วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557

ความท้าทายขององค์กรธุรกิจในการให้ความช่วยเหลือทางสังคมอย่างปราศจากเงื่อนไข

เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บ. แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เยี่ยมเด็กๆ ผู้ลี้ภัยซึ่งกำลังเรียนอยู่ในห้องเรียนชั่วคราวใกล้เขตอพยพของประเทศเลบานอน © UNICEF Thailand/2014/Napat Phisanbut
โดย เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) 

(บทความนี้เป็นมุมมองของคุณเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 เมษายน 2557 คุณเศรษฐา ทวีสิน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของแสนสิริซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญของยูนิเซฟ ได้เดินทางไปประเทศเลบานอนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อศึกษาดูงานของยูนิเซฟในการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่เด็กผู้ลี้ภัยจากความขัดแย้งในประเทศซีเรีย) 

เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ผมได้มีโอกาสเขียนถึงมุมมองในการทำกิจกรรม CSR ที่ผมคิดว่าเราทุกคน โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจควรเปลี่ยน โดยผมเคยให้ความเห็นไว้ว่าการที่ยังมีประเด็นปัญหาของมนุษยชาติในด้านสังคมและเศรษฐกิจอยู่อีกมากที่ยังรอการได้รับความช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาก็เพราะเรายังยึดติดกับมุมมองแบบ “stereotype” กันอยู่


Stereotype ที่ผมหมายความก็คือ การที่ “องค์กรธุรกิจ” มักถูกมองว่าเป็นสัตว์ร้ายของโลกทุนนิยม และทำให้องค์กรที่เปี่ยมล้นไปด้วยศักยภาพนี้น้อยครั้งนักที่จะได้รับความไว้วางใจและโอกาสจากสังคมในการริเริ่มจัดการปัญหาทางสังคมต่างๆ ด้วยแนวคิดของตัวเอง และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากการที่องค์กรธุรกิจทำตัวแบบ passive ก็คือการที่ความพยายามและทรัพยากรส่วนมากจะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ ลดความเสี่ยง และ ลดแรงปะทะ ทางสังคม พูดกันแบบง่ายๆ ก็คือกิจกรรม CSR หลักๆ ขององค์กรธุรกิจโดยมากก็จะถูกโฟกัสไปที่ประเด็นความเสี่ยงทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ กระบวนการผลิตสินค้า และ supply chain ของตนเท่านั้น ผมเชื่อครับว่ามีหลายองค์กรที่สลัดพ้น stereotype ดังกล่าวได้ แต่ผมก็เชื่อว่าส่วนมากยังติดกับดักนี้อยู่

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือในเมื่อกิจกรรม CSR ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ในบางเรื่อง กิจกรรมนั้นๆ ก็จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดระดับท้องถิ่นในรูปแบบของชุมชนสัมพันธ์ รวมไปถึงการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ในระดับประเทศเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่สวยงาม ทั้งกิจกรรม ทรัพยากร รวมถึงงบประมาณที่ถูกส่งต่อไปในรูปของเงินบริจาคต่างๆ ถูกนำส่งด้วยวัตถุประสงค์แอบแฝงอย่างแนบเนียน

ผมไม่ได้กำลังพูดถึงเฉพาะประเทศไทยนะครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่าแนวคิดแบบนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก แม้กระทั่งองค์กรธุรกิจใหญ่ๆ ระดับโลกหลายๆ รายที่เราเห็นกันว่ามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในเชิงธุรกิจก็ยังสลัดไม่พ้น นี่คือความจริงของ “ปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์กรธุรกิจกับประเด็นทางสังคม” ที่ควรได้รับการแก้ไข และเป็นสิ่งที่ผมมีโอกาสเรียนรู้และทำความเข้าใจในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจากการได้ร่วมงานกับยูนิเซฟ

เด็กๆ ผู้ลี้ภัยซึ่งกำลังเรียนอยู่ในห้องเรียนชั่วคราวใกล้เขตอพยพของประเทศเลบานอน © UNICEF Thailand/2014/Napat Phisanbut
 ผมเชื่อว่าทุกท่านคงทราบดีอยู่ว่า ยูนิเซฟ เป็นองค์กรที่ดูแลงานที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กทั่วโลก ดูแลพัฒนาการ การศึกษาพื้นฐาน ความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ เช่นการได้รับการศึกษาของเด็กหญิง การปกป้องเด็กจากความรุนแรง การทารุณทำร้ายเด็ก การใช้แรงงานเด็ก โรคเอดส์ที่ติดต่อมาถึงเด็ก รวมถึงการพิทักษ์สิทธิของเด็กด้วย และประเด็นหนึ่งที่ ยูนิเซฟ ให้ความสำคัญก็คือ การดำเนินงานด้านสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินทางธรรมชาติและที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์หรือจะมีความซับซ้อนเพียงใด โดยยูนิเซฟจะมีภารกิจในการช่วยชีวิตเด็กและให้การคุ้มครองสิทธิของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งในด้านสาธารณสุขและโภชนาการ น้ำและสุขาภิบาล การคุ้มครอง การศึกษาและเอชไอวี/เอดส์

ถ้าท่านผู้อ่านติดตามข่าวเมื่อเดือนก่อน จะทราบว่ายูนิเซฟได้ประกาศระดมทุนเกือบ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมประจำปี 2557 แก่ผู้คนกว่า 85 ล้านคน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นเด็ก 59 ล้านคน ที่กำลังเผชิญกับความขัดแย้ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และสถานการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ ใน 50 ประเทศ ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ซึ่งน่าจะสืบเนื่องมาจากความรุนแรงและการแพร่หลายของปัญหาต่างๆ ที่ขยายตัวมากขึ้นทุกวัน รวมถึงปัญหาเดิมที่ยังไม่สิ้นสุด

ถ้าท่านผู้อ่านเคยร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือฉุกเฉินดังกล่าวและเคยได้ทำความเข้าใจกับการนำเงินบริจาคไปใช้จะพอทราบว่า ยูนิเซฟต้องการเงินทุนซึ่งไม่ได้ระบุไว้ว่าจะนำไปใช้เฉพาะโครงการใดโครงการหนึ่งหรือสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยยูนิเซฟจะใช้เงินทุนนี้ในการนำความช่วยเหลือไปสู่ประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ขาดเงินทุนหรือที่ซึ่งความต้องการมีมากที่สุด นอกจากนี้ เงินทุนนี้จะช่วยให้ยูนิเซฟสามารถเสนอทางออกมิติใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และบูรณาการ โครงการฟื้นฟูเร่งด่วนในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความรุนแรง ซึ่งในหลายกรณีมีผลกระทบต่อหลายประเทศในเวลาเดียวกัน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมิได้เป็นเช่นนั้นหรอกครับ ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายองค์กรธุรกิจที่นำส่งเงินบริจาคโดยระบุชัดเจนว่าต้องการให้นำไปใช้ในประเด็นใดประเด็นหนึ่งโดยเฉพาะซึ่งผมคงไม่ขอยกตัวอย่าง แต่ที่แย่กว่านั้น จากที่ผมได้เรียนรู้จากการร่วมเดินทางกับยูนิเซฟไปยังประเทศเลบานอนเพื่อดูผลกระทบของสงครามกลางเมืองซีเรียที่ทำให้เด็กๆ หลายแสนคนต้องกลายเป็นผู้อพยพ ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ครับว่าความคุกรุ่นของประเด็นขัดแย้งทางเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ สังคม นอกเหนือจะส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองที่นำมาซึ่งการอพยพลี้ภัยของผู้คนจำนวนมหาศาลแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจตนาและปริมาณของความช่วยเหลือที่ถูกส่งต่อให้กับคนเหล่านี้อีกด้วย

อะไรทำให้ผมพูดเช่นนี้ ท่านผู้อ่านลองมองไปรอบๆ ตัวดูสิครับ ประเด็นความขัดแย้งในเรื่องเหล่านี้ยังคงปรากฏให้เราเห็นอยู่ต่อเนื่อง บางเรื่องเป็นความขัดแย้งที่ฝังรากลึกมานานเป็นหลายสิบหรือหลายร้อยปี ดังนั้นเราจึงยังคงเห็นการปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือจากประเทศ กลุ่มประเทศ หรือองค์กร ต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเพียงเพราะทั้งสองฝ่าย เคยมี หรือ ยังมี ปมขัดแย้งอันใดอันหนึ่งตกค้างอยู่ ดังนั้นจึงมิใช่เรื่องง่ายสำหรับองค์กรกลางอย่างยูนิเซฟในการระดมทุนเงินช่วยเหลือฉุกเฉินจากประเทศ กลุ่มประเทศ และองค์กรยักษ์ใหญ่บางแห่งที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามเรื่องตรงนี้ได้

สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ นอกเหนือจากปัจจัยแอบแฝงทางผลประโยชน์ธุรกิจแล้ว เรากำลังมองเห็นประเด็นความขัดแย้งทางสังคม ความเชื่อ ศาสนา ทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการตัดสินใจให้ความช่วยเหลืออีกด้วย ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างมาก เพราะความช่วยเหลือที่แท้จริงไม่ควรมีข้อผูกมัดใดๆ ควรเป็นอะไรที่เกิดจากความตั้งใจจริงในการช่วยเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นใคร ที่ไหน เชื่อในสิ่งที่ไม่เหมือนกับเรา ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าความช่วยเหลือดังกล่าวจะถูกนำส่งให้กับ องค์กรกลางที่มีระบบการตรวจสอบและควบคุมที่ผ่านการทดสอบแล้ว รวมทั้งมีผู้สอบบัญชีจากภายในและภายนอกตรวจสอบการดำเนินงานอย่างละเอียดและสม่ำเสมอ การให้ความช่วยเหลือดังกล่าวยิ่งเป็นเรื่องที่ควรทำ

ผมมีความคิดว่า ความแตกต่างทางความเชื่อ ศาสนา เชื้อชาติ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สังคมของมนุษย์มีความหลากหลาย ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความแตกแยก ดังนั้นผมในฐานะตัวแทนองค์กรธุรกิจรายหนึ่งอยากร้องขอให้เราทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่มองความช่วยเหลือเป็นการให้ที่ไม่ต้องมีการผูกมัดใดๆ อยากชี้ชวนให้องค์กรธุรกิจรายอื่นๆ ก้าวข้ามเรื่องเหล่านี้ให้ได้ และนำส่งความช่วยเหลือให้กับผู้ที่ประสบกับความเดือดร้อนจริงๆ อย่างปราศจากอคติใดๆ ทั้งสิ้นครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น