วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

หนทางสู่สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยเริ่มจากเด็กๆ

เด็กนักเรียนประถมที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในปัตตานีกำลังสวดมนต์หน้าชั้นระหว่างพักเที่ยง มีเด็กนักเรียนอย่างน้อย 30 คนเสียชีวิตและอีกอย่างน้อย 92 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 4 จังหวัดชายแดนใต้นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 จนถึงเดือนธันวาคม 2550
 © UNICEF Thailand/2008/Athit Perawongmetha

ต้นฉบับภาษาอังกฤษได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 9 มีนาคม 2552)

โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

หาดใหญ่, สงขลา – รูปวาดนั้นเป็นรูปใหญ่สีสันสดใส แสดงภาพพระ โต๊ะอิหม่าม ประชาชนทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิมยืนจับมือกันในชุมชนที่เต็มไปด้วยความรักความสามัคคี มีทั้งมัสยิดและวัดตั้งอยู่เคียงข้างกัน ข้างๆ วัดและมัสยิดมีทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมสวดมนต์อ้อนวอนขอให้สันติภาพบังเกิดแก่จังหวัดที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย

รูปภาพนี้สร้างสรรค์โดยกลุ่มเด็กๆ ชาวมุสลิมในภาคใต้ ผู้เป็นตัวแทนความหวังที่จะเห็นเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลาซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 3,000 คนนับตั้งแต่ต้นปี 2548 นั้นยุติลง

รูปวาดนี้มาจากงานเวทีสัมมนาซึ่งจัดขึ้นสำหรับเด็กๆ ในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยองค์การยูนิเซฟระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2551 การสัมนานี้เปิดโอกาสให้เด็กทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม 53 คนได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น ความหวังและความหวาดกลัวของพวกเขากับผู้ใหญ่ที่มาเข้าร่วมรับฟัง อันประกอบไปด้วยทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักวิชาการ ตลอดจนนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

“พวกเราขาดความรักและสันติภาพ” เยาวชนอายุ 14 ปีจากจังหวัดปัตตานีผู้มีส่วนร่วมในการวาดภาพนี้กล่าว “แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงไร ถ้าทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ว่าจะมาจากศาสนาใด ผู้หญิงหรือผู้ชาย ไม่ว่าจะอายุเท่าไร เราจะสามารถนำสันติสุขกลับมาสู่ชีวิตของพวกเราได้”

เด็กทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม 53 คนได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น ความหวังและความหวาดกลัวของพวกเขากับผู้ใหญ่ที่มาเข้าร่วมรับฟัง
© UNICEF Thailand/2008/Athit Perawongmetha
ในระหว่างการสัมมนาดังกล่าว เด็กๆ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 11 ถึง 18 ปี ยังร่วมแสดงละครและร้องเพลงซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงในชีวิตประจำวันของพวกเขา เด็กบางคนร้องไห้เมื่อการแสดงไปกระทบปัญหาที่โดนใจของพวกเขา เช่น ความรุนแรงภายในครอบครัว การถูกลงโทษทางร่างกายที่โรงเรียน และปัญหายาเสพติดในชุมชน

“เด็กๆ ที่อาศัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับผลกระทบอย่างมากจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น” นายโทโมโอะ โฮซูมิ ผู้แทนองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทยกล่าว “แต่ยังไม่มีใครให้ความสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบที่มีต่อเด็กๆ หรือช่วยให้พวกเขารับมือกับมันได้อย่างจริงจัง”

เด็กส่วนมากมีความเห็นว่า เวทีสัมมนาเยาวชนนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นให้กับผู้อื่นนอกเหนือจากสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท

“หนูรู้สึกโล่งใจ” กอมารียะห์ โตห์ยะ เด็กหญิงอายุ 14 ปีจากจังหวัดปัตตานีซึ่งโรงเรียนของเธอเคยถูกวางระเบิดพูด “มันไม่เหมือนกับความสบายใจที่ได้จากการพูดคุยปรับทุกข์กับคนในครอบครัว เพราะหนูคิดว่าผู้ใหญ่ที่มาในวันนี้จะช่วยพวกเราได้จริงๆ”

ภาพวาดของเด็กๆในชายแดภาคใต้สะท้อนถึงความหวังและสันติภาพที่จะเกิดขึ้น
© UNICEF Thailand/2008/Athit Perawongmetha
เด็กๆ ที่เข้าร่วมในเวทีสัมมนาเยาวชนบอกว่าชีวิตของพวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่ออกไปนอกบ้านในตอนกลางคืนอีกเลย ไม่พูดกับคนแปลกหน้า และพูดคุยคบหากับเพื่อนและเพื่อนบ้านน้อยลงเนื่องจากขาดความไว้ใจคนในชุมชนมากขึ้นทุกที

จากรายงานการศึกษาวิจัยที่ยูนิเซฟสนับสนุนให้จัดทำขึ้นชื่อ วันเวลาแห่งความหวาดกลัว: การรับรู้ของเด็กต่อการดำเนินชีวิตในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย - ซึ่งออกมาไม่กี่วันก่อนที่จะจัดเวทีสัมมนาเยาวชนดังกล่าว พบว่าเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับความตึงเครียดและความวิตกกังวลเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นรายวัน

การศึกษาวิจัยดังกล่าวซึ่งจัดทำขึ้นในระหว่างปี 2549-2550 โดยองค์กรเอกชนไทยชื่อ Knowing Children กลุ่มเพื่อนหญิงไทยมุสลิม กลุ่มลูกเหรียง และสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย ได้พูดคุยสัมภาษณ์เด็กๆ ประมาณ 2,400 คนทั้งชาวไทยมุสลิมและชาวไทยพุทธที่อาศัยอยู่ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ การศึกษาดังกล่าวใช้ระเบียบวิธีวิจัยหลายประเภท ซึ่งได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการรวบรวมข้อมูลจากคำตอบของเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมถึงรูปวาด เรียงความ การใช้ภาพเพื่อศึกษาการตอบสนองต่อภาพที่มองเห็น แบบสำรวจทัศนคติ และการสัมภาษณ์เครือข่าย การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ความรุนแรงและผลกระทบที่มีต่อชีวิตของพวกเขาโดยตรง

จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ เด็กนักเรียนอย่างน้อย 30 คนเสียชีวิตและอีกอย่างน้อย 92 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 จนถึงเดือนธันวาคม 2550 นอกจากจะเป็นเหยื่อในความรุนแรงนั้นเองแล้ว เด็กๆ ยังต้องพบเห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมพ่อแม่ ญาติ ครูและสมาชิกในชุมชน รวมทั้งการต่อสู้ระหว่างทหารกับผู้ก่อความไม่สงบ การวางระเบิดและการเผาโรงเรียนด้วยตนเองอีกด้วย

“เด็กส่วนมากที่ร่วมในการศึกษาวิจัยบอกว่าอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของพวกเขาก็คือเหตุการณ์ความไม่สงบ” โทโมโอะ โฮซูมิกล่าวเพิ่มเติม “คำตอบของพวกเขาแสดงให้เห็นว่า เกือบทุกแง่มุมในชีวิตของพวกเขานั้นต้องผจญกับความเสี่ยงเนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการไปโรงเรียนหรือการออกไปเล่นนอกบ้าน”

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมานี้ โรงเรียนหลายร้อยแห่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงหรือถูกทำลาย เด็กๆ จำนวนมากต้องเดินทางไปกลับโรงเรียนด้วยความคุ้มครองของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธ เจ้าหน้าที่การศึกษาจำต้องประกาศปิดโรงเรียนอยู่เสมอเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรง บางครั้งต้องปิดหลายวันไปจนถึงหลายเดือน

เด็กๅที่โรงเรียนที่ถูกเผาในจังหวัดยะลา © UNICEF Thailand/2008/Athit Perawongmetha 

อาซีลา ดอโรแต อายุ 14 ปี ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่ผู้ก่อความไม่สงบสังหารพ่อของเธอที่จังหวัดยะลาเมื่อสองปีก่อน ก็เป็นหนึ่งในจำนวนเด็กๆ หลายหมื่นคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อชีวิตของเธอเป็นอย่างมาก

“เรากำลังเดินทางกลับบ้าน” อาซีลาเล่า เธอยังร้องไห้เวลาพูดถึงการตายของพ่อ “พวกผู้ก่อความไม่สงบบอกให้พ่อหยุดรถ เขาผลักพ่อลงไปนอนที่พื้น เอาปืนยิงแล้วก็แทงพ่อซ้ำอีก”

อาซีลานั่งเฝ้าศพพ่ออยู่สามชั่วโมงกว่าทหารจะเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ ทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนฆ่าพ่อของเธอและด้วยสาเหตุอะไร

การตายของพ่อทำให้อาซีลาอาสาที่จะเข้าร่วมในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ด้วยตัวเอง นอกจากนั้นเธอยังเข้าร่วมกับกลุ่มลูกเหรียง และช่วยอธิบายเด็กๆ ในหมู่บ้านอื่นๆ เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยนี้

“หนูได้เรียนรู้ว่าไม่ได้มีหนูคนเดียวที่ต้องสูญเสีย” อาซีลาบอก “ทีแรกหนูก็อยากแก้แค้นให้พ่อ แต่แล้วหนูเข้าใจได้ว่ามันคงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่จะสามารถหยุดความรุนแรงได้ สันติภาพจะต้องเริ่มจากเด็กอย่างพวกเราก่อน และหนูอยากให้พวกผู้ใหญ่รับฟังความคิดเห็นของเด็กอย่างหนูบ้าง”

ผลการศึกษาในแง่ดีจากการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือ ไม่มีเด็กคนใดเลยที่จะแสดงความอคติหรือความไม่พอใจคนที่นับถือศาสนาอื่น และไม่มีใครเลยที่กล่าวหาว่าศาสนาเป็นตัวการทำให้เกิดความรุนแรง นอกจากนั้น มีเด็กไม่กี่คนที่แสดงความคิดเห็นในแง่ลบต่อทหารและตำรวจ

รอซีดี เลิศอาริยะพงษ์กุล ผู้จัดการโครงการของสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การศึกษาวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการสันติภาพและความประนีประนอมที่มีอยู่ในหมู่เด็กๆ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และผู้ใหญ่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาความรู้สึกด้านบวกในหมู่เยาวชนให้คงอยู่ต่อไป เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีกในคนรุ่นต่อไป

“เด็กๆ แม้จะมีความแตกต่างกันแต่ต่างก็ต้องการสันติภาพ” รอซีดีกล่าว “เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องรักษาทัศนคติที่ดีของพวกเขาเอาไว้ ก่อนที่มันจะเปลี่ยนไปเมื่อพวกเขาโตขึ้น”

 รอซีดียังกล่าวด้วยว่า ในปัจจุบันยังมีโครงการกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงทั้งทางจิตใจและร่างกายของเด็กๆ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ไม่เพียงพอ

ยูนิเซฟเรียกร้องให้มีการจัดตั้ง “พื้นที่แห่งสันติภาพ” – ซึ่งจะเป็นพื้นที่ปลอดอาวุธ กองกำลังติดอาวุธและข้อมูลชวนเชื่อของทุกฝ่าย เพื่อช่วยลดความรุนแรงและความตึงเครียดของเด็กๆ

“ฉันเชื่อว่าเรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้” อแมนด้า บิสเซ็กส์ หัวหน้าแผนกคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟประเทศไทยกล่าว เธอกล่าวว่าหลายประเทศที่มีความขัดแย้งประสบความสำเร็จในการจัดตั้งพื้นที่แห่งสันติภาพมาแล้ว เช่น ประเทศเนปาล ที่มีเด็กๆ จำนวนหลายพันคนได้รับความทุกข์ทรมานจากความขัดแย้งระหว่างผู้ก่อความไม่สงบนิยมลัทธิเหมาและรัฐบาล

อแมนด้ากล่าวว่า พื้นที่แห่งสันติภาพนี้อาจจัดตั้งขึ้นในโรงเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ซึ่งประชากรในชุมชนมีใจที่เปิดกว้างและเชื่อมั่นในโครงการดังกล่าวอย่างจริงจัง และในที่ซึ่งทุกฝ่าย นับตั้งแต่รัฐบาล สมาชิกในชุมชน ผู้นำทางศาสนา กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ตลอดจนเด็กๆ เองมีความเห็นพ้องต้องกัน

“ดังนั้นหากเกิดความรุนแรงขึ้นในชุมชน เด็กๆ ก็จะทราบว่าพวกเขามีที่ๆ จะไปอยู่ได้โดยปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น” อแมนด้ากล่าว “ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญมากในการช่วยลดความเครียดในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง”

อแมนด้ากล่าวเสริมอีกว่า ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ เด็กๆ สามารถจะเรียนหนังสือในพื้นที่สันติภาพดังกล่าวได้โดยไม่ต้องคอยหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้ายหรือถูกขัดจังหวะในการเล่าเรียน

เด็กๆ บอกว่าพวกเขาหวังว่า “พื้นที่แห่งสันติภาพ” นี้จะเกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิต่างๆ เช่น มัสยิด หรือวัด นอกจากนั้นพวกเขายังหวังว่าโรงเรียนของพวกเขาจะมีการสอนทั้งศาสนาพุทธและมุสลิม

“หนูไม่อยากเรียนหรือสวดมนต์ด้วยความเครียดหรือกังวล” อัสมาห์ นิมา อายุ 16 ปีจากจังหวัดสงขลาบอก เธออยากให้โรงเรียนและมัสยิดเป็นสถานที่ปลอดอาวุธ “ทั้งสองที่นี้ก็ควรจะเป็นสถานที่ๆ ปราศจากอคติและการแบ่งแยกด้วย”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น