วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เด็กและวัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวีถูกตีตราและเลือกปฏิบัติ

เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2556
มิกซ์ (นามสมมุติ) ที่ติดเชื้อเอชไอวีมาแต่กำเนิดบอกว่า เธอโตมาด้วยความรู้สึกว่าตนเป็นที่รังเกียจของครอบครัว
เรื่องโดย เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา
ภาพโดย เมธี เถื่อนทับ

มิกซ์ * สาวประเภทสองที่ติดเชื้อเอชไอวีมาแต่กำเนิดบอกว่าเธอไม่ได้มีชีวิตวัยเด็กที่น่าจดจำเหมือนเด็กคนอื่นๆ ตรงกันข้าม ชีวิตวัยเด็กของเธอเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด

มิกซ์เติบโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าตนเองเป็นที่รังเกียจของครอบครัว พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก เธอจึงต้องไปอยู่กับป้าซึ่งยังมีความเข้าใจผิดคิดว่าไวรัสเอชไอวีสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย ป้าจึงไม่ยอมให้เธอร่วมโต๊ะอาหารหรือใช้จาน ชาม ช้อน ส้อม ร่วมกับคนอื่นในบ้าน ซ้ำร้าย ป้ายังไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่ามิกซ์มีเชื้อเอชไอวี ทำให้เพื่อนบ้านไม่ยอมให้ลูกเล่นกับเธอ

“โลกไม่สวยสำหรับหนู” มิกซ์ วัย 21 ปีกล่าว “ตอนนั้นหนูเกลียดทุกคน เกลียดพ่อแม่ที่ทำให้เป็นแบบนี้”

ในชีวิต มิกซ์ยอมเปิดเผยเรื่องการมีเชื้อเอชไอวีให้แก่เพื่อนเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นเพื่อนคนที่เธอสนิทที่สุด

“หนูไม่บอกคนอื่นเพราะกลัวว่าถ้าบอกไปจะไม่มีคนคบ จากที่เคยกินข้าวด้วยกันหรือไปไหนมาไหนด้วยกัน เขาอาจจะไม่คบหนูอีก” มิกซ์กล่าว พร้อมเสริมว่า เพื่อนของเธอบางคนยังเข้าใจผิดคิดว่าเชื้อเอชไอวีสามารถติดต่อทางน้ำลายได้

“การตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีรวมถึงเด็กและวัยรุ่นที่มีเชื้อนั้นยังคงมีอยู่ในสังคมไทย” สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์และกรรมการในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสภาทนายความกล่าว มูลนิธินี้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้มีเชื้อเอชไอวีซึ่งถูกละเมิดสิทธิด้านต่างๆ รวมถึงสิทธิทางการศึกษาและการทำงาน

สุภัทรา นาคะผิว
ตัวอย่างเรื่องที่มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ให้ความช่วยเหลือ คือ กรณีที่นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ถูกให้ออกจากมหาวิทยาลัยหลังจากตรวจพบว่ามีเชื้อเอชไอวีเมื่อปีที่แล้ว มูลนิธิได้ยื่นเรื่องต่อศาลในนามของนักศึกษาหนึ่งในนั้น

“ยังมีเด็กที่มีเชื้อเอขไอวีจำนวนมากที่ถูกกีดกันโอกาสทางการศึกษา กรณีเช่นนี้พบได้ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน อนุบาล ประถม และมัธยม ครูจะบอกเพื่อนเด็กว่าไม่ควรไปเล่นด้วยเพราะอันตราย และเสนอให้ผู้ปกครองไม่ต้องให้เด็กมาโรงเรียน” สุภัทรากล่าว พร้อมระบุว่า กรณีเช่นนี้พบได้ในทุกภูมิภาคแม้กระทั่งในกรุงเทพฯ

ชุติมา  สายแสงจันทร์ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการส่งเสริมให้วัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวีทานยาต้านไว้รัสอย่างสม่ำเสมอและมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยซึ่งจัดขึ้นใน 4 พื้นที่ในประเทศไทยกล่าวว่า การเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีเกิดจากความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ในกลุ่มคนจำนวนมาก สิ่งนี้เองก่อให้เกิดภาพมายาคติเกี่ยวกับผู้มีเชื้อ เช่น คิดว่าผู้มีเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ง่าย หรือมีอายุสั้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปเรียนหนังสือหรือทำงาน

“สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กและวัยรุ่นที่มีเชื้อเกิดการตีตราตัวเอง” ชุติมากล่าว “การตีตราและการเลือกปฏิบัติทำให้พวกเขาคิดลบกับตัวเอง ทำให้ไม่มีความหวัง และไม่อยากมีชีวิตอยู่”

ชุติมา สายแสงจันทร์
ชุติมากล่าวว่า รูปแบบของการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้มีเชื้อในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก โดยรูปแบบในปัจจุบันจะไม่โฉ่งฉ่างเท่าในอดีต เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เมื่อชาวบ้านทราบว่าโรงเรียนรับเด็กที่มีเชื้อเข้าเรียน พวกเขาก็ออกมาประท้วงไม่ยอมให้เด็กมาโรงเรียน แต่ในปัจจุบัน ชาวบ้านไม่ได้ออกมาประท้วงแบบนั้น แต่พ่อแม่ของเด็กในโรงเรียนจะบอกผ่านครูให้บอกเด็กที่มีเชื้อให้กลับบ้าน หรือเสนอให้ครูไปสอนเด็กที่บ้านโดยไม่ต้องให้เด็กมาเรียนหนังสือที่โรงเรียน

โรเบิร์ต แกส หัวหน้าแผนกเอชไอวี/เอดส์ องค์การยูนิเซฟประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจที่ยืนยันว่าการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้มีเชื้อเอชไอวียังคงเป็นปัญหาในประเทศไทย ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีจำนวน 28,000 ครัวเรือนทั่วประเทศไทยในปี 2555 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟพบว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของหญิงวัย 15-49 ปีไม่ต้องการซื้อผักสดจากคนขายที่เป็นเอดส์ และยังพบว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของประชากร หรือราว 1 ใน 3 เชื่อว่าไม่ควรให้ครูที่ป่วยเป็นเอดส์มาสอนหนังสือได้แม้ว่าครูผู้นั้นจะไม่ได้แสดงอาการป่วยก็ตาม

แม้ว่าการตีตราและเลือกปฏิบัติจะยังคงเป็นประเด็นปัญหาในสังคมไทย สุภัทราหวังว่า สถานการณ์นี้จะดีขึ้น เธอเชื่อว่าการไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้มีเชื้อโดยสิ้นเชิงจะเกิดขึ้นจริงได้สักวันหนึ่ง เพียงแต่เธอยังไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อใด

“เรื่องนี้ไม่ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ มันเป็นเรื่องของค่านิยม วัฒนธรรม ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมานาน ดิฉันไม่สามารถตอบได้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ แต่เราต้องเริ่มต้นทำ และทำอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถาณการณ์จะเปลี่ยนแปลง” สุภัทรากล่าว

สุภัทราบอกว่าสิ่งที่ต้องทำ คือ การส่งเสริมให้คนเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และไม่ดูถูกเหยียดหยามคนอื่น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมได้แม้จะแตกต่างกัน

โรเบิร์ตกล่าวว่า การลดการตีตราสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การช่วยให้ครูและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีความอ่อนไหวต่อผู้ที่มีเชื้อมากขึ้นเนื่องจากบุคคล 2 กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจเรื่องเอชไอวีให้กับสังคมโดยรวม นอกจากนี้ ผู้นำทางการเมืองก็ควรได้รับการส่งเสริมให้ออกมาสนับสนุนการสร้างความตระหนักและความเข้าใจในเรื่องเอชไอวี/เอดส์เพื่อที่สังคมจะได้มองว่าเขาอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้มีเชื้อ

โรเบิร์ตกล่าวต่อว่า รัฐบาลก็ควรจะทำให้มั่นใจว่าผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้าถึงการป้องกันการติดเชื้อได้ และผู้ที่มีเชื้อก็สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ เพื่อที่ว่าความเจ็บป่วยจะได้ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนและการทำงาน อีกเรื่องหนึ่งควรให้ความสำคัญ คือ การเปิดโอกาสให้วัยรุ่นที่มีเชื้อแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะทำให้พวกเขามีตัวตนที่ชัดเจนขึ้นและช่วยให้สังคมยอมรับว่าพวกเขาก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไปที่มีทั้งความหวังและความฝัน

“หนูอยากจะบอกสังคมว่า ใครๆ ก็ป่วยได้ ทำไมคนเป็นโรคมะเร็งหรือเบาหวานสามารถเดินบนถนนได้อย่างไม่มีคนรังเกียจ ทำไมคนพวกนั้นบอกเพื่อนได้ว่าเขาป่วย แต่ทำไมพวกเราทำไม่ได้” มิกซ์ถาม “หนูอยากให้ทุกคนมองพวกเราในทางบวกบ้าง พวกเราสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ถ้าพวกเราได้รับโอกาส”

*นามสมมุติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น