วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คลื่นยักษ์ยังคงซัดอยู่บนบก แม้จะผ่านไปแล้วสี่ปีแต่เด็กกำพร้าจากสึนามิยังคงลำบาก


(ต้นฉบับภาษาอังกฤษได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 22 ธันวาคม 2551)

โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

ระนอง ประเทศไทย –   สี่ปีหลังจากเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ ณ ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย พื้นที่ตามแหล่งตากอากาศส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่างก็พากันกลับสู่สภาพเดิม ธุรกิจการท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งกำลังเจริญรุ่งเรือง มีโรงแรม ร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ มากมายเปิดตัวขึ้น คลาคล่ำไปด้วยลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวที่ถูกแดดจนผิวเป็นสีน้ำตาล

ห่างออกไปจากหาดทรายขาวและแสงไฟนีออนของแหล่งท่องเที่ยว คลื่นยักษ์สึนามิก็ยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กที่ต้องเป็นกำพร้าจากเหตุการณ์ภัยพิบัติในครั้งนั้น เด็กๆ จำนวนมากยังคงต้องดิ้นรนเพื่อรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2548 และยังคงเผชิญกับอนาคตที่ไร้ความแน่นอน

จากตัวเลขประเมินอย่างเป็นทางการที่เปิดเผยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 มีเด็ก 1,109 คนสูญเสียพ่อหรือแม่หรือทั้งพ่อและแม่ไปกับคลื่นสึนามิ แต่จากผลสำรวจในปี 2550 ซึ่งทำโดยมูลนิธิ  ChildTRAC ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงหาผลกำไรในท้องถิ่นที่องค์การยูนิเซฟให้การสนับสนุน พบว่ายังมีเด็กกำพร้าอีก 644 คนในหกจังหวัดที่ประสบภัยสึนามิ

นอกจากนั้น รายงานจากแบบสำรวจของมูลนิธิ ChildTRAC พบว่า มีเด็กกำพร้าจากสึนามิอีก 300 คนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากหกจังหวัด ทำให้มีจำนวนเด็กกำพร้าจากภัยพิบัติสึนามิทั้งสิ้น 2,053 คน

รายงานของมูลนิธิ ChildTRAC กล่าวว่า สาเหตุของตัวเลขการประเมินจำนวนเด็กกำพร้าที่ผิดพลาดในต้นปี 2549 เกิดจากความล้มเหลวในการขึ้นทะเบียนเด็กกำพร้าในทันทีหลังจากเกิดภัยพิบัติ การใช้วิธีการเก็บข้อมูลที่แตกต่างกันของเจ้าหน้าที่รัฐ และการขาดการประสานงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ รายงานดังกล่าวนำเสนอว่า ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการยึดเอาจำนวนเด็กกำพร้าที่เข้าโรงเรียนเท่านั้นเป็นข้อมูล กระทรวงสาธารณสุขมุ่งเป้าไปที่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบในการนำข้อมูลจากทั้งสองหน่วยงานมาประกอบรวมกัน

อแมนด้า บิสเซ็กส์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟประเทศไทย กล่าวว่าการวิจัยของมูลนิธิ  ChildTRAC แสดงให้เห็นถึง “ความสำคัญของการมีระบบลงทะเบียนส่วนกลางซึ่งมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง หากเราไม่มีระบบดังกล่าวแล้ว เด็กจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจะไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน ทำให้ขาดโอกาสในการวางแผนการให้บริการและให้ความช่วยเหลือที่พวกเขาควรจะได้รับ”

อแมนด้ายังกล่าวด้วยว่า เด็กกำพร้าที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนจะเสียโอกาสในการได้รับการบริการและความช่วยเหลือที่สำคัญ เช่น ทุนการศึกษา การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญว่าควรจะอาศัยอยู่กับญาติคนใด รวมถึงความช่วยเหลือเยียวยาทางด้านจิตใจอีกด้วย

กษิเดช จันทระ ซึ่งบัดนี้มีอายุได้ 4 ขวบ เป็นหนึ่งในเด็กจำนวนมากที่เป็นกำพร้าแต่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนภายหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ ตอนนั้นเขาอายุเพียง 2 เดือนเมื่อทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ไม่นานหลังจากงานเผาศพพ่อกับแม่ กัลยา จันทระ ซึ่งป้าของเขาได้ไปติดต่อที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจำจังหวัดเพื่อขอความช่วยเหลือ ทั้งสองหน่วยงานของรัฐบอกให้กัลยากลับมาติดต่อใหม่เมื่อกษิเดชเริ่มเข้าโรงเรียนแล้ว

เมื่อต้นปีที่ผ่านมากัลยาจึงกลับไปที่หน่วยงานทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากกษิเดชจะเข้าโรงเรียนอนุบาลในปีนี้ แต่เจ้าหน้าที่บอกเธอว่า “เงินช่วยเหลือหมดไปแล้ว”

“ฉันงงมาก” กัลยาเล่า เธอเป็นเจ้าของร้านขายของชำเล็กๆ ในชุมชนแออัดของชาวประมงแรงงานต่างด้าวในอำเภอเมืองระนอง “ช่วงแรกมีคนโน้นคนนี้มาที่บ้านหลายครั้ง และขอเอกสารไปตั้งมากมาย แต่แล้วก็ไม่เห็นมีใครติดต่อกลับมาเลยตลอดสามปีที่ผ่านมา”

กัลยาเป็นผู้เลี้ยงดูพี่สาวของกษิเดชที่ชื่อเด็กหญิงชนกนันท์ อายุ 6 ขวบด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นเธอยังต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ผู้ชราของตัวเองอีกด้วย กัลยานั่งมองกษิเดชและชนกนันท์เล่นกันอยู่ที่ร้านขายของชำโทรมๆ ของตัวเองซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัว พลางกล่าวแสดงความเป็นห่วงอนาคตของหลานทั้งสอง

“อย่างน้อยที่สุด ฉันก็อยากให้กษิเดชได้ทุนเรียนหนังสือเหมือนที่พี่สาวเขาได้” กัลยากล่าว

กัลยาเล่าว่าเธอได้นำเด็กทั้งสองคนไปขึ้นทะเบียนที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจำจังหวัดระนอง แต่ชนกนันท์คนเดียวเท่านั้นที่ได้รับเงินช่วยเหลือทั้งเงินช่วยเหลือแบบฉุกเฉินและเงินช่วยเหลือการศึกษา

“ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ไม่มีใครอธิบายเหตุผลให้ฟังได้เลย” กัลยากล่าว
เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิทำลายพื้นที่ชายฝั่งยาวกว่า 400 กิโลเมตรในจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง ตรังและสตูล คร่าชีวิตประชาชนไปเกือบ 8,500 คน และทำลายอาชีพของประชาชนกว่า 150,000 คน ภัยพิบัตินี้ทำให้รัฐบาลไทยและองค์กรอื่นๆ ต้องยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า

จากการติดตามและประเมินสถานการณ์ พบว่าเด็กกำพร้าจากสึนามิส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับญาติสนิทในสภาพครอบครัวที่ดี ได้รับความดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กกำพร้าอีกไม่น้อยที่ต้องเผชิญความยากลำบากทั้งทางด้านวัตถุ ด้านจิตใจ ตลอดจนความยากลำบากอื่นๆ

ทุนการศึกษาและเงินสนับสนุนอื่นๆ มีความจำเป็นในการดูแลเด็กกำพร้าเหล่านั้น แต่บางครั้งเงินก็ทำให้เด็กๆ ต้องประสบปัญหาใหม่ตามมาด้วย ญาติบางคนต้องการหาประโยชน์จากเงินช่วยเหลือดังกล่าว บางทีต่างพยายามแย่งกันขอมีสิทธิในการเลี้ยงดูเด็ก หลายครั้งส่งผลให้พี่น้องต้องแยกจากกัน

ในบางกรณี สมาชิกครอบครัวอาจสนใจเงินช่วยเหลือเด็กกำพร้ามากกว่าที่จะสนใจดูแลเอาใจใส่เด็กๆ

“ป้าของหนูถอนเงินในบัญชีไปจนหมด” สุไวบาห์ มาโนช ผู้มีอายุ 15 ปีเล่า เธอกำลังพูดถึงเงินจำนวน 150,000 บาทที่เธอกับน้องสาวได้รับหลังจากที่แม่เสียชีวิตไปในเหตุการณ์สึนามิ “ป้าบอกให้เราเซ็นต์ชื่อในใบถอนเงินของธนาคาร เขาบอกว่าจะเอาไปซื้อชุดนักเรียน แต่ป้ากลับเอาเงินไปหมดเลย”

สุไวบาห์เล่าว่าเธอกับน้องต้องแยกจากพ่อหลายครั้งในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเพราะญาติๆ ของแม่อยากรับเธอกับน้องสาวไปอยู่ด้วยเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน เธอเปลี่ยนโรงเรียนมาแล้ว 3 โรงเรียนในรอบสี่ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันสุไวบาห์กับน้องสาวอาศัยอยู่กับพ่อ แม่เลี้ยง และน้องสาวลูกของแม่เลี้ยงในบ้านคอนกรีตขนาดเล็กชั้นเดียวที่สร้างยังไม่เสร็จและมีห้องเพียงห้องเดียวในอำเภอเมืองระนอง สมาชิกครอบครัวทั้งห้าคนต้องอยู่รวมกันในพื้นที่น้อยกว่า 10 ตารางเมตร

“หนูหวังว่าเราจะมีเงินมาสร้างบ้านให้เสร็จในเร็วๆ นี้” สุไวบาห์พูด รอยยิ้มที่สดใสของเธอไม่สามารถปิดบังความเศร้าสร้อยอย่างลึกล้ำในดวงตาได้ “บางทีหนูก็ยังคิดถึงแม่มากๆ เวลาคิดถึงแม่หนูก็จะอ่านพระคัมภีร์อัลกุรอาน”

สำหรับจังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิเช่นกัน ความรู้สึกเศร้าสร้อยจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยังคงมีผลต่อเด็กกำพร้าสึนามิ ในขณะที่ระยะเวลาที่ผ่านไปอาจช่วยให้ความโศกเศร้าของพวกเขาบรรเทาลง แต่สภาพจิตใจและความมั่นคงทางอารมณ์ของพวกเขาก็ยังขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นอยู่และผู้ที่ให้การดูแลพวกเขาอยู่

ในจังหวัดพังงาซึ่งเป็นจังหวัดที่ได้รับความเสียหายจากภัยสึนามิมากที่สุด เด็กชายรัชตะ สุกันทา อายุ 8 ขวบ ยังร้องไห้หาแม่ที่เสียชีวิตในคลื่นสึนามิอยู่เกือบทุกคืน ก่อนเข้านอนเขาจะสวดมนต์หน้ารูปของแม่  ขอให้แม่กลับมาเป็นแม่ของเขาอีกในชาติหน้า

รัชตะติดยาย ซิว ณ ถลาง ของเขามาก ยายผู้มีอายุ 71 ปีเป็นผู้ดูแลเขาตลอดสี่ปีที่ผ่านมา

“ยายผมต้องไม่ตาย” รัชตะบอกแขกที่มาเยี่ยมที่บ้านเมื่อไม่นานมานี้ “ผมไม่อนุญาติให้ยายตาย”

รัชตะเฝ้ารอวันที่จะได้อยู่กับวงศ์กร พี่ชายของเขาที่เคยอยู่ด้วยกันก่อนเกิดสึนามิอีกครั้งหนึ่ง ทุกวันนี้วงศ์กรอาศัยอยู่กับพ่อและครอบครัวใหม่ของพ่อห่างออกไปราวหนึ่งชั่วโมง ยายซิวเล่าว่าที่เด็กทั้งสองต้องแยกกันเป็นเพราะญาติๆ ทะเลาะกันเรื่องเงินช่วยเหลือเด็กทั้งสองได้รับ

อแมนด้า บิสเซ็กส์จากองค์การยูนิเซฟกล่าวว่า สถานการณ์ของเด็กกำพร้าสึนามินั้นจะต้องมี “การจัดการที่ดีและติดตามผลในระยะยาว”

เพื่อให้เป็นไปดังนั้น ยูนิเซฟได้ให้การสนับสนุนการจัดทำระบบติดตามและประเมินผลการคุ้มครองเด็กใน 34 ตำบลของหกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ โดยความร่วมมือกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยงานของรัฐในท้องถิ่น ปัจจุบันมีเด็กกว่า 76,000 คนรวมทั้งเด็กกำพร้าสึนามิ ได้รับการติดตามประเมินสภาพความเป็นอยู่ เพื่อให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนที่จำเป็นและเหมาะสม

จากโครงการดังกล่าว นักสังคมสงเคราะห์ที่ประจำอยู่ในท้องถิ่นจะเป็นผู้ติดตามผลและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กกำพร้าและเด็กอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้รับความช่วยเหลือและความคุ้มครองอย่างทันท่วงที ระบบติดตามดังกล่าวนี้มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประเมินและติดตามสถานการณ์ของเด็กกำพร้าสึนามิ

“การติดตามประเมินผลของการดูแลเด็กกำพร้านั้นมีความสำคัญมากเท่าๆกับการทำให้แน่ใจว่าพวกเขาได้อยู่ในครอบครัวที่เหมาะสมตั้งแต่แรก” อแมนด้ากล่าว “เราหวังว่าระบบนำร่องนี้จะถูกนำไปใช้ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ที่ประสบปัญหาทุกคน”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น