วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

แรงงานหนุนรัฐ จัดเงินเลี้ยงดูบุตร “ถ้วนหน้า”

แม่กำลังอุ้มลูกน้อย ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจ. เชียงใหม่  © UNICEF Thailand/2010/Athit Perawongmetha
ยูนิเซฟเปิดเวทีฟังเสียงแรงงานและกลุ่มสตรีต่อข้อเสนอ “เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตร” เป้าหมายสร้างหลักประกันรองรับการจ้างงานไม่มั่นคงในยุคโลกาภิวัตน์ มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงันเผย “เงินสงเคราะห์บุตร” มีให้เฉพาะผู้ประกันตน ผู้ใช้แรงงานระบุควรจัดให้เด็กทุกคน ชี้การกำหนดคุณสมบัติ-เงื่อนไขรับเงินส่งผลให้เกิดการจัดสรรไม่เป็นธรรม


 สมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงาน โดยการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ จัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตรกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเล็ก เพื่อรวมรวมข้อมูลสถานการณ์ ประสบการณ์ และข้อคิดเห็นจากแกนนำกลุ่มแรงงานสตรีและผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการขับเคลื่อนเรื่องเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตร

ราณี หัสสรังสี คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตรว่า อยู่ภายใต้แนวความคิดเรื่องการคุ้มครองทางสังคม ที่รัฐจัดให้กับบุคคลและครัวเรือน เพื่อสร้างหลักประกันในมาตรฐานขั้นต่ำของความมีศักดิ์ศรีและความอยู่ดีกินดีตลอดช่วงชีวิตมนุษย์

จากการสำรวจโดยโครงการพัฒนาความเป็นธรรมทางสังคมฯ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า มีคนหลายกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงความคุ้มครองเหล่านี้ อาทิ กลุ่มชาติพันธุ์ เกษตรกรยากจน แรงงานนอกระบบ เป็นต้น นอกจากนี้ ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ภาคธุรกิจหันมาใช้การจ้างงานแบบยืดหยุ่น หรือเหมาช่วง ทำให้แรงงานในระบบซึ่งเคยได้รับความคุ้มครองทางสังคมต้องเผชิญความไม่มั่นคงเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

“เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตรเป็นหนึ่งในการคุ้มครองทางสังคม ที่จัดเป็นสวัสดิการสำหรับเด็กปฐมวัย ในช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี โดยจ่ายให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก เพื่อให้มีเงินจับจ่ายใช้สอยในรายการที่จำเป็นสำหรับครอบครัว โดยอาจจ่ายให้เป็นประจำทุกเดือน ซึ่งหากเด็กในช่วงวัยดังกล่าวได้รับการดูแลให้มีการเติบโตอย่างเหมาะสม ก็จะเติบโตเป็นพลเมืองมีคุณภาพ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับประเทศชาติ”

บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ จากมูลนิธิอารมณ์พงศ์พงัน กล่าวว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการจัดเงินสงเคราะห์สำหรับเด็ก ได้แก่ เงินสงเคราะห์บุตรที่จัดให้กับผู้ประกันตน มาตรา 33 และ 39 ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 6 ปี โดยเบิกได้คราวละไม่เกิน 2 คน และงบที่จัดสรรในส่วนนี้รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบ

พิมพ์ธรรม เอื้อเฟื้อ จากเครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ กล่าวถึงผลการประชุมเพื่อรวบรวมข้อมูลจากหญิงมีบุตร ทั้งที่เป็นแรงงานในและนอกระบบ ทุกกลุ่มเห็นด้วยที่จะให้มีการจัดเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตร โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบเห็นได้ชัดว่ามีความเครียดจากภาระรายจ่ายในการเลี้ยงดูบุตร เนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ชีวิตต้องเผชิญความไม่มั่นคงค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงในภาคแรงงานที่เข้าร่วมประชุมหลายรายแสดงความคิดเห็นว่าเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตรควรจัดให้สำหรับเด็กทุกคน ไม่ใช่เฉพาะเด็กยากจน เพราะที่ผ่านมา การจัดสวัสดิการ ความช่วยเหลือ หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ หากมีการจัดให้เฉพาะกลุ่ม มักเกิดปัญหาความไม่เป็นธรรม เพราะไม่ถูกจัดสรรให้กับผู้สมควรได้รับอย่างแท้จริง

“ปัญหาอยู่ที่กระบวนการพิจารณาว่าใครควรได้รับประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มคนที่ใกล้ชิดหรือมีความสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน” สุนี ไชยรส จากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวถึงการผลักดันเพื่อจัดให้มีเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตรว่า ควรมองภาพให้ชัดเจนว่าเงินดังกล่าวคือส่วนหนึ่งของสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นสิทธิของประชาชนคนไทยทุกคนนับตั้งแต่เกิดจนตาย และรัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้ ซึ่งแตกต่างจากการจัดให้ในลักษณะสงเคราะห์ โดยเฉพาะในแง่ความมีศักดิ์ศรีของการได้รับ และปัจจุบัน มีการจัดสวัสดิการหลายประเภทให้กับคนกลุ่มต่างๆ อย่างไรก็ดี ยังมีความขาดพร่องในบางเรื่อง และสำหรับคนบางกลุ่ม ที่สำคัญ ต้องสร้างความเข้าใจกับสังคมให้เกิดความชัดเจนด้วยว่าสวัสดิการถ้วนหน้า ไม่ใช่เรื่องของประชานิยม

ทั้งนี้ คปก.ได้สำรวจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสวัสดิการสังคมของไทย พบว่ามีมากกว่า 70 ฉบับ ดังนั้น ควรมีการพิจารณาในภาพรวม โดยเชื่อมโยงกับแหล่งที่มาของงบประมาณ ซึ่งจะสัมพันธ์กับเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่มีประเด็นการหารายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความใกล้ชิดกับชุมชนและมีศักยภาพที่จะดูแลในเรื่องสวัสดิการให้กับประชาชนได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ต้องมีการวางกลไกการดำเนินงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้อย่างแท้จริง

 ผู้เข้าร่วมประชุมจากองค์กรด้านแรงงาน และนักวิชาการ ยังมีการนำเสนอประเด็นต่างๆ ในเรื่องเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก อาทิ จำนวนเงินที่เหมาะสม หน่วยงานที่จะรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว แหล่งที่มาของงบประมาณ รวมไปถึงการกำหนดชื่อของเงินดังกล่าว เพื่อให้สะท้อนเป้าหมายในการใช้เงินที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากเกรงว่าพ่อแม่ผู้ปกครองอาจนำเงินไปใช้อย่างไม่เหมาะสม

 ศุภอาภา องค์สกุล จากสหทัยมูลนิธิ เห็นว่าสังคมต้องก้าวพ้นจากความหวั่นเกรงว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กจะนำเงินไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง เพราะหากไม่เปลี่ยนวิธีคิดดังกล่าว โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กก็ยากจะเกิดขึ้นได้

แอนดรูว์ เคลย์โพล หัวหน้าแผนกนโยบายสังคม องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวถึงแนวคิดหลักเรื่องเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตรว่า การจัดให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไขจะประหยัดงบประมาณได้สูงสุด เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ต้องจัดทำ ติดตาม และตรวจสอบข้อมูล ซึ่งจะเป็นภาระอย่างมากทั้งด้านการดำเนินงานและค่าใช้จ่าย

ส่วนข้อกังวลว่าอาจมีการนำเงินไปใช้ไม่เหมาะสมนั้น หัวหน้าแผนกนโยบายสังคม องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ในทางปฏิบัติการติดตามตรวจสอบการใช้เงินทำได้ยาก และเงินดังกล่าวควรอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ไม่ว่าครอบครัวจะนำไปใช้อย่างไรที่สุดแล้วผลดีก็จะตกแก่เด็ก ที่สำคัญอีกประการคือเงินอุดหนุนดังกล่าว ไม่ว่าจะจัดให้โดยตรงหรือโดยอ้อมจะต้องไม่ถูกมองว่าเป็นค่าใช้จ่าย แต่ควรให้ความสำคัญในแง่มุมของการลงทุนเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ทั้งนี้ รายงานล่าสุดจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) สำรวจความก้าวหน้าทางสังคม โดยหนึ่งในตัวชี้วัดคือการจัดให้มีเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูบุตร พบว่าจีน และมองโกเลีย รวมทั้งชาติในอาเซียน อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มีการจัดให้มีความคุ้มครองทางสังคมดังกล่าว ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น