วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แอน ทองประสม ทูตยูนิเซฟเพื่อเด็กและเยาวชนวอนขอให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา



โดย ณัฐฐา กีนะพันธ์

แม่ฮ่องสอน – หลังจากที่ได้เดินทางไปเยี่ยมเด็กๆ และโรงเรียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน แอน ทองประสม ทูตยูนิเซฟเพื่อเด็กและเยาวชนวอนทุกภาคส่วนให้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา

แอนซึ่งเดินทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นเวลาสามวันเพื่อเยี่ยมชม “โครงการโรงเรียนหย่อมบ้าน” สำหรับเด็กชนเผ่าบนดอยห่างไกลความเจริญบริเวณเขตอำเภอปางมะผ้าและอำเภอขุนยวมที่องค์การยูนิเซฟให้การสนับสนุนอยู่เมี่อเดือนก่อน กล่าวว่า “เด็กทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย นับถือศาสนาใด มีสถานภาพทางกฏหมายหรือมีเชื้อชาติใดก็ตาม ควรจะมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน” 

ระหว่างการเดินทางปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ แอนได้พบปะพูดคุยกับเด็กชนเผ่าต่างๆ กัน เช่น กระเหรี่ยง ไทยใหญ่ มูเซอและลีซอ ทั้งยังได้รับทราบปัญหาที่เด็กๆ เคยต้องเผชิญมาในอดีตในการเข้ารับการศึกษา 

The route to Ban Mae Laga School In Mae Hong Song's Khun Yuam district. UNICEF helps bring school in children who live in the remote area.
© UNICEF Thailand/2009/Athit Perawongmetha 

จากผลการสำรวจของสำนักเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 เมื่อปี 2547 พบว่าเด็กนับพันคนในแม่ฮ่องสอนไม่ได้เข้าเรียน เพราะโรงเรียนตั้งอยู่ห่างไกลจากบ้านของพวกเขามาก ความห่างไกลทุรกันดารของหมู่บ้านชาวเขา ตลอดจนถนนหนทางที่ไม่ดีในบางพื้นที่มีส่วนทำให้การก่อสร้างสถานศึกษาที่ได้มาตรฐานในชุมชนเหล่านั้นเป็นไปได้ยากเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังเป็นการยากที่จะหาครูที่มีคุณสมบัติเพียงพอและเต็มใจที่จะเดินทางไปสอนตามโรงเรียนเหล่านั้นอีกด้วย

องค์การยูนิเซฟและสำนักเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 จึงริเริ่มโครงการโรงเรียนหย่อมบ้านขึ้นในปี 2548 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชั้นประถมศึกษา

Ann Thongprasom, UNICEF Thailand Youth Ambassador visits Karen-ethnic children in Ban Maelaga School in Mae Hong Son Province.
© UNICEF Thailand/2009/Athit Perawongmetha 

“แอนรู้สึกแปลกใจที่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในสถานที่ห่างไกลความเจริญและเข้าถึงลำบากมากเช่นนี้” แอนกล่าวหลังจากที่ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงในรถ 4WD จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเพื่อเข้าไปในหมู่บ้านหัวแม่ลาก๊ะในอำเภอขุนยวม โดยต้องเดินทางในถนนดินลูกรังขรุขระผ่านลำห้วยหลายครั้งกว่าจะเข้าถึงหมู่บ้าน “แต่แอนประทับใจที่แม้ว่าจะไกลขนาดนั้นแต่ก็ยังมีโรงเรียนเล็กๆ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเพื่อให้เด็กๆ ได้ไปโรงเรียน” 

แอนบอกต่อไปว่าโรงเรียนหย่อมบ้านนั้นมีความแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปในหลายด้าน

“โรงเรียนเหล่านี้หลายโรงเรียนสร้างขึ้นโดยชาวบ้านในชุมชนเอง โดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นมาสร้างห้องเรียนเล็กๆ  เช่น ไม้ไผ่ เด็กๆ ที่อยู่คนละระดับชั้นกันก็ต้องเรียนรวมกันเพราะจำนวนห้องเรียนมีไม่เพียงพอ เด็กโตก็ช่วยคุณครูดูแลน้องที่เล็กกว่าด้วย” แอนเล่า

Ann holds small Lahu-ethnic children in Mae Hong Son's Dong Mafai village.
© UNICEF Thailand/2009/Athit Perawongmetha 

เป้าหมายหลักทางการศึกษาสำหรับโรงเรียนหย่อมบ้านเหล่านี้คือ เพื่อทำให้แน่ใจว่าเด็กนักเรียนทุกคนสามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้และคิดเลขง่ายๆ เป็น นอกจากนั้นพวกเขายังได้รับการสอนให้รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์มากที่สุด และช่วยกันพิทักษ์รักษาประเพณีวัฒนธรรม ตลอดจนภูมิปัญญาพื้นบ้านของตนไว้

ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนชั้นประถม 631 คนในโรงเรียนหย่อมบ้านจำนวน 23 โรงเรียนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการดังกล่าว เด็กๆ ได้รับการสอนจากครูทั้งหมด 41 คน ซึ่ง 17 คนในจำนวนนี้เป็นชาวเขาที่พูดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาชนกลุ่มน้อย

แม้ว่าจะมีการขยายโครงการโรงเรียนหย่อมบ้านไปยังพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนในสองสามปีที่ผ่านมา แต่เด็กๆ ชนเผ่าจำนวนมากก็ยังขาดโอกาสในการได้รับการศึกษา จากการสำรวจข้อมูลระดับประเทศในปี  2549 มีเด็กที่อยู่ในวัยประถมประมาณ 900,000 คนในประเทศไทยยังไม่ได้เข้าโรงเรียนหรือเข้าเรียนช้า โดยเด็กจำนวนมากเป็นเด็กชนเผ่า เด็กๆ ลูกแรงงานต่างด้าว และเด็กยากจน และเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี

“เด็กทุกคนที่แอนเจอบอกว่าแอนพวกเขาเกือบจะไม่เคยขาดเรียนเลยสักวันเดียว” แอนพูด “เห็นได้ชัดว่าเด็กๆ ให้ความสำคัญกับโรงเรียนมาก ดังนั้นเราต้องขยายจำนวนโรงเรียนหย่อมบ้านให้เข้าถึงเด็กๆ ที่อยู่ห่างไกลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น