนที่มีความปลอดภัย สะอาด ถูกสุขอนามัย และมีบรรยากาศแวดล้อมที่ช่วยปกป้องคุ้มครองเด็ก เป็นที่ที่สิทธิเด็กได้รับการเอาใจใส่ เด็กทุกคนได้รับการปฎิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี เด็กพิการ เด็กยากจน หรือเด็กชนเผ่า

นอกจากนี้ครูก็ได้รับการอบรมในเรื่องสิทธิเด็ก และเรื่องการสอนโดยใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนหลักสูตรการเรียนการสอนยังได้บูรณาการทักษะชีวิตที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในสังคมที่ซับซ้อนสำหรับเด็กเข้าไปด้วย นอกจากนี้โรงเรียนเพื่อนเด็กยังเป็นโรงเรียนที่ส่งเสริมให้เด็ก ผู้ปกครอง และชุมชนมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนา หรือแก้ปัญหาของโรงเรียนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา

“เหล่านี้เป็นแนวคิดที่เราส่งเสริมให้เกิดขึ้นในทุกโรงเรียน” แคทริน อิมฮอฟ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา ขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าว “แน่นอนว่ามันเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา แต่ตอนนี้เราได้เห็นความก้าวหน้าในหลายโรงเรียนแล้ว”


เด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ. พังงา กับห้องน้ำที่อยู่ไกลจากอาคารเรียน สกปรก มืดและทึบ
© UNICEF Thailand/2007/Thomas
 ครูคือส่วนสำคัญในการทำให้โรงเรียนเป็น “โรงเรียนเพื่อนเด็ก” ครูจะได้รับการอบรมเกี่ยวกับวิธีการที่จะทำให้เด็กมีส่วนร่วมในโรงเรียนมากขึ้น และการส่งต่อความรู้และความตระหนักในเรื่องสิทธิเด็กให้กับตัวเด็กเอง ครอบครัวของเด็ก และชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ

 “ตอนแรกยังไม่เข้าใจว่าคำว่า “สิทธิเด็ก” หมายถึงอะไร” ครูอุไรรักษ์ จิตชูชื่น จากโรงเรียนบ้านคลองยวนใน จ. กระบี่บอก “ตอนหลังถึงเข้าใจว่ามันเป็นคำที่ยิ่งใหญ่มากที่เราต้องคำนึงถึงและนำมาปรับใช้ในทุกๆ เรื่องในโรงเรียน”

เมื่อครู ผู้ปกครองและชุมชนได้รับการอบรมเกี่ยวกับสิทธิเด็กแล้ว ก็จะมีการจัดประชุมกันเพื่อมาประเมินว่าโรงเรียนและชุมชนของตนยังขาดอะไร และต้องแก้ไขในเรื่องอะไรบ้าง หลายโรงเรียนมีการริเริ่มกิจกรรมให้กับเด็กมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ชมรมสิทธิเด็ก ซึ่งดำเนินการโดยเด็กนักเรียนเอง

“เราจะทำแบบสอบถามเด็กๆ ว่าเค้าอยากมีโรงเรียน ครู พ่อแม่ เพื่อน หรือชุมชนแบบไหน และเราจะใช้คำตอบของเค้ามาวางแผนงานของเราในโรงเรียน” ครูอุไรรักษ์บอก

นอกจากนี้ครูยังต้องทำบันทึกข้อมูลนักเรียนรายบุคคล ซึ่งจะมีประวัติ ข้อมูลส่วนตัว จุดเด่น จุดด้อยของเด็กแต่ละคน บันทึกนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของโรงเรียนเพื่อนเด็ก ซึ่งทำให้ครูได้รู้จักและเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของเด็กแต่ละคนมากขึ้น

“เราสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของเด็ก ครูและชุมชนจริงๆ” ครูณัฐฐิกาจน์ ตั้งคำแห่งโรงเรียนบ้านคลองยวนเสริม “ตอนนี้พ่อแม่มีส่วนร่วมในโรงเรียนมากขึ้น และเด็กก็กล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น มันแสดงให้เห็นว่าเด็กและผู้ใหญ่เข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของตัวเองมากขึ้น”

ชฎาพร ทองรัดแก้ว นักเรียนชั้น ม.3 ซึ่งเป็นประธานชมรมสิทธิเด็ก ในอีกโรงเรียนหนึ่งใน จ. กระบี่บอกว่าตอนนี้ชมรมมีสมาชิก 131 คน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นป. 4 – ม.3 ซึ่งจะพบกันทุกอาทิตย์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด บอกเล่าปัญหาที่ตัวเองมี และถกกันถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาในโรงเรียน จากนั้นก็คุยถึงสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อช่วยให้โรงเรียนดีขึ้น

“หนูคิดว่าตอนนี้พวกเรามีส่วนร่วมมากขึ้นในห้องเรียน และสามารถริเริ่มกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนได้เอง” ชฎาพรบอก “ยกตัวอย่างเช่น เราได้เลือกรุ่นพี่บางคนเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้รุ่นน้อง ถ้ารุ่นน้องมีปัญหาอะไร และเรายังรณรงค์ในโรงเรียนเพื่อให้ความรู้เด็กคนอื่นๆ เรื่องเอชไอวี/เอดส์ และเรื่องสื่อลามก เพราะพวกเราเห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กควรรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราอาศัยอยู่ในเมืองท่องเที่ยวแบบนี้”

ชฎาพรยังบอกว่าเธอและนักเรียนคนอื่นรู้สึกว่าคุณครูหลายคนเข้าใจ และเอาใจใส่นักเรียนมากขึ้นหลังจากผ่านอบรมและทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิทธเด็กตั้งแต่โรงเรียนเข้าร่วมโครงการโรงเรียนเพื่อนเด็กเมื่อปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนนี้และในโรงเรียนส่วนมากในพื้นที่ประสบภัยสึนามิเห็นตรงกันว่าเป็นปัญหาในโรงเรียนคือเรื่องน้ำดื่ม น้ำใช้ และระบบสุขาภิบาล

“หลายโรงเรียนมีปัญหาเรื่องน้ำและสุขอนามัย” แคทรินจากยูนิเซฟบอก “ในหน้าแล้ง โรงเรียนจะขาดแคลนน้ำอย่างมาก เด็กๆ ต้องเอาน้ำมาเองจากบ้าน หลายโรงเรียนไม่มีระบบกรองน้ำ นักเรียนต้องดื่มน้ำฝนซึ่งมักเก็บในถังใหญ่ที่ไม่ค่อยสะอาด”

แคทรินยังบอกว่าหลายโรงเรียนไม่มีห้องส้วมที่เพียงพอกับนักเรียน ไม่แยกห้องน้ำชาย-หญิง หรือที่มีก็มักอยู่ไกลจากอาคารเรียน มืด และสกปรก ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับเด็กผู้หญิงและเด็กเล็ก

ด้วยเหตุนี้ องค์การยูนิเซฟได้จัดสรรงบประมาณกว่า 43 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงระบบน้ำดื่ม น้ำใช้ ปรับปรุงห้องน้ำ ตลอดจนสร้างอ่างล้างมือ และห้องน้ำใหม่ที่ถูกสุขลักษณะและเอื้อต่อเด็ก ให้กับโรงเรียนจำนวน 121 แห่งใน 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ

อย่างไรก็ดี แคทรินกล่าวว่าในขณะที่ระบบน้ำและสุขาภิบาลสามารถปรับปรุงหรือสร้างใหม่ในเวลาไม่นานนัก แต่การเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเด็กให้เกิดกับครูและผู้ปกครองจำนวนมากอาจต้องใช้เวลาอีกนาน สิ่งที่ยากที่สุดในการทำให้โรงเรียนทุกโรงเรียนเป็นโรงเรียนเพื่อนเด็กก็คือการเปลี่ยนความคิดและความเข้าใจของครูและผู้ปกครองเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเด็ก

“ถึงแม้ว่าเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในหลายเรื่อง แต่ยังมีครูอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังต่อต้านเกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิเด็ก” สุขดี ตั้งทรงสวัสดิ์ ศึกษานิเทศน์ จ. กระบี่กล่าว “ครูหลายคนกลัวว่าเด็กจะออกมาเรียกร้องสิทธิมากไปซึ่งทำให้เด็กก้าวร้าว ไม่เคารพผู้ใหญ่ นี่แสดงให้เห็นว่าครูหลายคนยังมีความเข้าใจในเรื่องสิทธิเด็กอย่างผิดๆ”

สุขดีกล่าวต่อว่าครูต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้รับมือกับปัญหาที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยทำให้แนวคิดเรื่องโรงเรียนเพื่อนเด็กดำเนินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับรจนาแล้ว วันนี้เธอรู้สึกดีขึ้นมากหลังจากได้เล่าปัญหาทางบ้านให้ครูฟัง รจนาได้เรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของผู้ปกครองที่พึงมีต่อเด็ก และที่สำคัญกว่านั้น ตอนนี้เธอมั่นใจในสิทธิของตัวเองมากขึ้นและรู้ถึงวิธีที่จะปกป้องตัวเอง
*นามสมมติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น