วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การล้างมือ: มีอะไรมากกว่าน้ำกับสบู่


นักเรียนโรงเรียนบ้านเขาตั้ง จังหวัดกระบี่ เพิ่งรู้ว่าการล้างมืออย่างถูกวิธีนั้นมีอะไรมากกว่าน้ำกับสบู่ 
© UNICEF Thailand/2009/M. Thomas
(ต้นฉบับในภาษาอังกฤษได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 20 สิงหาคม 2552)

เรื่องโดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

(แปลโดย อุษา ฤทธาภิรมย์)

จังหวัดกระบี่ – จันทร์วิมล กิ่งเล็ก อายุ 10 ขวบ นักเรียนโรงเรียนบ้านเขาตั้ง จังหวัดกระบี่ เพิ่งรู้ว่าการล้างมืออย่างถูกวิธีนั้นมีอะไรมากกว่าน้ำกับสบู่ 

ขณะที่ไข้หวัด 2009 กำลังแพร่กระจายไปทั่วประเทศไทยอย่างรวดเร็ว โรงเรียนต่างๆ จึงเร่งสอนวิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวอย่างง่ายๆ ให้กับนักรียน ซึ่งก็คือการล้างมืออย่างสะอาดและถูกวิธี

“ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าการล้างมืออย่างถูกวิธีมีด้วยกันเจ็ดขึ้นตอน” จันทร์วิมล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่สี่กล่าว “และตอนนี้หนูก็ต้องใช้เวลาในการล้างมือนานกว่าเดิมด้วย”



จากการรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2009 ประเทศไทยมีผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัด 2009 รวม 13,019 คน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้ว 111 คน พบผู้ป่วยสองรายแรกในวันที่ 12 พฤษภาคม จนถึงบัดนี้ เชื้อไวรัสได้แพร่กระจายไปในทุก 76 จังหวัดทั่วประเทศ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำอำเภอที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมตามโรงเรียนต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้ได้แสดงให้นักเรียนเห็นถึงวิธีการป้องกันตัวเองจากการแพร่กระจายของโรคไข้หวัด 2009 ตลอดจนโรคชิคุนกุนยา ซึ่งติดต่อทางยุงและทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายโรคไข้เลือดออก ประชาชนกว่าหนึ่งแสนคนในภาคใต้ของประเทศไทยได้ติดเชื้อโรคชนิดนี้แล้วในเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

นอกจากการปฏิบัติตามเจ็ดขั้นตอนของการล้างมือแล้ว นักเรียนโรงเรียนบ้านเขาตั้งยังได้รับการสอนให้ปิดปากและจมูกขณะไอหรือจาม ดื่มน้ำสะอาดมากๆ รับประทานอาหารที่ปรุงสุก และไปพบแพทย์ทันทีที่ป่วย พฤติกรรมเหล่านี้มุ่งปกป้องเด็กๆ จากการติดไข้หวัด 2009และเชื้อโรคชนิดอื่นๆ

แม้ว่าจังหวัดในภาคใต้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นที่นิยมและมีโรงแรมหรูหรามากมาย แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียงจำนวนมากยังขาดแคลนน้ำสะอาดและระบบสุขอนามัยที่เหมาะสม โรงเรียนจำนวนมากต้องประสบปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน 

ชั้นเรียนวิชาสุขศึกษาและสุขอนามัยของโรงเรียนบ้านเขาตั้งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการมูลค่า 43 ล้านบาทที่องค์การยูนิเซฟประเทศไทยให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบน้ำและสุขาภิบาลในโรงเรียน 196 โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ

“โรงเรียนหลายโรงเรียนยังขาดแหล่งน้ำที่สะอาดปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง” รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ หัวหน้าแผนกการศึกษา องค์การยูนิเซฟประเทศไทยกล่าว  “เมื่อไม่มีน้ำและระบบน้ำและสุขาภิบาลที่ดีพอ นักเรียนก็จะล้มป่วยง่ายขึ้น ทำให้ต้องหยุดโรงเรียน”

รังสรรค์กล่าวต่อไปว่า ระบบน้ำดื่มในหลายโรงเรียนในจังหวัดต่างๆ ยังขาดระบบกรองน้ำ ซึ่งหมายความว่าน้ำดื่มไม่สะอาดพอ ในบางโรงเรียน เด็กๆ มีเพียงน้ำฝนที่ไม่ผ่านการกรองสำหรับดื่ม ขณะที่เด็กบางคนต้องนำน้ำดื่มมาเองจากบ้าน

บางโรงเรียนขาดระบบบำบัดน้ำที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ห้องน้ำสกปรกและไม่ถูกสุขอนามัย อันเป็นผลร้ายต่อสุขภาพของเด็กๆ นอกจากนั้นหลายโรงเรียนยังขาดจำนวนห้องน้ำที่เหมาะสมกับจำนวนนักเรียนทั้งโรงเรียน ห้องน้ำมักมืดและอยู่ห่างจากห้องเรียน ซึ่งอาจเป็นอันตรายสำหรับเด็กเล็กๆ และเด็กผู้หญิง

“การไม่มีน้ำเพียงพอนำไปสู่ปัญหามากมายในโรงเรียนของเรา” จินตนา สุขย้อย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาตั้งซึ่งมีจำนวนนักเรียนชั้นประถมศึกษาทั้งหมด 109 คนกล่าว “นักเรียนจำนวนมากมีปัญหาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเพราะไม่อยากไปเข้าห้องน้ำที่สกปรก เด็กบางคนเป็นหิดเป็นเหาเพราะที่โรงเรียนไม่มีน้ำสำหรับทำความสะอาดร่างกายอย่างพอเพียง”

ด้วยอยู่ในโครงการที่ยูนิเซฟให้การสนับสนุน โรงเรียนแห่งนี้เพิ่งได้รับถังน้ำใหม่เพื่อทำให้แน่ใจว่าโรงเรียนจะมีน้ำใช้อย่างพอเพียงตลอดปี นอกจากนั้นยังมีการสร้างห้องน้ำและอ่างล้างมือใหม่ ซึ่งช่วยปรับปรุงสุขอนามัยและสุขภาพของเด็กๆ ให้ดีขึ้นได้อย่างมาก

จินตนากล่าวว่าเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องนำน้ำดื่มมาจากบ้านหรือนำจานชามที่ใช้รับประทานอาหารกลางวันกลับไปล้างที่บ้านอีกแล้ว ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น นักเรียนไม่ต้องประสบปัญหาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบอีกต่อไป

ที่โรงเรียนบ้านทุ่งกอในจังหวัดตรังซึ่งอยู่ใกล้เคียงและเป็นโรงเรียนในโครงการของยูนิเซฟเช่นเดียวกัน นักเรียนได้มีน้ำดื่มที่สะอาดหลังจากมีการติดตั้งระบบกรองน้ำเมื่อเดือนมกราคม มีกระติกน้ำดื่มสะอาดวางไว้ในห้องเรียนทุกเช้า จากในอดีตที่ เด็กๆ เล่าว่าพวกเขาต้องดื่มน้ำจากก๊อกอ่างล้างมือใกล้ๆ ห้องน้ำ

“ผมว่าน้ำกรองอร่อยกว่าน้ำก๊อก” เนติพงษ์ เสียมไหม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนบ้านทุ่งกอ อายุ 12 ปี กล่าว “ผมชอบมากกว่า และก็รู้ด้วยว่ามันสะอาด”

แต่สิ่งที่เป็นที่นิยมชมชอบของเด็กๆ มากที่สุดคือห้องน้ำและอ่างล้างมือขนาดเล็กที่สร้างสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล อ่างล้างมือมีความสูงพอดีกับเด็กเล็ก ซึ่งพวกเขาสามารถเอื้อมไปล้างมือหรือใช้ห้องน้ำได้โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หรือเด็กที่โตกว่าเลย

“ในอดีต นักเรียนชั้นอนุบาลต้องเดินไปใช้ห้องน้ำของเด็กโตซึ่งอยู่ไกลจากห้องเรียนพวกเขามาก” มัลลิกา จงสมบัติ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งกอเล่า “แต่ตอนนี้พวกเด็กโตเองนั่นแหละที่อยากมาใช้ห้องน้ำเด็กเล็ก”

บรรดาครูต่างกล่าวว่าระบบสุขาภิบาลใหม่ของโรงเรียนยังช่วยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นอีกด้วย นอกจากบทเรียนการล้างมือเจ็ดขั้นตอนและการสอนเรื่องสุขอนามัยอื่นๆ แล้ว นักเรียนยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมอื่นๆ อีก เช่น การเรียนรู้วิธีการทำความสะอาดห้องน้ำใหม่ด้วยสบู่เหลวจากธรรมชาติ

“พวกผู้ปกครองและญาติๆ มักมาเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้กับเรา” เรณู ช่วยเมือง ครูโรงเรียนวัดน้ำผุดในจังหวัดตรังกล่าว “เรามีการจัดกิจกรรมแบบนี้มากขึ้นนับตั้งแต่มีการสร้างห้องน้ำใหม่ ช่วยให้ชุมชนได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนมากขึ้นด้วย”

รังสรรค์จากยูนิเซฟกล่าวว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาเรื่องสุขอนามัย และโรงเรียนต่างๆ จะต้องรณรงค์ให้ความรู้ผู้ปกครองและสมาชิกในชุมชน เพื่อให้เกิดพฤติกรรมเกี่ยวกับสุขอนามัยที่ดีและยั่งยืน

“การสอนให้มีสุขนิสัยที่ดีไม่สามารถทำที่โรงเรียนแต่เพียงอย่างเดียวได้” รังสรรค์กล่าว “จะต้องมีการสอนและหัดปฏิบัติทั้งที่บ้านและที่อื่นๆ ทั่วไปทุกที่”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น