วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โครงการดูแลวัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวีแบบองค์รวม

เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ วันที่ 15 ตุลาคม 2556

 
เรื่องโดย เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา
วิดีโอและภาพโดย เมธี เถื่อนทับ ตัดต่อวิดีโอโดย TV Munk


เพชรบุรี – ไก่ (นามสมมุติ) เกิดมาพร้อมเชื้อเอชไอวี แต่เขาไม่รู้เรื่องนี้เลยจนกระทั่งอายุ 15 ปี พอเขาทราบเรื่องก็รู้สึกหดหู่ใจและกังวลใจมาก ส่งผลให้ไก่ไม่อยากทานยาต้านไวรัส บางครั้งก็โยนยาทิ้ง ทานยาช้า หรือไม่ทานยาเลย พอถึงเวลาพบแพทย์ พอถูกถามว่าทานยาตรงเวลาหรือไม่ ไก่มักจะตอบว่า “ตรงครับ”

“ตอนเด็ก ผมไม่สนใจจะทานยาต้านไวรัสและไม่ต้องการให้เพื่อนๆ เห็นว่าผมทานยา ผมก็เลยไม่ค่อยทานยา” ไก่ซึ่งยังเป็นวัยรุ่นกล่าว เขาสวมเสื้อกล้าม เจาะหูและมีรอยสักตามตัว

พฤติกรรมของไก่ถือว่าอันตรายมาก เพราะยาต้านไวรัสช่วยป้องกันผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาส รวมถึงช่วยต้านยับยั้ง หรือแม้กระทั่งหยุดการกระจายของเชื้อไวรัส  สรุปสั้นๆ คือ ยาต้านไวรัสช่วยผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้มีสุขภาพแข็งแรงและมีชีวิตอยู่ต่อไป ยังมีวัยรุ่นเหลายคนที่ไม่ยอมทานยาต้านไวรัส หรือทานยาไม่ตรงเวลาเหมือนไก่ ส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาลดลงและอาจเกิดการดื้อยาตามมา

รองศาสตราจารย์ นพ.ภพ โกศลารักษ์ หัวหน้าโครงการดูแลวัยรุ่นผู้ติดเชื้อเอชไอวีแบบองค์รวมที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  กล่าวว่า 1 ใน 4 ของวัยรุ่นที่ติดเชื้อเอชไอวีที่เข้าร่วมในโครงการนี้ มีปัญหาเรื่องการทานยาต้านไวรัสเอดส์ตามกำหนดเวลา นอกจากนั้นแล้ว 1 ใน 5 ของวัยรุ่นกลุ่มนี้ยังมีความสัมพันธ์ทางเพศ โดยที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำเมื่อมีเพศสัมพันธ์

เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ ยูนิเซฟจึงได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่ทำงานด้านการดูแลวัยรุ่นที่ติดเชื้อเอชไอวีเพื่อพัฒนาโครงการรูปแบบใหม่โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้วัยรุ่นทานยาตามกำหนดเวลาและรู้จักการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย โครงการที่เน้นให้วัยรุ่นมีวินัยในการทานยานี้ ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากยูนิเซฟและร่วมสนับสนุนโดย ViiV Healthcare's Paediatric Innovation Seed Fund ผ่าน TREAT Asia/amfAR  โดยมีโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นและ HIV-NAT/ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย เป็นสองหน่วยงานหลักซึ่งทำงานร่วมกับยูนิเซฟในโครงการนี้ 

“รูปแบบการดูแลวัยรุ่นติดเชื้อแบบองค์รวมนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือวัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวีโดยให้การดูแลทั้งทางด้านสุขภาพกาย และด้านจิตใจ” นพ.วิทยา เพ็ชรดาชัย นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เข้าร่วมในโครงการนี้กล่าว 

ภายใต้โครงการนี้ มีเด็กวัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวีเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 85 คน โดยมีอายุระหว่าง  13-24  ปีที่กำลังได้รับการดูแลอยู่ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลพระจอมเกล้า ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทยในกรุงเทพฯ โรงพยาบาลชุมชนเจ็ดแห่งของจังหวัดเชียงราย มูลนิธิเข้าถึงเอดส์เชียงราย และกลุ่มเราเข้าใจ  วัยรุ่นทุกคนที่เข้าร่วมโครงการนี้เป็นผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีมาตั้งแต่กำเนิดและมีปัญหาเรื่องวินัยในการทานยาต้านไวรัส ระดับต่ำกว่าร้อยละ 95 ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี พ.ศ 2555

ส้มกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีว่าเข้าสู่ร่างกายอย่างไร
© UNICEF Thailand/2013/Metee Thuentap

วัตถุประสงค์ของโครงการคือ ช่วยให้วัยรุ่นมีวินัยในการทานยาต้านไวรัสดีขึ้น โดยจะช่วยให้วัยรุ่นมีความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสเอชไอวีดีขึ้น ให้เขามีความหวังในอนาคตของตนเอง และสอนวิธีการจัดการทัศนคติเชิงลบที่เกิดขึ้น

 “หนูสมัครเข้าร่วมโครงการนี้เองค่ะ โครงการนี้ช่วยให้หนูทานยาได้ตรงเวลามากขึ้น หนูเคยทานยาไม่ตรงเวลา แต่ตอนนี้หนูมีวินัยในการกินยาดีขึ้นกว่าเดิมแล้วค่ะ” ส้ม (นามสมมุติ) สาวโรงงานวัย  20 ปี กล่าว

ส้มบอกว่าเธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับไวรัสเอชไอวีมากขึ้นและรู้ว่ายาต้านไวรัสจะช่วยให้เธอแข็งแรงขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นแรงผลักดันให้เธอทานยาตรงตามกำหนดเวลาอย่างสม่ำเสมอ

“ยาต้านไวรัส ทำให้หนูมีสุขภาพดีและสามารถทำงานได้เหมือนกับคนอื่นๆ ค่ะ” ส้มกล่าว ส้มใช้เงินเดือนที่ได้รับจากโรงงานในการเลี้ยงตัวเองส่วนหนึ่งและให้ป้าที่เลี้ยงเธอมาอีกส่วนหนึ่ง

โครงการนี้มีการทดลองใช้เทคโนโลยีการส่งข้อความหรือ SMS เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายอีกด้วย ระบบการส่งข้อความ SMS นี้ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย โดยมีการจัดโปรแกรมให้ส่งข้อความหรือ SMS เตือนไปยังวัยรุ่นผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละคนในช่วงเวลาของวันที่เขาจะต้องทานยาต้านไวรัส ระบบจะส่งข้อความที่รู้กันเฉพาะผู้ที่เข้าร่วมโครงการวันละสองครั้ง  

เมื่อวัยรุ่นเหล่านี้ได้รับข้อความ พวกเขาต้องส่ง SMS ตอบกลับด้วยว่าเขาทานยาต้านไวรัสแล้วหรือยัง ถ้าคำตอบคือ “ยัง” ระบบจะส่ง SMS เพื่อเตือนอีกครั้ง  ถ้าพวกเขาตอบว่าต้องการกำลังใจในการทานยา พยาบาลที่ทำงานในโครงการจะโทรหาพวกเขาเพื่อสอบถามว่าอะไรคือปัญหาที่ทำให้ไม่อยากทานยาและพยายามเกลี้ยกล่อมให้พวกเขากินยา ในการประเมินวินัยในการทานยานั้น ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทยและ TREAT Asia จัดให้มีการเก็บตัวอย่างผมจากเด็กวัยรุ่นเหล่านี้ทุกๆ สามเดือน เพื่อส่งไปทดสอบในห้องปฏิบัติการที่ประเทศสหรัฐอเมริกา วิธีนี้เป็นการวัดปริมาณยาในตัวอย่างเส้นผม ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอของการทานยาในช่วง 3 ถึง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการวัดผลที่ให้ผลแน่นอนมากกว่าการนับเม็ดยาหรือวิธีอื่นๆ

พยาบาลกำลังเก็บตัวอย่างเส้นผมจากวัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวีเพื่อวัดปริมาณยาในเส้นผม
© UNICEF Thailand/2013/Metee Thuentap

“หลังจากที่เข้าร่วมโครงการ ผมได้เรียนรู้ว่าการทานยาต้านไวรัส ให้ตรงเวลาสำคัญมากแค่ไหน การทานยาทานยาตรงเวลาจะช่วยควบคุมไวรัสและทำให้เราแข็งแรงขึ้น เมื่อดูจากภายนอก ไม่มีใครบอกได้เลยว่าเรามีเชื้อเอชไอวี” ไก่ ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นทหารและมีครอบครัวกล่าว

เป้าหมายสำคัญอีกประการหนึ่งของโครงการนี้คือ การส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย โครงการจะสอนให้ทราบเกี่ยวกับเชื้อไวรัส เข้าใจถึงพฤติกรรมทางเพศซึ่งจะนำไปสู่การแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ตลอดจนการสอนเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและการเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องการมีเชื้อเอชไอวีกับคู่หรือแฟน

แม็ค (นามสมมุติ) กล่าวว่าเขาเคยมีความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่โครงการนี้ช่วยให้เขาเข้าใจวิธีการป้องกันสำหรับผู้ที่ติดเชื้อแล้ว รวมทั้งเรียนรู้วิธีการเปิดเผยเรื่องสถานภาพการติดเชื้อเอชไอวีของเขากับแฟน

“ผมมีแฟนครับ ผมใช้ความรู้ที่ได้จากโครงการนี้อธิบายให้แฟนผมฟังเกี่ยวกับเรื่องเอชไอวี ทีละนิดๆ และเมื่อเขาเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับไวรัส ผมจึงบอกเขาเกี่ยวกับสถานะการติดเชื้อของผม ผมเตรียมใจไว้แล้วว่าแฟนผมอาจรับไม่ได้และทิ้งผมไป” แม็ค อายุ 18 กล่าว

“แต่กลับกลายเป็นว่าเธอยอมรับได้และไม่ทิ้งผมไป” แม็คพูดพร้อมกับรอยยิ้ม

บทเรียนและประสบการณ์ที่ยูนิเซฟและหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้รับจะถูกนำไปแลกเปลี่ยนกับผู้ที่ทำงานเรื่องเอชไอวี เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้เพื่อช่วยเหลือเด็กวัยรุ่นผู้ติดเชื้อเอชไอวีต่อไป

“ถ้าโครงการต้นแบบนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าประสบความสำเร็จในการช่วยให้วัยรุ่นมีวินัยในการทานยาที่ดีขึ้นและมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยขึ้น ยูนิเซฟและหน่วยงานที่เข้าร่วมในโครงการนี้จะร่วมกันผลักดันให้มีการขยายผลการเรียนรู้ในระดับชาติ เพื่อปรับปรุงบริการในระดับโรงพยาบาลและชุมชนอื่นๆ ในประเทศไทยต่อไป” นงลักษณ์ บุณยพุทธิ เจ้าหน้าที่โครงการเอชไอวี/เอดส์ ขององค์การยูนิเซฟประเทศไทยกล่าว

“ยูนิเซฟเชื่อมั่นว่าวัยรุ่นผู้มีเชื้อเอชไอวีจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเช่นคนทั่วไปและมีสุขภาพดีได้ เพื่อที่พวกเขาจะได้เติบโตขึ้นและมีส่วนช่วยเหลือครอบครัวและชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่อย่างสร้างสรรค์ได้ต่อไป” นงลักษณ์กล่าว

1 ความคิดเห็น:

  1. ตรวจไว้ก่อนก็ดีนะคะ เราจะได้รู้ว่าเราเสี่ยงหรือเปล่า เอดส์สมัยนี้ถ้าดูแลตัวเองดีๆ ก็ไม่ป่วยค่ะ ญาติเราก็ไปตรวจเหมือนกัน เดี๋ยวนี้มีคลินิคตรวจ HIV เยอะค่ะ แต่ที่ญาติเราไปก็ที่เชียงใหม่ ชื่อ Vmed clinic ราคาไม่แพงด้วยค่ะ ลองโทรไปถามก่อนได้ 052-001119 รู้ก่อนก็รักษาได้ก่อนเนอะ สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ป้องกันจ้า อันนี้เวบของเขาจ้า http://www.vmedclinic.com

    ตอบลบ