วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

10 ปี ไฟใต้ เด็ก-เยาวชนในวังวนความรุนแรง


เด็กๆ ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่ถูกเผาในจ. ยะลาเมื่อปี 2551 © UNICEFThailand/2008/Athit Perawongmetha
เวที 10 ปี ผลกระทบต่อเด็กจากเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เอ็นจีโอชี้สถานการณ์วิกฤติ ผู้ก่อเหตุไม่เลือกเป้า เด็กโดนด้วย ยอดเจ็บ-ตายพุ่ง “หมอเพชรดาว” ชี้การเยียวยาจิตใจจำเป็น แต่ยอมรับเจ้าหน้าที่ทำงานยาก เหตุชุมชนหวาดระแวง


 รายงานสถานการณ์เด็กและสตรีใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2556 โดยการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ ระบุถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 และดำเนินต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ว่ามีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นมากกว่า 11,500 ครั้ง มีเด็กได้รับบาดเจ็บกว่า 630 คน เสียชีวิตเกิน 120 คน และกลายเป็นเด็กกำพร้าเนื่องจากบิดามารดาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบประมาณ 5,500 คน

เพื่อติดตามรายละเอียดของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ร่วมจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “เด็กในจังหวัดชายแดนภายใต้: ผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในรอบ 10 ปี” โดยเชิญผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กมาพูดคุยเพื่อนำเสนอประสบการณ์และมุมมองการทำงาน

อัญชนา หีมมิหน๊ะ หัวหน้ากลุ่มด้วยใจ ซึ่งทำงานกับเด็กและเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่าสถานการณ์ในปัจจุบันถือว่าเป็นวิกฤติสำหรับการปกป้องเด็ก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2557 มีเด็กที่ประสบเหตุการณ์ความรุนแรงมากเป็น 2 เท่าของทุกปีที่ผ่านมา แม้เป้าหมายจะอยู่ที่ผู้ใหญ่โดยไม่เฉพาะเจาะจง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าผู้ก่อเหตุมีความระมัดระวังต่อเด็กน้อยลง ขณะที่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการใดที่จะรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ชี้เด็กขาดการเยียวยาจิตใจ

แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นกับเด็ก เป็นสิ่งที่หลายหน่วยงานให้ความสนใจ โดยเฉพาะ 5 กระทรวงและหน่วยงานหลัก ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ต่างมีภารกิจในการให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าส่วนใหญ่เป็นการให้เงินช่วยเหลือ ซึ่งแต่ละหน่วยงานดำเนินการโดยขาดการประสานงานอย่างเหมาะสม
   
นอกจากผลกระทบโดยตรงที่ส่งผลให้มีเด็กได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตแล้ว รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขยังห่วงใยเด็กที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ในปี 2551 จึงได้จัดตั้งศูนย์เยียวยาและพัฒนาเด็กจากความรุนแรง ณ โรงพยาบาลศูนย์ยะลา แต่ปรากฏว่ามีเด็กได้รับการคัดกรองเพื่อเข้าสู่ระบบบริการไม่มากนัก สาเหตุมาจากเจ้าหน้าที่และพ่อแม่ผู้ปกครองยังขาดความรู้ความชำนาญที่จะสังเกตและรับรู้ถึงพฤติกรรมซึ่งสะท้อนความเสี่ยง รวมทั้งไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการเยียวยาผลกระทบทางจิตใจเด็กที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเหตุความรุนแรง
   
“มีเด็ก ป.6 ที่ประสบเหตุถูกยิงขณะอยู่ในห้องเรียนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เราเพิ่งพบว่าเด็กต้องได้รับการเยียวยาด้านจิตใจ ก่อนหน้านี้เด็กมาโรงพยาบาลหลายครั้งด้วยอาการหายใจไม่ออก พอหายดีก็กลับบ้าน โดยทางบ้านไม่ได้ให้ข้อมูลว่าเด็กมีอาการเห็นภาพหลอนว่ามีคนเดินตาม และต้องเปลี่ยนโรงเรียนหลายครั้งเพราะเด็กบีบคอเพื่อนเพราะคิดว่าจะเข้ามาทำร้าย” แพทย์หญิงเพชรดาวชี้ว่า หากเด็กไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม น่าเป็นห่วงว่าเมื่อเด็กซึ่งคุ้นชินหรือฝังใจกับเหตุการณ์ความรุนแรงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาก็จะกลายเป็นผู้ที่ลงมือใช้ความรุนแรงเสียเอง
  
แพทย์หญิงเพชรดาวยอมรับว่าในสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ลงทำงานในพื้นที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคจากความหวาดระแวงของคนในชุมชน อีกทั้งเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงก็ไม่อาจรับประกันเรื่องความปลอดภัย ส่งผลให้เด็กทั้งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและเด็กทั่วไปในชุมชนขาดการดูแลในด้านสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม

ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 เห็นว่าควรสนับสนุนชุมชนให้มีส่วนร่วมในการดูแลและเยียวยาจิตใจเด็กที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากคนในชุมชนจะสามารถสามารถติดตามและดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด

หวั่นเด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักสันติภาพ

ผศ. ดร. เมตตา กูนิง จากศูนย์ประสานงานวิชาการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้จากผลการสำรวจความคิดเห็นเยาวชน ซึ่งส่วนใหญ่มีพ่อแม่เป็นเกษตรกร พบว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่อยากมีอาชีพเหมือนพ่อแม่ แต่ต้องการเป็นแรงงานรับจ้างไร้ฝีมือ สะท้อนว่าเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเมื่อไทยก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

นอกจากนี้ ยังมีผู้ร่วมเวทีที่แสดงความห่วงใยเยาวชนที่เกิดหลังปี 2547 เพราะเด็กเหล่านี้เติบโตท่ามกลางเหตุการณ์ความรุนแรงที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง จนไม่เคยรับรู้ถึงสันติภาพและการอยู่ร่วมกันกับผู้ที่มีความคิดเห็นหรืออุดมการณ์แตกต่าง จึงเห็นว่าหากสังคมไม่ใส่ใจและหาทางออกในเรื่องเหล่านี้ อนาคตของเด็กและสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น