วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

เมื่อเด็กไทยไปประชุมที่ "ยูเอ็น"

เรื่อง โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

(บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 19 ก.พ. 2551)

กรุงเทพฯ – ทวีศักดิ์ ศรีกระทุ่มไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า เด็กหนุ่มวัย 18 อย่างเขาซึ่งเกิดและโตในชุมชนแออัดย่านสวนพลู จะมีโอกาสไปนั่งอยู่ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติวาระพิเศษที่นครนิวยอร์คท่ามกลางรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั่วโลก

แต่นั่นก็เป็นไปแล้ว ทวีศักดิ์นักเรียนชั้นม. 6 จากโรงเรียนนนทรีวิทยาในกรุงเทพฯ ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 2ตัวแทนประเทศไทยให้ไปประชุมวาระพิเศษว่าด้วยเรื่องเด็กที่จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติที่นครนิวยอร์คระหว่างวันที่ 11- 13 ธันวาคมปีที่แล้ว การประชุมนี้จัดขึ้นเพื่อติดตามความก้าวหน้าของประเทศต่างๆ ในการบรรลุเป้าหมาย “โลกที่เหมาะสมสำหรับเด็ก” ซึงเป็นแผนงานที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ตกลงและให้คำมั่นไว้ที่การประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยพิเศษเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2545

นอกจากทวีศักดิ์ก็มีนิตยา พรหมศร นักเรียนชั้นม. 5 จากโรงเรียนพัชรกิติยาภา 3 จ. สุราษฎร์ธานี ที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทย การประชุมนี้มีเด็กและเยาวชนกว่า 75 คน จาก 50 ประเทศทั่วโลกมาร่วมประชุม ในส่วนของคณะเดินทางจากประเทศไทยมีนายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในขณะนั้นเป็นหัวหน้าคณะ

การเดินทางของเด็กทั้งสองคนครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

ก่อนหน้าการเดินทางไม่กี่อาทิตย์ ทั้งทวีศักดิ์และนิตยาเป็นตัวแทนเด็กที่เข้าประชุมเวทีสิทธิเด็กระดับชาติ ซึ่งมีตัวแทนเด็กกว่า 100 คนจากทั่วประเทศมาถกปัญหาที่มีผลกระทบกับเด็กและระดมความคิดเห็นเสนอแก่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ ที่ทำเนียบรัฐบาล จากการประชุมครั้งนั้น นิตยาและทวีศักดิ์ได้รับคัดเลือกจากตัวแทนเด็กคนอื่นๆ เพื่อให้ไปร่วมประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์ค

ก่อนหน้าการประชุมวาระพิเศษนี้ 2 วัน เด็กๆ จากทั่วโลกจะมาพบปะพูดคุยกันก่อนว่าต้องการนำเสนอเรื่องใดให้ผู้ใหญ่ฟังในที่ประชุม

“เราต้องมานั่งถกและระดมความคิดเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เราต้องการนำเสนอให้ผู้ใหญ่ฟัง” ทวีศักดิ์บอก “เราทำกิจกรรมหลายอย่าง เช่น เล่นละครในหมู่พวกเราเองที่นำเสนอถึงบทบาทของเด็กในแต่ละเรื่อง”

จากนั้นเด็ก 20 คนซึ่งได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของเด็กทั้งหมด จะขึ้นพูดในที่ประชุมวาระพิเศษของผู้ใหญ่ ซึ่งเด็กๆ ได้พูดเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อพวกเขา เช่น เรื่องการศึกษา เอชไอวี/เอดส์และ เรื่องโลกร้อน ส่วนเด็กคนอื่นๆ ที่เหลือก็เข้าร่วมประชุมของผู้ใหญ่ด้วยเพียงแต่เป็นผู้สังเกตการณ์

นิตยาบอกว่าเธอเรียนรู้ถึงปัญหามากมายที่คุกคามความเป็นอยู่ของเด็กจากแต่ละพื้นที่ของโลก เธอคิดว่าปัญหาหลายอย่างเริ่มที่ครอบครัว

“หนูคิดว่าควรมีการพัฒนาความรู้ของพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ว่าพ่อแม่จะได้รู้ว่าควรจะปฎิบัติต่อลูกอย่างไร” นิตยาบอก

ส่วนทวีศักดิ์บอกว่าเค้าเป็นห่วงเรื่องการเข้าถึงการศึกษาของเด็กมากที่สุด โดยในขณะที่เด็กจากแอฟริกาเล่าให้เขาฟังว่าเด็กจำนวนมากไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ทวีศักดิ์ก็บอกเพื่อนจากแอฟริกาว่าเด็กไร้สัญชาติจำนวนมากในประเทศไทยก็ไม่ได้ไปโรงเรียนเช่นกัน และเด็กจำนวนไม่น้อยในชุมชนของเขาก็มักออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อไปหางานทำ

จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2549 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ  มีเด็กวัยประถมอายุ 6-11 ที่ไม่ได้เข้าเรียนถึง 900,000 คน นอกจากนี้มีเด็กวัยมัธยมอายุ 12-17 ปีเพียงร้อยละ 73 เท่านั้นที่เรียนต่อในระดับมัธยม

“ผมคิดว่าผมมาไกลขนาดนี้ได้เพราะผมเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา” ทวีศักดิ์บอก “ผมโตมาในสิ่งแวดล้อมที่เรื่องยาเสพติดและความรุนแรงพบเห็นได้ทั่วไป แต่บ้านผมอยู่ตรงข้ามห้องสมุด ผมเลยไปห้องสมุดทุกวันและก็ขลุกอยู่ที่นั่นซะส่วนใหญ่ ผมคิดว่าห้องสมุดนี้เป็นสิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่งในชีวิตที่ช่วยให้ผมเป็นผมทุกวันนี้”

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทวีศักดิ์ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิสิกขาเอเชีย ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ส่งเสริมเรื่องการศึกษาในชุมชนแออัดและชุมชนยากจน ทุกวันนี้ทวีศักดิ์ได้มาช่วยงานมูลนิธิโดยช่วยดูแลห้องสมุด สอนหนังสือและจัดกิจกรรมสันทนาการให้กับเด็กๆ ในชุมชน โดยหวังว่ากิจกรรมต่างๆ เหล่านี้จะช่วยไม่ให้เด็กๆ ในชุมชนของเขาหันไปสู่ยาเสพติดและอบายมุขต่างๆ

 “แต่ก่อนผมคิดว่าปัญหาต่างๆ ในชุมชนเป็นปัญหาของผู้ใหญ่ ไม่เกี่ยวกับเรา” ทวัศักดิ์บอก “แต่พอโตขึ้น ความคิดก็เปลี่ยน ทุกปัญหาในชุมชนมันเกิดที่บ้านของเรา ถ้าเราไม่แก้แล้วใครจะแก้ ผมคิดว่าทุกคนซึ่งรวมถึงเด็กๆ ด้วยต่างมีบทบาทในการแก้ไขทั้งนั้น”

ในที่ประชุมวาระพิเศษ ตัวแทนเด็กจากประเทศเคนยากล่าวปิดประชุม ซึ่งเด็กๆ ได้กระตุ้นให้รัฐบาลต่างๆ ให้ความสำคัญกับเด็กเป็นอย่างแรกและเพิ่มความพยายามในการแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของเด็ก

ทั้งทวีศักดิ์และนิตยาบอกว่าอยากให้รัฐบาลไทยผลักดันเรื่อง “เรียนฟรี” จริงๆ เพราะทุกวันนี้ถึงแม้ว่านักเรียนจะไม่เสียค่าเล่าเรียนก็จริง แต่ก็ยังต้องเสียค่าอื่นๆ เช่นค่าบำรุงการศึกษา ค่าคอมพิวเตอร์ ค่านักการอย่างน้อยเทอมละ 2,000-3,000 บาท ซึ่งเป็นเงินไม่น้อยโดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่ยากจน

“ผมเรียนรู้จากการไปครั้งนี้ว่าเด็กๆ ควรที่กล้าแสดงความคิดเห็น” ทวีศักดิ์บอก “เด็กๆ จากประเทศอื่นๆ กล้าคิด กล้าพูดเกี่ยวกับความคิดเห็นของเขา ที่นั่นไม่มีใครอายใครเลย เพราะฉะนั้นเด็กไทยก็ควรจะกล้าคิดกล้าพูดกล้าทำด้วย”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น