วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ยูนิเซฟดึงภาครัฐและเอกชนร่วมจัดการศึกษาเพื่อลูกหลานแรงงานต่างด้าว

เด็กๆ ลูกหลานแรงงานต่างด้าวกำลังเรียนหนังสือที่โรงเรียนในไร่ส้ม ซึ่งเป็นโครงการที่เน้นความร่วมมือของภาครัฐ เอ็นจีโอและภาคธุรกิจในการจัดการศึกษาเพื่อเด็ก © UNICEF Thailand/2010/M. Thomas


โดย ปฎิมา กลิ่นส่ง

เชียงใหม่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 - องค์การยูนิเซฟร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 จัดประชุมเสวนา “หุ้นส่วนการจัดการศึกษาสำหรับบุตรหลานผู้ใช้แรงงาน” เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ โรงแรมคุ้มภูคำ เชียงใหม่ เพื่อระดมความคิดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการหาแนวทางพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและขยายโอกาสด้านการศึกษาสำหรับเด็กๆ บุตรหลานแรงงานต่างด้าว

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 130 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สถานประกอบการ โรงเรียน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง องค์การยูเนสโก และองค์การยูนิเซฟ โดยหลังจากเสวนาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ และผลักดันการจัดการศึกษาสำหรับบุตรหลานผู้ใช้แรงงานให้มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันผู้ใช้แรงงานอพยพเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่อยู่อาศัยต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และไม่ได้เคลื่อนย้ายมาเพียงลำพัง แต่มาพร้อมกับสมาชิกครอบครัว รวมทั้งมีการเพิ่มจำนวนสมาชิกหลังการเคลื่อนย้าย

นายพิชัย ราชภัณฑารี ผู้แทนจากองค์การยูนิเซฟ กล่าวว่า ยังมีเด็กลูกหลานแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยจำนวนมากที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ทั้งๆ ที่กฏหมายไทยระบุว่าเด็กทุกคนในประเทศไทย รวมถึงบุตรหลานของแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีสถานะทางกฏหมาย มีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาและมีสิทธิเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐบาล

“ผลกระทบของการที่เด็กแม้แต่คนเดียวขาดโอกาสทางการศึกษานั้นมีมากมาย” นายพิชัย ราชภัณฑารีกล่าว “เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาและต้องได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเอง การจัดการศึกษาให้แก่เด็กต่างด้าวเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่ายไม่เฉพาะแค่คนทำงานด้านการศึกษาเท่านั้น แต่รวมถึงภาคธุรกิจด้วย”

นายสินอาจ ลำพูนพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เชียงใหม่ เขต 1 กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนของบุตรหลานแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งองค์กรด้านการศึกษาและภาคีทางสังคม ต้องหาแนวทางในการจัดการศึกษาที่ตอบสนองตรงตามความต้องการ และต้องการความร่วมมือจากภาคธุรกิจ เนื่องจากภาครัฐไม่สามารถจัดการได้เพียงลำพัง

ทั้งนี้ มีผู้ใช้แรงงานอพยพในเชียงใหม่มากกว่า 124,000 คน และมีบุตรหลานผู้ใช้แรงงานอพยพที่กำลังศึกษาในโรงเรียนระดับประถมศึกษามากกว่า 24,000 คน อุปสรรคสำคัญที่ทำให้บุตรหลานแรงงานอีกเป็นจำนวนมากยังไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา คือ การขาดทุนทรัพย์ อุปสรรคในการเดินทาง และทัศนคติของพ่อแม่ที่ไม่เห็นความจำเป็นของการศึกษา

นายเฉลิมชาติ นครังกุล ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าภาคธุรกิจต้องมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพราะภาคธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานอพยพ ซึ่งอาจรวมถึงบุตรหลานของพวกเขาที่จะเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต “เราถือว่าแรงงานอพยพและบุตรหลานเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้พวกเขาอยู่ร่วมกับเราในสังคมเดียวกันได้”

นายเฉลิมชาติเสนอว่าควรส่งเสริมให้มีการจัดการศึกษาสำหรับบุตรหลานผู้ใช้แรงงานอพยพอย่างเป็นระบบและส่งเสริมให้เรียนสายวิชาชีพ เนื่องจากยังขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้านในสายวิชาชีพต่างๆ อีกมาก

ปัจจุบัน เจ้าของสถานประกอบการหลายแห่งในเชียงใหม่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษาของบุตรหลานแรงงานต่างด้าว เช่น เจ้าของกิจการปางช้างแม่ตะมาน อ.แม่แตง บริจาคเงินโดยตรงในแต่ละปีให้กับโรงเรียนที่ลูกหลานแรงงานต่างด้าวเข้ารับการศึกษา และเจ้าของไร่ส้มแห่งหนึ่งใน อ.แม่อาย ได้สนับสนุนการจัดรถรับส่งให้แก่ลูกหลานแรงงานเพื่อไปโรงเรียน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่สนับสนุนการศึกษาด้วยการบริจาคเงินให้แก่สถานศึกษา การจัดหาอาคารสถานที่ ที่ดิน และอุปกรณ์การศึกษา การจัดสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับศึกษาให้แก่บุตรหลานลูกจ้าง เช่น การจัดรถรับส่งไปโรงเรียน และการสร้างสถานศึกษาสำหรับเด็กเล็กในสถานประกอบการ

ปัจจุบัน ยูนิเซฟได้ร่วมมือกับสพป. เชียงใหม่ เขต 3 และกลุ่มเพื่อเด็ก พัฒนาโรงเรียนในไร่ส้มใน อ. ฝาง โดยนำการศึกษาไปสู่เด็กๆ ลูกหลานแรงงานหลายร้อยคนถึงในไร่ส้ม ซึ่งเจ้าของไร่ส้มต่างๆ ให้การเอื้อเฟื้อสถานที่ในไร่จัดทำเป็นห้องเรียน ในขณะที่ สพป. เชียงใหม่ เขต 3 ดูแลเรื่องหลักสูตรการสอน และอุปกรณ์การเรียน และการอบรมครู นอกจากนี้ยูนิเซฟยังร่วมกับสพป. เชียงใหม่ เขต 1 จัดตั้งศูนย์การเรียนวัดป่าเป้า อ.เมืองเชียงใหม่ โดยใช้หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการควบคู่กับการสอนภาษาและศิลปะวัฒนธรรมไทใหญ่ให้แก่ลูกหลานแรงงานโดยนักเรียนจำนวน 270 กว่าคนในระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาทั้งหมดเป็นชาวไทใหญ่

“ผมอยากย้ำว่าเรื่องของเด็กเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน  เราต้องร่วมมือกัน โครงการโรงเรียนในไร่ส้มและวัดป่าเป้าก็ถือต้นแบบหนึ่งที่เน้นความร่วมมือของทุกฝ่ายในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กต่างด้าว” นายพิชัยกล่าว




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น