วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ห้องเรียนหย่อมบ้าน – การศึกษาเพื่อเข้าถึงเด็กทุกคน

เด็กชาวเขาจำนวนมากไม่ได้ไปโรงเรียนเนื่องจากบ้านอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและโดดเดี่ยวจากชุมชน โครงการห้องเรียนหย่อมบ้านที่สนับสนุนโดยยูนิเซฟจึงนำโรงเรียนเข้าไปหาเด็กๆ ถึงที่เอง
© UNICEF Thailand/08/M.Thomas
 โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

แม่ฮ่องสอน – หลังจากที่หมอกจัดยามเช้าเริ่มจางไปจากทิวเขาอันเขียวขจี เผยให้เห็นภาพของเด็กกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่กำลังทยอยเดินลงมาตามทางเดินสูงชันที่เต็มไปด้วยโคลนเลน ซึ่งทอดยาวไปสู่หย่อมบ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาในอำเภอขุนยวมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

เด็กๆ ส่วนใหญ่มาจากหย่อมบ้านในเขตหมู่บ้านแม่สุรินน้อยและหมู่บ้านใกล้เคียงที่อยู่ไม่ไกล แต่บางคนต้องเดินอย่างน้อย 2 กิโลเมตรเพื่อมาที่นี่ซึ่งต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเริ่มออกเดินทาง จุดหมายของพวกเขาท่ามกลางสายฝนชุ่มฉ่ำในเช้านี้เป็นอาคารเล็กๆ แต่มีความแข็งแรงขนาด 3 ห้อง พื้นปูด้วยไม้กระดานหยาบๆ ผนังทำด้วยระแนงไม้ไผ่และหลังคามุงด้วยสังกะสี

เด็กๆกำลังเดินไปโรงเรียนบ้านแม่สุรินน้อย
© UNICEF/Thailand/2008/M.Thomas

แม้จะเป็นกระท่อมหลังเล็กๆ ที่สร้างอย่างง่ายๆ แต่มันเป็นสถานที่ที่สำคัญมากสำหรับเด็กๆเพราะมันให้สิ่งที่พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงมาก่อน นั่นคือ การศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา เด็กๆ ราว 20 คนที่มาเรียนที่นี่เป็นเด็กกะเหรี่ยงทั้งหมด และสำหรับหลายคน นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่พวกเขาจะได้เรียนในสภาพแวดล้อมที่เป็นโรงเรียนอย่างแท้จริง

โรงเรียนบ้านแม่สุรินน้อยแห่งนี้ ซึ่งหลายคนเรียกว่า “ห้องเรียนหย่อมบ้าน” เป็นหนึ่งใน 17 ห้องเรียนหย่อมบ้านซึ่งตั้งขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการภายใต้การสนับสนุนขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เพื่อให้การศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาแก่เด็กๆ ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในพิ้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร

ที่ห้องเรียนหย่อมบ้านแม่สุรินน้อย เด็กๆ เข้าแถวร้องเพลงชาติ สวดมนต์ ทุกเช้าก่อนเริ่มเรียน แม้จะอาคารเล็กๆ พื้นปูด้วยไม้กระดานหยาบๆ ผนังทำด้วยระแนงไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยสังกะสี แต่เป็นที่ที่สำคัญมากสำหรับเด็กๆ เพราะให้การศึกษาที่เขาไม่สามารถเข้าถึงมาก่อน
© UNICEF Thailand/08/M.Thomas

โครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2548 หลังจากที่รายงานสำรวจเรื่องโอกาสทางการศึกษาที่สนับสนุนโดยยูนิเซฟพบว่ามีเด็กมากกว่าพันคนในอำเภอปางมะผ้าไม่ได้เข้าเรียน การสำรวจครั้งนั้นได้ขยายผลไปยังอำเภออื่นๆ คืออำเภอเมือง ปาย และขุนยวม ซึ่งต่างพบว่ามีเด็กชนเผ่าจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าเรียน

“เราเดินสำรวจทุกดอยและเคาะประตูทุกบ้าน เพื่อดูว่ามีเด็กที่ไม่ได้ไปโรงเรียนหรือไม่” สุรพันธ์  สืบฟัก รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต1 กล่าวถึงการสำรวจครั้งแรก “เรานึกไม่ถึงว่าจะมีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าเรียน”

การสำรวจยังพบว่าสาเหตุที่เด็กๆ ไม่ได้เข้าเรียนเป็นเพราะโรงเรียนอยู่ไกลจากบ้านของพวกเขามาก ซึ่งทำให้เด็กๆ ไม่สามารถเดินไปโรงเรียนได้ ในขณะเดียวกันจากภูมิประเทศที่ห่างไกลและทุรกันดาร ซึ่งขาดโครงสร้างพื้นฐานอย่างเช่นถนน เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้รัฐไม่สามารถเข้าไปสร้างโรงเรียนตามปกติได้ ยังไม่นับรวมถึงการสรรหาบุคลากรที่จะเต็มใจเข้าไปสอนในพื้นที่ทุรกันดารเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้ สุรพันธ์บอกว่าสำนักงานเขตการศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1เลยตัดสินใจว่า “ถ้าเด็กๆ มาโรงเรียนไม่ได้ เราก็จะนำโรงเรียนไปสู่พวกเขาเอง เราเลยตัดสินใจว่าโรงเรียนที่ว่านี้จะมีแต่ครู เด็ก และก็การเรียนการสอนเท่านั้น ส่วนที่เหลือเช่นงานธุรการหรืองานบริการจะทำในสำนักงานเขตในตัวเมือง”

เป้าหมายหลักของห้องเรียนหย่อมบ้านคือการให้เด็กๆ ได้สามารถอ่านเขียนภาษาไทยและคิดเลขได้
© UNICEF/Thailand/2008/M.Thomas

ปัจจุบัน มีเด็กวัยประถมทั้งหมด 472 คนที่เข้าเรียนใน 17 ห้องเรียนหย่อมบ้านในเขต 4 อำเภอนี้ และมีครูทั้งสิ้น 41 คน โดย 17 คนเป็นครูชนเผ่าที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาชนเผ่า

พรชัย อุดมพานิช รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 1 กล่าวว่าห้องเรียนหย่อมบ้านทั้ง 17 แห่งนี้แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปในหลายๆ ด้าน เช่น เด็กๆ ที่อยู่คนละชั้นกันต้องเรียนรวมกันเนื่องจากจำนวนห้องเรียนไม่เพียงพอ เด็กๆ ไม่มีเครื่องแบบนักเรียนแต่ใส่ชุดประจำเผ่ามาเรียนแทน หรือการไม่มีภารโรงเพราะเด็กๆ ทำความสะอาดกันเองและทำกับข้าวกินกันเอง นอกจากนี้ในช่วงหน้าแล้ง จะมีวิชาพิเศษคือการซ้อมเข้าหลุมหลบภัยสำหรับห้องเรียนหย่อมบ้านที่อยู่ติดชายแดนไทย-พม่าซึ่งมีการสู้รบระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลทหารพม่า

รังสรรค์ วิบูลอุปถัมภ์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษาขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ถึงแม้ห้องเรียนหย่อมบ้านจะไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกแบบโรงเรียนทั่วไป “แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้เด็กทุกคนได้ไปโรงเรียนและเรียนหนังสือ”

เป้าหมายหลักของห้องเรียนหย่อมบ้านคือการให้เด็กๆ ได้สามารถอ่านเขียนภาษาไทยและคิดเลขได้ ตลอดจนเรียนรู้การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างรู้คุณค่า การดูแลสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นของตน

อุปกรณ์การเรียนการสอนที่ห้องเรียนหย่อมบ้านจะมีทั้งภาษาไทยและแปลเป็นภาษาท้องถิ่น เช่น ปากะญอ มูเซอ ลีซอ ซึ่งช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ภาษาไทยได้เร็วขึ้น ส่วนวิชาอื่นๆ ที่นี่ใช้หลักสูตรเดียวกับโรงเรียนทั่วๆ ไป

รังสรรค์จากยูนิเซฟกล่าวว่า “เพราะการไม่รู้หนังสือจะเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตในอนาคตของเด็กๆ เป็นอย่างมาก และตั้งแต่มีห้องเรียนหย่อมบ้าน เดี๋ยวนี้เด็กบางคนสามารถพาพ่อแม่ไปหาหมอและช่วยพ่อแม่สื่อสารกับหมอหรือพยาบาลได้แล้ว”

ณัฐวดี ปัทมยาภา ครูชนเผ่าที่ห้องเรียนหย่อมบ้านแม่สุรินน้อยสอนเด็กๆให้ออกเสียงภาษาไทย
@UNICEF/Thailand/2008/M.Thomas

ณัฐวดี ปัทมยาภา ครูชนเผ่าที่ห้องเรียนหย่อมบ้านแม่สุรินน้อยบอกว่าข้อดีของโรงเรียนแบบนี้คือ “ความใกล้ชิดระหว่างครูกับเด็ก ซึ่งครูจะรู้จักครอบครัวของเด็กๆ ทุกคน เด็กๆ จะรู้สึกสนิทกับครูและมีความสุขกับการมาโรงเรียน”

คำพูดของครูณัฐวดีที่ว่าเด็กๆ มีความสุขกับการมาโรงเรียนไม่ได้ดูเกินจริงเลย เพราะในวันที่อากาศไม่เป็นใจเช่นนี้ ซึ่งขนาดรถโฟร์วิลล์เกือบแทบจะขึ้นเขาที่เต็มไปด้วยโคลนไม่ได้ เด็กๆ เกือบทุกคนต่างมาถึงโรงเรียนก่อนเคารพธงชาติอย่างพร้อมเพรียง มีแค่คนเดียวที่มาสาย

© UNICEF/Thailand/2008/M.Thomas

หลังจากที่ล้างมือล้างเท้าและรองเท้าที่เปื้อนไปด้วยโคลนเสร็จแล้ว เด็กๆ ก็เริ่มตั้งแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ ทำสมาธิ ร้องเพลง และออกกำลังกายบริหาร ก่อนจะแยกย้ายกันเข้าห้องเรียน

ครูณัฐวดีเริ่มสอนวิชาภาษาไทย โชว์บัตรภาพที่มีรูปประกอบพร้อมภาษาไทยและปากะญอ  แม้ว่าเด็กบางคนอาจยังจำบางคำเช่น มะม่วง หรือ สุนัข ไม่ค่อยได้นัก แต่พอครูยกภาพที่มีรูปฟันขึ้นมาเด็กๆ ต่างยกมือขึ้นตอบกันอย่างพร้อมเพรียง
    
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของห้องเรียนหย่อมบ้านคือการได้รับความร่วมมือจากชุมชน ห้องเรียนหย่อมบ้านทั้ง 17 แห่งนี้สร้างโดยผู้ปกครองของเด็กๆ และชาวบ้านในหมู่บ้านที่ต่างร่วมมือกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

“ไม่มีครั้งไหนที่เราไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเลย” ณัฐวดีบอก “ทุกๆ คนมาช่วยกันสร้าง และซ่อมแซมอาคารเรียน แม้แต่คนที่ไม่ได้มีลูกมาเรียนที่นี่”

ณัฐวดียังบอกอีกว่าชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญของการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ และจะไม่ยอมให้ลูกขาดเรียนถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
© UNICEF/Thailand/2008/M.Thomas

ที่โรงเรียนบ้านปางคามน้อย ในอำเภอปางมะผ้า ความไม่พอเพียงของครูและห้องเรียนทำให้เด็กนักเรียนจากหลากหลายชนเผ่าทั้ง ไทใหญ่  กะเหรี่ยงปะโอ และมูเซอดำจากชั้นต่างๆ ต้องนั่งเรียนรวมกัน แม้ว่าที่นี่จะไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครบครัน เช่น อุปกรณ์ที่ใช้ในห้องแล็ป แต่การเรียนของเด็กๆ ก็มีความก้าวหน้าขึ้น โดยปีนี้เป็นปีแรกที่โรงเรียนนี้ส่งตัวแทนนักเรียนไปแข่งคณิตศาตร์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

สามปีก่อนหน้านี้ ตอนที่ยังไม่มีห้องเรียน เด็กๆ ที่บ้านปางคามน้อยเรียนผ่านการศึกษานอกโรงเรียนซึ่งมีสำนักงานเล็กๆ ในหมู่บ้าน แต่เด็กๆ บอกว่าการเรียนไม่ค่อยต่อเนื่องเนื่องจากครูกศนมักไปๆ มาๆ และไม่ได้อยู่ที่นั่นตลอด

“ผมดีใจที่ในที่สุดเราก็มีโรงเรียนในหมู่บ้านสักที” บุญส่ง นักเรียนชั้นป. 6 บอก “ตอนนี้เราได้มาโรงเรียนทุกวัน แต่ก่อนที่ยังไม่มีโรงเรียน เราก็ออกไปเล่นหรือไปช่วยพ่อแม่ทำงานตอนที่ครูกศน ไม่อยู่”

บุญส่งบอกว่าเขาตั้งใจที่จะเรียนต่อจนถึงปริญญาตรี และอยากกลับมาเป็นครูชนเผ่าของเด็กๆ ในหมู่บ้าน

ปัจจุบัน มีเด็กเพียงร้อยละ 30 จากห้องเรียนชนเผ่าที่เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา เด็กๆ ส่วนมากเมื่อจบป. 6 แล้วมักออกไปช่วยพ่อแม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว 

แต่รังสรรค์จากยูนิเซฟเชื่อว่าจำนวนเด็กที่เรียนต่อระดับชั้นมัธยมจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ปกครองชนเผ่าเห็นความสำคัญของการศึกษามากขึ้น และสำนักเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอนเขต 1 เองก็ได้มุ่งมั่นที่จะอำนวยความสะดวกให้กับเด็กๆ และได้จัดหาโรงเรียนในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนสำหรับเด็กที่ต้องการเรียนต่อด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดการเรียนต่อ

สมบัติ บุญลาศรีทรัพย์ ผู้ปกครองของเด็กคนหนึ่งที่ห้องเรียนบ้านปามคามน้อย เป็นหนึ่งผู้ปกครองที่เห็นความสำคัญของการศึกษา เขาบอกว่า “ สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดเกี่ยวกับโรงเรียนนี้คือเด็กเรามีอนาคต มีโอกาสไปต่อได้และสามารถกลับมาพัฒนาบ้านเรา ผมเองเขียนหนังสือไม่เป็น ผมอยากได้โรงเรียนในหมู่บ้านแบบนี้มานานแล้ว”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น