วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

พื้นที่เรียนรู้ในไซต์ก่อสร้างกับโอกาสทางการศึกษาของเด็กลูกหลานแรงงาน



เรื่องโดย ณัฐฐา กีนะพันธ์/ วิดีโอ โดย Jingjai N. />

กรุงเทพฯ กันยายน 2556 – หลายคนที่แวะเข้าไปดูโครงการของแสนสิริ มักจะมองเห็นป้ายขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ตามที่ต่างๆ ทั้งด้านหน้าและภายในโครงการ เช่นข้อความว่า “รากฐานที่ดีเริ่มต้นที่บ้าน อนาคตที่ดีเริ่มต้นที่โรงเรียน แสนสิริสนับสนุนการยุติแรงงานเด็กในสถานที่ก่อสร้าง” ที่โครงการเศรษฐสิริ ราชพฤกษ์-จรัญ 2 ก็เช่นกัน นอกจากจะมีการรณรงค์ไม่ใช้แรงงานเด็กแล้ว ที่นี่ยังสร้างพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กๆ ที่เป็นลูกหลานแรงงานก่อสร้างอีกด้วย
พื้นที่แห่งนี้มีลักษณะคล้ายห้องเรียนใหม่เอี่ยมขนาดเล็กสีสันสดใส ปูด้วยพื้นไม้ลามิเนต มีกำแพงปูนเตี้ยทาสีขาวไว้ติดงานศิลปะของเด็กๆ ห้องเรียนนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อต้นปี 2556 โดยความร่วมมือร่วมใจของแสนสิริและบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งช่วยกันบริจาควัสดุและแรงงาน เพื่อให้ที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานแรงงานต่างด้าว ห้องเรียนเล็กๆ นี้ยังเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนหนังสือ เช่น เลข ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และศิลปะ ตลอดจนทักษะต่างๆ เช่น การรักษาความสะอาดและสุขอนามัยส่วนตัว

เทือน เด็กชายชาวกัมพูชาวัย 11 ขวบ เป็นหนึ่งในเด็กหลายคนที่มาแวะเวียนที่ห้องเรียนแห่งนี้ทุกวัน เทือนตามพ่อกับแม่มาอยู่เมืองไทยได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว เขาดูเป็นเด็กอ่อนโยน และเข้ากับคนง่าย ก่อนหน้านี้เทือนไม่ค่อยมีเพื่อน เขามีเพียงหุ่นยนต์เก่าๆ ตัวเดียวที่บังเอิญเก็บได้ในไซต์ก่อสร้าง แต่ปัจจุบันห้องเรียนแห่งนี้ได้ให้สิ่งใหม่ๆ แก่เทือน ไม่ว่าจะเป็นของเล่นใหม่ เพื่อนใหม่ และที่สำคัญคือความรู้ใหม่ๆ

“ผมชอบที่นี่” เทือนบอกขณะที่กำลังระบายสีอย่างสบายใจ เขาพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างดีแม้จะมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นานนัก “ที่นี่มีของเล่นเยอะ มีขนมให้กิน อยู่ตรงนี้ร้อนก็เปิดพัดลมได้”

ก่อนที่จะมีห้องเรียนนี้ เทือนและเด็กคนอื่นๆ มักใช้เวลาในแต่ละวันวิ่งเล่นอยู่ในสถานที่ก่อสร้างท่ามกลางความร้อน ฝุ่นละออง และอันตรายจากเศษวัสดุก่อสร้าง ภาพเหล่านั้นเองเป็นแรงผลักดันให้แสนสิริและบริษัทรับเหมาก่อสร้างริเริ่มโครงการพื้นที่เรียนรู้นี้ขึ้น

“เด็กต้องได้รับการศึกษา ต้องได้รับการดูแล” เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว “เพราะฉะนั้นเราจึงร่วมมือกับพนักงานเราเอง และกับผู้รับเหมาให้ทำพื้นที่ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้การศึกษาเบื้องต้นและให้ความดูแลเด็ก”

ในแต่ละวัน จะมีเด็กอายุตั้งแต่ 2-11 ขวบ แวะเวียนมาเล่นและพักผ่อนที่ห้องเรียนนี้ และทุกๆ วันเสาร์ พนักงานของแสนสิริและบริษัทผู้รับเหมาจะหมุนเวียนกันมาสอนหนังสือ และจัดกิจกรรมสันทนาการให้แก่เด็กๆ นอกจากที่โครงการเศรษฐสิริ ราชพฤกษ์-จรัญ 2 แล้ว ปัจจุบันมีการสร้างพื้นที่เรียนรู้ในลักษณะนี้ในโครงการก่อสร้างของแสนสิริอีก 5 แห่งในหัวหิน เขาใหญ่ และภูเก็ต บางแห่งริเริ่มโดยบริษัทรับเหมาก่อสร้างเอง โดยแต่ละแห่งจะมีเด็กๆ ทั้งไทยและต่างด้าวมาใช้บริการตั้งแต่ 5-30 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยประถมศึกษาที่ไม่เคยไปโรงเรียน อย่างไรก็ตามเมื่อการก่อสร้างของโครงการแล้วเสร็จ คนงานก็จะย้ายไปทำงานที่โครงการใหม่ และห้องเรียนก็จะย้ายตามไปด้วย

นิรันดร์ สิริ วิศวกรของบริษัทคอนสตรักชั่น ไลนส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างของแสนสิริที่ริเริ่มโครงการพื้นที่เรียนรู้ในไซต์ก่อสร้างที่หัวหินและเขาใหญ่ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่เพียงแต่ให้โอกาสเด็กๆ ได้เรียนหนังสือเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคนงานก่อสร้างอีกด้วย เนื่องจากคนงานไม่ต้องคอยดูแลหรือพะวงกับลูกในระหว่างทำงาน นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่ช่วยให้คนงานไม่ย้ายไปทำงานที่อื่น และดึงดูดคนงานใหม่ๆ ที่มีลูกมีหลาน

นิรันดร์กล่าวเสริมว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่ต้องเห็นภาพที่เด็กๆ ไปวิ่งเล่นซนท่ามกลางเศษวัสดุก่อสร้างในไซต์งานอีกแล้ว แต่สิ่งที่เขาและทีมงานสังเกตเห็นกลับเป็นพัฒนาการที่ีดีขึ้นของเด็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชา โดยตอนนี้พวกเขาสามารถสื่อสารภาษาไทยและคิดเลขได้แล้ว

"เด็กๆ ดูกระตือรือร้นที่จะมาเรียนเสมอ" วัชรีภรณ์ พุทธแสน เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการของบริษัทคอนสตรักชั่น ไลนส์ จำกัด ซึ่งมาสอนภาษาไทยและเลขให้แก่เด็กๆ ทุกวันเสาร์ที่โครงการ 23 Degree เขาใหญ่" ถึงเวลาพวกเขาจะมารอเรียนเลย เราไม่เคยต้องไปตาม บางทีเด็กๆ จะมาตามเราเอง พวกเขามีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก"

พรธิดา พัดทอง เจ้าหน้าที่ฝ่ายสารนิเทศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่าโครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของภาคธุรกิจในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กๆ และถือเป็นการนำข้อปฏิบัติที่เป็นมิตรกับเด็กมาเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางธุรกิจไปด้วยกัน

“จริงๆแล้วเรื่องของเด็กเป็นเรื่องของคนทุกคน” พรธิดากล่าว “พอมาเห็นโครงการแบบนี้แล้ว รู้สึกว่าการนำข้อควรปฏิบัติต่อเด็กมาเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทไม่ใช่เรื่องยากเลย มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ถ้าผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และมีความตั้งใจจริงที่จะทำให้เกิดขึ้น”

พรธิดากล่าวว่าการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อเด็กต้องเริ่มต้นจากภายในองค์กรก่อน โดยเริ่มจากการส่งเสริมให้พนักงานของบริษัทมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิเด็กและมีรากฐานครอบครัวที่เข้มแข็ง จากนั้นจึงขยายไปสู่กิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทและสังคมในวงกว้างต่อไป ยกตัวอย่างเช่น แสนสิริได้ร่วมมือกับยูนิเซฟในการส่งเสริมสิทธิเด็ก โดยเริ่มจากการรณรงค์เรื่องสิทธิเด็กให้กับพนักงานก่อน จากนั้นได้มีการจัดห้องสำหรับให้นมลูกในสำนักงานของแสนสิริเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะในการเลี้ยงดูเด็กให้กับพนักงานที่มีลูก ต่อมาแสนสิริได้นำแนวคิดเรื่องสิทธิเด็กมาเชื่อมกับนโยบายและการดำเนินธุรกิจของบริษัท และขยายไปสู่คู่ค้าและสังคมภายนอก โดยได้ออกนโยบายยุติการใช้แรงงานเด็ก และจัดสร้างพื้นที่เรียนรู้สำหรับลูกคนงานก่อสร้าง ตลอดจนร่วมมือกับยูนิเซฟผลักดันให้เกิดกฎหมายที่กำหนดให้เติมไอโอดีนในเกลือบริโภคทุกชนิด และรณรงค์ให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย

เศรษฐา ทวีสิน กล่าวว่า แสนสิริตั้งใจจะขยายโครงการพื้นที่เรียนรู้นี้ไปยังทุกจังหวัดที่มีโครงการก่อสร้างของแสนสิริ และเชิญชวนให้บริษัทอื่นๆ ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์หันมาทำโครงการในลักษณะเดียวกัน และนำหลักการเรื่องการส่งเสริมสิทธิเด็กไปใช้ในองค์กร ซึ่งเป็นที่เขาอยากให้เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

“เรื่องนี้ผมยินดีถ้าบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในภาคธุรกิจเดียวกัน...อยากจะทำอะไรที่คล้ายคลึงกับเรา โดยการไม่สนับสนุนแรงงานเด็กและจัดหาพื้นที่ที่ให้การศึกษาแก่เด็กลูกพนักงานก่อสร้างในไซต์ เรื่องนี้เป็นอะไรที่ผมใฝ่ฝันว่าเราทำร่วมกันได้กับคู่แข่ง" เศรษฐากล่าว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น