วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คิด "บวก" วันนี้ และมีความหวัง"เพื่อวันพรุ่งนี้"


(ต้นฉบับภาษาอังกฤษได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ วันที่ 20 สิงหาคม 2552)

เรื่องโดย ณัฐฐา กีนะพันธ์ (แปลโดย อุษา ฤทธาภิรมย์)

กรุงเทพฯ – เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี 20,000 คนในประเทศไทยต้องการและอยากได้อะไรจากรัฐบาลและสังคม?

คำตอบสำหรับคำถามนี้ได้จากการการสัมมนาระดับชาติเรื่องโรคเอดส์ ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดย ฯพณฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 2,500 คน รวมถึงภาคสังคม

ระหว่างการสัมมนาครั้งนี้ เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี 17 คน ได้แสดงละครชื่อ “เพื่อวันพรุ่งนี้” เพื่อเสนอข้อเสนอเก้าข้อที่พวกเขาเชื่อว่าสังคมต้องทำเพื่อเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีทุกคน ข้อเสนอทั้งเก้าครอบคลุมหลายประเด็น รวมถึงการขจัดการเลือกปฏิบัติ การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีและการมีเพศสัมพันธ์ การพัฒนายารักษาโรคเอดส์ที่เหมาะสำหรับเด็ก การปกป้องคุ้มครองสิทธิด้านอนามัยเจริญพันธุ์และการรักษาความลับของผู้ป่วย

นิว* อายุ 18 ปีติดเชื้อเอชไอวีจากแม่ตั้งแต่แรกเกิด เล่าให้นายกรัฐมนตรีและผู้เข้าร่วมสัมมนาฟังว่า: “หนูเคยคิดว่าตัวเองไม่มีค่าอะไรเลยเพราะโดนทุกคนรังเกียจแล้วก็คิดว่าอีกไม่นานก็ต้องตายแล้ว แต่พอหนูได้รับโอกาสได้เรียนหนังสือและทำกิจกรรมอื่นๆ หนูก็ได้รู้ว่าชีวิตของหนูยังมีค่า ที่จริงแล้วหนูยังทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง”

นิวขอให้รัฐบาลช่วยเด็กๆ ที่ติดเชื้อเอชไอวีให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของตนเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆ เธออยากให้เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนได้ตระหนักว่าพวกเขามีความสามารถและมีศักยภาพเช่นเดียวกับเด็กอื่น ดังที่เธอได้ตระหนักมาแล้ว

ละครเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2003 เพื่อให้การสนับสนุนศิลปะบำบัด ซึ่งรวมถึงการวาดรูป ถ่ายภาพ การแสดงละครและกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ สำหรับเด็กผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในเวลาสามปีที่ผ่านมา นิวกับกลุ่มเพื่อนๆ ที่ติดเชื้อได้เดินทางไปในหลายจังหวัดทั่วประเทศเพื่อแสดงละครอันสนุกสนานและสะเทือนใจเรื่อง “ฉันคือใคร? ใยฉันจึงมี?” ซึ่งเน้นเรื่องราวของการถูกเลือกปฏิบัติ การรังเกียจเดียดฉันท์และปัญหาต่างๆ ที่เด็กกลุ่มนี้ต้องเผชิญ

ขณะที่เด็กๆ มักสวมหน้ากากเป็นส่วนใหญ่ในระหว่างการแสดงละครเรื่อง “ฉันคือใคร? ใยฉันจึงมี?” แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่สวมหน้ากากในการแสดงให้นายกรัฐมนตรีได้ชม บทสนทนาของละครเรื่อง “เพื่อพรุ่งนี้” ยังแตกต่างจากการแสดงในครั้งก่อนๆ โดยข้ามผ่านความเศร้าสร้อยมายังคำร้องของอย่างเร่งด่วนจากเด็กๆ เพื่อให้มีการช่วยเหลือเด็กๆ ด้านสุขภาพและช่วยให้พวกเขามีอนาคตที่ดีขึ้น

แอน ทองประสม นักแสดงหญิงและทูตยูนิเซฟเพื่อเด็กและเยาวชนเป็นผู้กล่าวแนะนำการแสดงชุดนี้ เธอขอร้องให้นายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านนโยบาย ตลอดจนภาคสังคมที่กำลังรับชมอยู่ ให้ร่วมกันปฏิบัติตามคำร้องขอของเด็กๆ ในทุกทางเท่าที่จะทำได้

ชุติมา สายแสงจันทร์ ผู้ประสานงานกลุ่มเราเข้าใจ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงผลกำไรที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้กล่าวว่า ประเด็นต่างๆ ที่ปรากฏในละครเป็นประเด็นที่เด็กๆ เชื่อว่ายังเป็นปัญหาสำหรับพวกเขา

“เด็กๆ คิดเรื่องประเด็นเหล่านี้กันขึ้นมาเอง และพวกเขาก็กำลังขอให้ใครสักคนช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้” ชุติมากล่าว

ในประเทศไทย แม้ว่าจะมีการรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์อย่างกว้างขวาง แต่เด็กผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็ยังคงถูกรังเกียจและเลือกปฏิบัติ

ผลการสำรวจ ระดับชาติ ปี 2006  ใน 43,000 ครัวเรือนแสดงให้เห็นว่าเกือบร้อยละ 80 ของประชากรในประเทศไทยยังคงมีทัศนคติด้านลบต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี การสำรวจดังกล่าวซึ่งจัดทำขึ้นโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติโดยได้รับการสนับสนุนจากยูนิเซฟ พบว่าพ่อแม่จำนวนมากไม่ต้องการให้บุตรหลานของตนเล่นกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะเข้าใจผิดว่าบุตรหลานจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวี ด้วยเหตุนี้เอง เด็กๆ ที่ติดเชื้อจำนวนมากจึงถูกเพื่อนๆ ไม่ยอมรับเข้ากลุ่ม บางครั้งแม้แต่จากครอบครัวของตัวเอง และพวกเขามักแยกออกจากโรงเรียนและถูกรังเกียจจากชุมชนด้วย

ในวันเดียวกันกับการสัมมนาระดับชาติเรื่องโรคเอดส์นั้นเอง มีข่าวหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีสามคนในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือถูกขอให้ออกจากโรงเรียนอนุบาลหลังจากที่โรงเรียนได้ทราบว่าทั้งสามคนมีเชื้อเอชไอวี อีกโรงเรียนหนึ่งปฏิเสธไม่รับเด็กผู้ชายที่ติดเชื้อศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายงานข่าวดังกล่าวเป็นที่สนใจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งกล่าวในการสัมมนาว่า การเลือกปฏิบัติเช่นนี้เป็นการละเมิดกฏหมายรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

“ผมอยากให้พ่อแม่ทุกคนมีความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ เพื่อที่จะไม่สอนให้ลูกหลานของตัวเองรังเกียจเด็กที่ติดเชื้อ” ดาบ อายุ 16 เป็นเด็กที่ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิดบอก “มันไม่ได้ติดกันง่ายๆ เพราะฉะนั้นอย่ากลัวไปเลย”

นอกจากการให้ความรู้กับผู้ใหญ่แล้ว เด็กๆ ยังขอให้มีการสร้างเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีให้กับเด็กอื่นๆ ด้วย เพื่อที่พวกเขาจะไม่ต้องทุกข์ใจจากความหวาดกลัวโรคนี้อีกต่อไป

ระหว่างการฝึกซ้อม ร่า อายุ 19 ขอครูผู้สอนการแสดงว่าเธอจะพูดถึงสิทธิในด้านอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้ติดเชื้อ ร่าซึ่งได้รับเชื้อจากแม่ตั้งแต่แรกเกิดกำลังมีคำถามและความกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับวัยรุ่นทั่วไป

“ผู้ใหญ่มักจะกลัวว่าเราจะไปมีเพศสัมพันธ์แล้วก็แพร่เชื้อ” ร่าบอก “แต่หนูอยากให้พวกเขารู้ว่าเราก็อยากมีแฟนและมีครอบครัวเหมือนคนอื่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราอยากจะแพร่เชื้อให้คนอื่นสักหน่อย”

ขณะที่อัตราการติดเชื้อในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงต้นๆทศวรรษที่ 1990 เด็กจำนวนมากได้รับเชื้อจากมารดาตั้งแต่แรกเกิด แต่ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา โอกาสในการได้รับยาต้านไวรัส (ARV) เพิ่มสูงขึ้น เด็กๆ ที่ติดเชื้อจำนวนมากจึงมีสุขภาพดีและเติบโตเป็นวัยรุ่นแล้ว

ร่ากล่าวว่าขณะนี้ความรู้เรื่องเพศศึกษาจำเป็นมากสำหรับวัยรุ่นกลุ่มนี้ และควรครอบคลุมหัวข้อเกี่ยวกับการมีความรัก การออกเดท ความต้องการและพฤติกรรมทางเพศ เพื่อให้พวกเขามีความเข้าใจความต้องการของตนและแสดงออกได้ในวิธีปลอดภัย

ระหว่างการแสดง เด็กๆ ยังพูดถึงการรับยาต้านไวรัส ARV ทุกวัน ขณะที่ยาต้านไวรัส ARV นั้นเป็นสวัสดิการฟรีในประเทศไทย แต่ยาส่วนมากมีขนาดเม็ดใหญ่และไม่เหมาะสำหรับให้เด็กรับประทาน

“ยาเม็ดเบ้อเริ่ม กลืนก็ยาก” ดับบอก เขาต้องรับประทานยาเป็นกำมือทุก 12 ชั่วโมงมาตั้งแต่อายุเก้าขวบ “รสก็ขมปี๋จนผมมักจะอาเจียนออกมา”

แม้เด็กๆ จะทราบว่ายามีความจำเป็นในการมีสุขภาพดี แต่บางครั้งพวกเขาก็หยุดรับประทานยาไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขารู้สึกเศร้าซึม ชุติมาจากกลุ่มเราเข้าใจกล่าวว่า เด็กวัยรุ่นที่ติดเชื้อเอชไอวีที่เข้าร่วมโครงการประมาณร้อยละ 10 เคยเลิกรับประทานยาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เป็นผลให้เด็กกลุ่มนี้ดื้อยาและต้องรับประทานยาชนิดอื่นเพื่อรักษาระดับระบบภูมิคุ้มกันโรคของตน

“ทำยาเม็ดเล็กๆ แล้วก็ขมน้อยหน่อยได้มั้ยคะ?”เปิ้ล อายุ 17 ถาม เธออยากให้คำขอของเธอส่งไปถึงบริษัทผู้ผลิตยาต่างๆ “ทำให้เราได้กินยาน้อยลงและไม่บ่อยเท่าเดี๋ยวนี้ได้มั้ยคะ?  จะได้ช่วยให้เราให้อยากกินยามากขึ้น”

ชุติมากล่าวว่ากิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น การแสดงละคร กำลังมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเยียวยาเด็กๆ โดยรวม เธอเห็นว่าเด็กๆ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ไม่เพียงในการแสดงอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังสามารถคิดหาวิธีพัฒนาชีวิตของตัวเองและหาทางช่วยเด็กที่ติดเชื้อคนอื่นๆ ได้อีกด้วย

เมื่อใกล้จบการแสดง เด็กๆ จุดเทียนและร้องเพลงเกี่ยวกับความรักและความศรัทธา เพื่อรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับพวกเขา

“เราอยากช่วยเพื่อนๆ ที่ยังทุกข์ทรมานกับเชื้อเอชไอวีอยู่” เด็กๆ กล่าว “เราอยากเป็นเหมือนเทียนเล่มเล็กๆ พวกนี้ เราอยากส่องแสงสว่างในความมืด และสว่างอยู่กลางใจของทุกคนตราบนิรันดร์”

* ชื่อของเด็กๆ ทุกคนในบทความนี้เป็นชื่อสมมติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น