วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ห้องเรียนไร้สัญชาติในแม่อาย

“ห้องเรียนไร้สัญชาติ” ซึ่งสนับสนุนโดยยูนิเซฟ สอนเด็กๆ ไร้สัญชาติให้รู้กฏหมายเกี่ยวกับทะเบียนราษฎรและสถานะทางกฏหมาย การบ้านของพวกเด็กๆ คือ การรวบรวมเอกสารให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าพวกเขามีสิทธิได้สัญชาติไทยหรือได้สถานะทางกฎหมายอื่นๆ
© UNICEF Thailand 2009/Athit Perawongmetha
(แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 23 มิถุนายน 2552)

เขียนโดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

เชียงใหม่ – ศาลาขนาดใหญ่ของวัดท่าตอนซึ่งตั้งอยู่ใน อ. แม่อาย จ. เชียงใหม่ ถูกจัดเป็นห้องเรียนชั่วคราวเป็นเวลา 2-3 เดือนมาแล้ว เด็กนักเรียนมีพื้นเพที่แตกต่างกันและส่วนใหญ่มาจากหลาหลายหมู่บ้านใน อ. แม่อาย แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันก็คือ การเป็นเด็กไร้สัญชาติ

ทุกวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้วเป็นต้นมา เด็กๆ และเยาวชนประมาณ 100 คนเดินทางมาที่วัดเพื่อเข้า “ห้องเรียนไร้สัญชาติ” เพื่อเรียนรู้กฏหมายเกี่ยวกับทะเบียนราษฎรและสถานะทางกฏหมาย ซึ่งเป็นหัวข้อที่พวกเขาต่างมีความรู้เพียงน้อยนิด แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่ออนาคตของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง ครูที่สอนก็คือผู้เชี่ยวชาญทางกฏหมายจากมหาวิทยาลัยต่างๆ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรเอกชนที่มาให้ความรู้และแนวทางในการขอสัญชาติไทยและสิทธิตามกฏหมายอื่นๆ เช่น การขอสิทธิ์เป็นผู้พำนักถาวรหรือชั่วคราว

การบ้านของพวกเด็กๆ คือ การรวบรวมเอกสารให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าพวกเขามีสิทธิได้สัญชาติไทยหรือได้สถานะทางกฎหมายอื่น เมื่อสิ้นสุดการอบรมซึ่งใช้เวลาสามวัน พวกเขาจะได้เรียนรู้วิธีการเขียนคำร้องเพื่อยื่นต่อที่ว่าการอำเภอประจำท้องถิ่น และยังจะได้เรียนรู้วิธีการติดตามผลกับเจ้าหน้าที่อำเภอเพื่อเป็นหลักประกันในการได้รับสิทธิต่างๆ ของตนอีกด้วย

การไร้สัญชาติยังคงเป็นปัญหาสำคัญในหลายภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือ มีการประมาณการณ์ว่าประเทศไทยมีประชากรไร้สัญชาติประมาณสองล้านคน รวมถึงชาวเขาและชนกลุ่มน้อยอีกประมาณ 400,000 คน

“การที่เด็กๆ มีความเข้าใจในสถานะไร้สัญชาติของตัวเองและเรียนรู้ว่าจะจัดการกับปัญหาอย่างไรเป็นสิ่งที่สำคัญมาก” อแมนด้า บิสเซ็กส์ หัวหน้าแผนกคุ้มครองเด็กขององค์การยูนิเซฟประเทศไทยกล่าว “ห้องเรียนไร้สัญชาติ’ มีวัตถุประสงค์ที่จะสอนให้พวกเขารู้จักการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง”

นักเรียนในห้องเรียนไร้สัญชาติกำล้งเรียนรู้กฏหมายเกี่ยวกับทะเบียนราษฎรและสถานะทางกฏหมาย
 © UNICEF Thailand 2009/Athit Perawongmetha

‘ห้องเรียนไร้สัญชาติ’ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ยูนิเซฟให้การสนับสนุน ซึ่งเป็นโครงการให้ความช่วยเหลือด้านกฏหมายกับประชากรไร้สัญชาติในแม่อาย ซึ่งมีประชากรไร้สัญชาติจำนวนมาก ปัญหาการไร้สัญชาติในแม่อายเริ่มเป็นที่ทราบกันแพร่หลายในปี 2545 เมื่อนายอำเภอที่เพิ่งเดินทางมารับตำแหน่งในแม่อายเพิกถอนสัญชาติของประชากร 1,243 คนในแม่อาย

แม้ว่าประชากรที่ถูกเพิกถอนสัญชาติไทยเกือบทุกคนในแม่อายจะได้รับสัญชาติคืนแล้วด้วยคำสั่งของศาลปกครอง แต่ปัญหาการไร้สัญชาติก็ยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

สาเหตุของการไร้สัญชาติมีหลายประการ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาดเอกสารที่จำเป็นในการรับรองการเกิดหรือแหล่งกำเนิด บางคนเกิดที่บ้านหรือในที่ห่างไกล หรือพ่อแม่ไม่รู้ถึงความจำเป็นของการจดทะเบียนเกิดกับรัฐ ประชากรในประเทศไทยจำนวนมากเป็นคนไร้สัญชาติเนื่องจากมีสถานะเป็นผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัย  หรือเพราะการถูกเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากพื้นเพเผ่าพันธุ์

ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยอาจถูกปฏิเสธการรับบริการด้านสาธารณสุขหรือสิทธิที่จะได้รับการศึกษา เนื่องจากพวกเขามักไม่มีเอกสารประจำตัวที่จำเป็น เช่น สูติบัตรหรือบัตรประชาชน ทำให้เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ตลอดจนการถูกกระทำทารุณและแสวงประโยชน์ได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังประสบปัญหาข้อจำกัดในการเดินทาง ทั้งยังยากที่ฟ้องร้องหรือร้องเรียนเมื่อจะถูกละเมิดสิทธิ

พิกุล ลุงทอมอายุ 17 ปี ยังกังวลถึงอนาคตแม้จะเธอจะเรียนได้คะแนนดี การเป็นบุคคลไร้สัญชาติทำให้พิกุลต้องขออนุญาติอำเภอทุกครั้งที่เธอจะเดินทางออกนอกอำเภอ ซึ่งเป็นเป็นอุปสรรคต่อการเรียนต่อหรือหางานทำ
© UNICEF Thailand 2009/Athit Perawongmetha

พิกุล ลุงทอมอายุ 17 ปี เข้าเรียนห้องเรียนไร้สัญชาติเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว แม้ว่าตอนนี้รัฐบาลไทยจะอนุญาตให้เด็กทุกคนรวมทั้งเด็กไร้สัญชาติและเด็กผู้อพยพเข้าโรงเรียนได้ แต่พิกุลก็ยังไม่สบายใจกับอนาคตของตัวเองอยู่ดี แม้ว่าเธอจะเป็นนักเรียนดีเด่นก็ตาม

“ยิ่งโตขึ้นเท่าไหร่หนูก็ยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้นเท่านั้น” พิกุลพูด “การเดินทางไปไหนมาไหนยุ่งยากมากเพราะหนูต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ทุกครั้งที่จะออกนอกเขตอำเภอ ทำให้ยากสำหรับหนูที่จะเรียนต่อหรือหางานดีๆ ทำ”

พิกุลเกิดในประเทศไทยเมื่อปี 2534 ในครอบครัวชาวไทใหญ่ซึ่งอพยพหนีความรุนแรงในประเทศพม่าเมื่อ 37 ปีก่อน เมื่อตอนที่พิกุลเกิดในโรงพยาบาลหนึ่งที่อำเภอเชียงดาว จ. เชียงใหม่นั้น โรงพยาบาลไม่ได้ออกเอกสารบันทึกการเกิดให้กับพ่อแม่ของพิกุลเลย

เอกสารอย่างเดียวที่เกี่ยวกับการเกิดของเธอที่ครอบครัวจำได้ว่ามีก็คือ ใบนัดตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลให้แม่ ซึ่งก็ทำหายไปนานแล้วเช่นกัน

ทุกวันนี้พิกุลอาศัยอยู่ในบ้านโทรมๆ ชั้นเดียวสร้างด้วยคอนกรีตในอำเภอแม่อายกับพ่อแม่และน้องชายอีกสองคนซึ่งไม่มีสัญชาติเช่นเดียวกัน ครอบครัวของเธอมีรายได้เดือนละประมาณ 3,000 บาทจากการทำงานให้กับองค์กรการกุศลทางคริสต์แห่งหนึ่ง รายได้นี้ไม่พอสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกห้าคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกคนในครอบครัวไม่ได้รับสิทธิในการรับบริการสุขภาพอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรคเหมือนประชากรไทยทั่วไป ครอบครัวของพิกุลก็เหมือนครอบครัวไร้สัญชาติครอบครัวอื่นๆ นั่นคือเป็นหนี้โรงพยาบาลต่างๆ ในเชียงใหม่หลายแห่ง

การบ้านชิ้นแรกจากห้องเรียนไร้สัญชาติของพิกุลคือ การค้นหาเอกสารที่แสดงว่าเธอเกิดในประเทศไทย

“พ่อแม่กับหนูกลับไปที่หมู่บ้านที่เราเคยอยู่อย่างน้อยห้าครั้ง เพื่อไปคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านและพวกเพื่อนบ้านที่รู้เรื่องการเกิดของหนู” พิกุลเล่า “พวกเขาลงชื่อรับรองว่าหนูเกิดในประเทศไทยแน่ๆ”

ในที่สุด ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ว่าการอำเภอเชียงดาวออกเอกสารรับรองการเกิดให้พิกุล ซึ่งเป็นเอกสารของรัฐฉบับแรกในชีวิตที่เธอเคยได้รับ และเป็นเอกสารฉบับเดียวที่เธอจะนำมาใช้ในการเรียกร้องสิทธิในการได้รับสัญชาติไทยได้

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยมีการแก้กฏหมายเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับสัญชาติไทยหลายครั้งหลายหน เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว ใครก็ตามที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแม้พ่อแม่จะไม่ใช่คนไทยก็จะได้รับสัญชาติไทย แต่ในปี 2515 ในช่วงสงครามอินโดจีน มีผู้อพยพหลายพันคนหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย รัฐบาลจึงเพิกถอนสัญชาติไทยจากคนที่พ่อแม่ไม่ใช่คนไทย การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสถานะของประชาชนจำนวนมากมายหลายแสนคนที่อาศัยในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชาวเขาและชนกลุ่มน้อย

ปีที่แล้วมีการแก้กฏหมายอีกครั้งเพื่อชดเชยผลกระทบจากการเพิกถอนสัญชาติเมื่อปี 2515 โดยพระราชบัญญัติสัญชาติฉบับปัจจุบันให้สัญชาติไทยกับเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่ใช่คนไทยโดยต้องก่อนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 ส่วนเด็กที่เกิดหลังจากวันดังกล่าวมีสิทธิขอมีสัญชาติไทยได้ แต่จะได้รับการพิจารณาเป็นกรณีไป

“แต่ก่อนหนูไม่เคยกล้าไปที่ว่าการอำเภอเลย” พิกุลซึ่งมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติฉบับปัจจุบันกล่าว เธอยื่นคำร้องที่อำเภอเมื่อไม่นานมานี้เอง “แต่หลังจากที่หนูได้เรียนรู้กฏหมาย หนูมั่นใจว่าจะได้สัญชาติไทย”

ภายในห้องเรียนไร้สัญชาติซึ่งเด็กเกือบทุกคนมีพ่อแม่ที่ไม่ใช่คนไทย นักเรียนผู้มีสถานะทางกฏหมายและสิทธิแบบเดียวกันจะถูกจัดเข้ากลุ่มเดียวกัน เด็กบางคนเกิดในประเทศไทยแต่หลังปี 2535 ขณะที่บางคนเป็นลูกของแรงงานต่างด้าว นอกจากนั้นยังมีเด็กที่เกิดนอกประเทศไทยแต่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนานกว่าสิบปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมีสิทธิได้สัญชาติไทย

“เด็กแต่ละคนมีปัญหาแตกต่างกัน งานของเราไม่ใช่การทำให้เด็กไร้สัญชาติทุกคนได้รับสัญชาติไทย” วันทนีย์ รุ่งเรืองสภากุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพและเป็นผู้อำนวยการโครงการศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านกฏหมายและห้องเรียนไร้สัญชาติซึ่งได้รับการสนับสนุนจากยูนิเซฟกล่าว “แต่งานของเราคือการทำให้พวกเขาได้มีสถานะทางกฏหมายตามสิทธิที่เขาพึงมี และเพื่อให้การมีตัวตนของพวกเขาได้รับการยอมรับและได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็น”

วิริยะ ณ ท่าตอน เณรที่อาศัยอยู่ที่วัดท่าตอนในแม่อาย เชื่อว่าเขามีอายุ 17 ปี เดือนที่แล้วเณรวิริยะไปแจ้งชื่อกับที่ว่าการอำเภอ เขาได้รับบัตรประจำตัวซึ่งแสดงถึงบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน แม้ว่าสถานะของเขายังไม่แน่นอน แต่บัตรประจำตัวซึ่งที่ทำการอำเภอออกให้ก็เป็นเอกสารชิ้นแรกในชีวิตที่แสดงถึงความมีตัวตนของเขาอย่างเป็นทางการ

“หลายปีที่ผ่านมานี้ผมรู้สึกเหมือนถูกขังทั้งเป็นเพราะไม่กล้าไปไหนเลย”วิริยะพูด เขาเคยถูกตำรวจจับครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็ถูกปล่อยตัวหลังจากที่เพื่อนคนหนึ่งให้การรับรองว่าเขาเป็นเณรอยู่ที่วัดท่าตอนจริงๆ “ผมกลัวจะถูกส่งตัวออกนอกประเทศอยู่ตลอดเวลา”

ชาวบ้านในแม่อายบอกวิริยะว่าเขาเกิดที่กรุงเทพมหานคร แต่ไม่มีใครแน่ใจว่าที่ไหนหรือเมื่อไหร่ วิริยะไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่เลย เขารู้แต่เพียงว่าเจ้าอาวาสวัดท่าตอนเป็นผู้เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่อายุเพียงสองขวบ

“มีคนบอกว่าผู้หญิงคนหนึ่งเลี้ยงผมมาก่อนจะยกให้หลวงพ่อ” วิริยะกล่าว “การบ้านของผมก็คือ พยายามหาตัวผู้หญิงคนนั้นหรือใครก็ตามที่เป็นพยานรับรองการเกิดของผมได้”

กวิพร วิไลวรรณ อายุ 29 อาจเป็นนักเรียนที่อายุมากที่สุดในกลุ่มนักเรียน เธอเป็นแรงงานต่างด้าว เธอสมัครเข้าเรียนครั้งนี้เพื่อต้องการรู้ว่าบุตรชายอายุ 8 ปีซึ่งเกิดในประเทศไทยของเธอจะมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ แต่ในที่สุดกวิพรซึ่งอพยพมาจากประเทศลาวเมื่ออายุ 14 ปีเพื่อมาหางานทำในประเทศไทยก็กำลังอยู่ในกระบวนการขอสัญชาติลาว

วันทนีย์ ผู้อำนวยการโครงการกล่าวว่า สำหรับแรงงานอพยพเช่นกวิพรนั้น เป้าหมายก็คือ การขอมีบัตรในประเทศบ้านเกิดเพื่อจะสามารถกลับประเทศโดยถูกกฏหมายได้

ชัยณรงค์ บุญนิวิรัตนาการ นายอำเภอแม่อายบอกว่าการฝึกอบรมด้านกฏหมายที่เกิดขึ้นภายในห้องเรียนไร้สัญชาตินั้นมีประโยชน์สำหรับเจ้าหน้าที่ประจำท้องถิ่นในหลายๆ ด้าน

“เมื่อบุคคลไร้สัญชาติเข้าใจในสถานะและคุณสมบัติในการขอสัญชาติของตนเอง พวกเขาก็จะไม่ร้องขอในสิ่งที่เป็นไปไม่ด้อีกต่อไป” ชัยณรงค์กล่าว “ความรู้เกี่ยวกับสถานะทางกฏหมายของพวกเขายังจะทำให้เจ้าหน้าที่อย่างเราทำงานง่ายขึ้น และจะช่วยลดการติดสินบนและการทุจริตคอรัปชั่นได้อีกด้วย”

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายไร้สัญชาติกล่าวว่ายังมีความท้าทายอีกหลายประการ แม้ว่าจะมีกฏหมายและนโยบายที่จำเป็นบังคับใช้อยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวอย่างครอบคลุม แม้ในกลุ่มบุคคลไร้สัญชาติเองและคนอีกมากมายที่ยังไม่รู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่

“การจัดตั้งห้องเรียนไร้สัญชาติสัญจรซึ่งอาจประสบความสำเร็จในชุมชนอื่นๆ ที่มีประชากรไร้สัญชาติเป็นจำนวนมากนั้น จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้มากทีเดียว” บิสเซ็กส์จากยูนิเซฟกล่าว  “มันจะช่วยสร้างศักยภาพของแต่ละบุคคล ตลอดจนชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ด้วย”

ตอนนี้พิกุลซึ่งมีความมั่นใจในการแก้ไขปัญหาการไร้สัญชาติของตัวเอง ก็มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยพ่อแม่ น้องชาย และเพื่อนๆ ของเธอให้มีสถานะทางกฏหมายในประเทศไทยต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น