วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สิทธิ เสียงและเสรีภาพทางความคิดของเยาวชนไทย กับประชาธิปไตยบนเส้นขนาน

เด็กและเยาวชนจำนวน 80 คนจากค่ายยุวชน ประชาธิปไตย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องสิทธิเด็กที่องค์การยูนิเซฟเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2557


เรื่อง: กาญจนา เตชาวัฒนากูล / ภาพ: สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ในช่วงที่อุณหภูมิการเมืองไทยยังคงร้อนระอุไม่แพ้อากาศของเดือนเมษายน และกิจกรรมทางการเมืองยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ มุมหนึ่งของกรุงเทพ ก็มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มเด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่งอยู่เช่นกัน แต่ไม่ได้เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิ่งใด แต่เป็นไปเพื่อเรียนรู้และเข้าใจเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไปจนถึงเรื่องของสิทธิ หน้าที่ของตนเอง และการมีส่วนร่วมต่างๆ ในสังคม

เด็กๆ และเยาวชนกว่าร้อยชีวิต อายุระหว่าง 15-20 ปีจากทั่วประเทศ ได้มารวมตัวกัน เพื่อใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกันที่ค่าย “ยุวชนประชาธิปไตย ประจำปี 2557” ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโครงการทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชน

การเมืองเรื่อง(ของ) เด็กๆ

กัลยรัชต์ ขาวสำอางค์ ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า “กิจกรรมนี้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 แล้ว และได้มีเยาวชนผ่านการฝึกอบรมตั้งแต่ปี พ.ศ.2545-2556 ทั้งสิ้น 3,800 คน ซึ่งปีนี้มีเด็กที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาร่วมโครงการ 160 คนจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ นอกจากการการเผยแพร่ความรู้ กิจกรรมนี้ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยตามวิถีรัฐธรรมนูญ สร้างจิตสำนึกให้เยาวชนมีศีลธรรม จริยธรรม ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนตามวีถีประชาธิปไตย”

ตลอดระยะเวลาสิบวันของกิจกรรม เด็กๆ จะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคประสบการณ์ กัลยรัชต์เสริมว่า ในปีนี้มีการปรับหลักสูตรให้ทันสมัยและเน้นในเรื่องของภาคปฏิบัติให้มากขึ้นกว่าเดิม ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง มีการพาไปดูงานในสถานที่จริง เช่นรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ให้ลงพื้นที่เก็บข้อมูล และนำมาถ่ายทอดเป็นกิจกรรม Role Play หรือการจำลองสถานการณ์ ที่เรียกว่า Public Voice โดยจะเปิดกว้างให้เด็กๆ ได้สะท้อนความคิดเห็นและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาตามโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย ผ่านสถานการณ์จำลองนี้อย่างเต็มที่

ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ฯ กล่าวย้ำว่า การปลูกฝังแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยในกลุ่มเยาวชนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางกับเขาด้วย “เราไม่ได้หวังผลทางการเมืองหรืออยากให้เด็กฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่หวังให้เขาเปิดกว้างทางความคิด ทุกคนอาจจะไม่ต้องเป็นกลาง เขามีสิทธิเลือก แต่ควรจะสามารถรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายอย่างเข้าใจ ไม่ว่าจะมีแนวคิดตรงกันหรือไม่ก็ตาม และเรายังหวังว่าหลังจากนี้ พวกเขาจะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปขยายสร้างเครือข่ายด้านประชาธิปไตย และขยายองค์ความรู้ที่ได้รับ นำไปทำโครงการหรือกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติต่อไป”

เสียงสะท้อนจากเยาวชนรุ่นพี่ซึ่งเคยผ่านการอบรมมาก่อน อย่างชานนท์ ลามคำ, ชนาวุธ ชำนาญหาญ, เตชนิธิ เทพวงศ์ และนิสิตศักดิ์ สองจันทร์ ซึ่งแต่ละคนเป็นประธานหรือที่ปรึกษายุวชนประชาธิปไตยในภาคต่างๆ ที่มาร่วมพูดคุยในงานนี้ด้วย ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการผลักดันให้เยาวชนได้แสดงออกและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตย

พวกเขาเล่าว่าส่วนใหญ่แล้วหลังจากจบหลักสูตร เด็กๆ มักจะกลับไปริเริ่มทำโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ในจังหวัดและภูมิภาคของตัวเอง โดยมีเพื่อนรู้จักกันจากในค่าย รวมถึงรุ่นพี่ปีก่อนๆ ก็จะเข้าร่วมเป็นเครือข่ายที่ช่วยกันทำงาน ซึ่งกิจกรรมก็จะมีตั้งแต่รวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทำความสะอาดพัฒนาชุมชน ไปจนถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นในระหว่างการพูดคุย คือภูมิคุ้มกันด้านการเมือง ที่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ ได้รับจากการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรต่างๆ ภายในค่ายและต้องอยู่ร่วมกันกับคนหมู่มาก ซึ่งแน่นอนว่าในสถานการณ์แบบนี้ ก็ต้องมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่บ้าง

นิสิตศักดิ์ เยาวชนรุ่นแรกๆ ที่เข้ามาร่วมกิจกรรม บอกว่า “ผมผ่านการอบรมตั้งแต่ช่วงที่ความขัดแย้งยังไม่รุนแรง แต่สิ่งที่เรียนรู้จากที่นี่ มันเป็นเหมือนวัคซีนป้องกันเราไปในตัว ให้เรารู้จักที่จะคิดวิเคราะห์และกลั่นกรองข้อมูล ความคิดเห็นต่างๆ และสามารถที่จะเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของทุกคนทุกกลุ่มได้ เราอาจจะไม่ได้มีหน้าที่หรืออำนาจมากพอที่จะเข้าไปจัดการความขัดแย้งต่างๆ ให้หมดไป แต่เราก็พยายามทำสิ่งที่เราทำได้ ก็คือการสื่อสารหรือจัดกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อนเยาวชน หรือคนในชุมชน พยายามให้ความรู้ สร้างความเข้าใจและความประนีประนอม ให้เกิดขึ้น มากที่สุด”

“บางครั้งเราก็ไม่เข้าใจว่าเรากำลังละเมิดสิทธิของคนอื่นอยู่ และต้องพยายามบังคับให้คนอื่นคิดเหมือนเรา เชื่อเหมือนเรา แต่ถ้าเราเข้าใจสิทธิของตัวเองและเคารพสิทธิของคนอื่น ยอมถอยกัคนละก้าว เรื่องต่างๆ มันก็จะง่ายขึ้น” นิสิตศักดิ์สรุป

สิทธิ หน้าที่ และการมีส่วนร่วม

นอกเหนือจากเรื่องประชาธิปไตย ไฮไลต์สำคัญอีกอย่างหนึ่งโครงการในปีนี้ ก็คือ การไปศึกษาดูงานที่องค์กรระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก โดยหนึ่งในคีย์สำคัญก็คือที่องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เพื่อเรียนรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่เด็ก

พิชัย ราชภัณฑารี ผู้แทนองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย ได้แสดงความคิดเห็นในตอนหนึ่งของการศึกษาดูงานว่า “ผมรู้สึกยินดีที่ได้เห็นกิจกรรมนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเมืองการปกครองและระบอบประชาธิปไตยกับเยาวชน “สิทธิและหน้าที่” เป็นสิ่งสำคัญที่เยาวชนทุกคนควรตระหนักและทำความเข้าใจ แต่เราจะไม่สามารถส่งเสริมประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้น หรือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ในสังคมได้ หากเยาวชนไม่รู้จักความหมายหรือเข้าใจเรื่องการใช้สิทธิหรือเคารพสิทธิของผู้อื่น

นายพิชัยยังกล่าวต่อว่าความเข้าใจอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เพราะการรณรงค์เรื่องประชาธิปไตยและการแก้ปัญหาต่างๆ จะไม่อาจสำเร็จได้ ถ้าหากเสียงของทุกคน ซึ่งรวมถึงเด็กและเยาวชน ไม่ได้ถูกรับฟัง และเด็กๆ ก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขา

“ยูนิเซฟเชื่อว่าการแสดงความคิดเห็นและได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน โรงเรียน หรือในชุมชม จะทำให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้ที่จะแสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์ รู้จักเคารพผู้อื่น และเติบโตขึ้นไปเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม” พิชัยสรุป

ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) มาตั้งแต่ปี 2535 และมีความก้าวหน้าในเรื่องของการดำเนินงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังเป็นประเทศแรกที่ให้สัตยาบันใน พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องกระบวนการติดต่อร้องเรียน ที่ให้เด็กสามารถร้องเรียนไปยังสหประชาชาติได้โดยตรงเมื่อถูกละเมิดสิทธิถ้าไม่สามารถใช้กระบวนการที่มีอยู่ในประเทศในการได้รับความยุติธรรม พิธีสารเลือกรับฯฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา แต่ต้องยอมรับว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่ในสังคม ก็ยังคงเข้าไม่ถึงและไม่เข้าใจเรื่องของสิทธิของตนเองอย่างดีพอ และไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ไม่ต้องนับเรื่องปัญหาการล่วงละเมิดหรือความรุนแรงต่างๆ แต่ลักษณะของสังคมไทยบางประการ ก็ทำให้เด็กถูกริดรอนสิทธิไปอย่างง่ายๆ

“เรารู้ว่าเรามีสิทธิ แต่บางทีก็ใช้ไม่ได้ค่ะ เพียงเพราะคำพูดว่า “เพราะยังเป็นเด็ก” และ “เด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่” กลับกลายเป็นเราถูกห้ามไม่ให้ใช้สิทธิของเรา แต่ตอนนี้ ได้รู้แล้วว่าจะใช้สิทธิของเราให้มันเกิดประโยชน์ที่สุดได้ยังไงค่ะ” ณัฐริกา ทิพยวัฒน์ สะท้อนมุมมองในเรื่องปัญหาสิทธิเด็ก

ส่วนศิวนาถ สมาน จากโรงเรียนสตรีภูเก็ต บอกในทำนองเดียวกันว่า “ก่อนหน้านี้ก็พอรู้เรื่องสิทธิเด็กอยู่บ้าง แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างทำให้บางทีเราก็ถูกปิดกั้น ผู้ใหญ่มองว่าเด็กไม่จำเป็นต้องมีสิทธิมีเสียงอะไรมาก แต่พอได้มาที่ยูนิเซฟแล้ว ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่านี่คือสิทธิของเราที่เราควรรักษา ตอนนี้ก็รู้สึกกล้าที่จะพูดและแสดงความคิดเห็นมากยิ่งขึ้นค่ะ แม้ว่าสิ่งที่เราบอกไป อาจจะสะท้อนไปไม่ถึงผู้ใหญ่บางคน แต่อย่างน้อย มันก็เป็นอีกหนึ่งเสียง อีกหนึ่งพลัง ที่ทำให้อีกหลายๆ คนได้รับรู้ว่าเด็กๆ หรือเยาวชนคิดแบบนี้นะ”

ความคิดเห็นเหล่านี้ แม้ผู้ใหญ่ในสังคมไทยหลายคนจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันคือเสียงสะท้อนเดียวกันจากเด็กไทยที่เคยนำมันไปไกลถึงเวทีโลก เมื่อปีที่แล้ว มัลลิกา หุตามัย นักเรียนจากโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้แทนเด็กจากเมืองไทย เดินทางไปเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ และได้มาร่วมพูดคุยกับเพื่อนๆ จากค่ายยุวชนฯ ด้วย

สิ่งที่เธอนำเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิเด็กฯ คือมุมมองเรื่องวัฒนธรรมบางอย่างและทัศนคติของผู้ใหญ่ส่วนมากในสังคม ทำให้สิทธิเด็กในเมืองไทยยังคงไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็น

“ผู้ใหญ่ส่วนมากมักจะคิดว่าพวกเขามีอำนาจทั้งหมดในการจัดการเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเด็ก และไม่เคยคิดที่จะฟังเด็กอย่างจริงจัง” มัลลิกาบอก ”อย่างเวลาที่เราแสดงความคิดเห็นในห้องเรียน ครูบางคนก็จะคิดว่าเรากำลังพยายามเถียง หรือเรื่องกฎระเบียบของโรงเรียน เด็กนักเรียนไทยไม่มีโอกาสในการร่วมคิดกฎของโรงเรียน โรงเรียนมักจะใช้กฎเดิมๆ ทั้งๆ ที่บางกฎก็ไม่ได้มีผลอะไรกับการเรียนของนักเรียนเลย’ อย่างเช่น ทรงผม ซึ่งเพื่อนของดิฉันเคยถูกตัดสิทธิเข้าสอบเพราะผมยาวเกินกำหนด ซึ่งโดยส่วนตัว ไม่เห็นว่าจะมีผลอะไรกับการเรียน และนานาประเทศก็ไม่มีกฎอย่างว่า ดิฉันเห็นว่าทางโรงเรียนควรให้เด็กมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนกฎระเบียบบางประการค่ะ’”

มัลลิกาเสริมว่า การที่เด็กๆ ไม่ได้รับการสนับสนุนให้แสดงออก พอโตขึ้นก็จะกลายเป็นคนไม่กล้าพูดหรือไม่รู้จักวิธีการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และหากไม่ได้รับการฝึกให้คิดด้วยตัวเอง ก็มักจะคิดวิเคราะห์ไม่เป็นและไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และสุดท้ายแล้ว ประเทศชาติก็จะค่อยๆ สูญเสียผลประโยชน์จากทรัพยากรบุคคลเหล่านี้ไป

โครงการต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งช่วยให้เยาวชนได้จุดประกายความคิด ได้เพาะบ่มความกล้าคิดและกล้าแสดงออกในวิถีทางที่สร้างสรรค์และรู้จักเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมด้วยว่า ผู้ใหญ่ในสังคมจะคอยรดน้ำดูแล และเปิดโอกาส พร้อมรับฟัง (และให้สิทธิ) ให้ต้นกล้าแห่งความคิดเหล่านี้ได้เติบโตและหยั่งรากลึกต่อไปได้หรือไม่

เข้าใจเรื่องสิทธิเด็ก

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) เป็นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับความเห็นชอบมากที่สุดในโลก โดยทุกประเทศในโลกได้ให้สัตยาบัน (ยกเว้นประเทศโซมาเลียและสหรัฐอเมริกา) มีเนื้อหาสาระที่สำคัญอยู่ 4 ประการคือ สิทธิในการมีชีวิตและอยู่รอด สิทธิในการได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา สิทธิในการมีส่วนร่วม

ทุกๆ 5 ปี แต่ละประเทศจะต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิเด็ก ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของแต่ละประเทศในการรับประกันสิทธิต่างๆ ของเด็กที่ระบุไว้ในอนุสัญญา จากรายงานฉบับล่าสุด (ฉบับที่ 3 และ 4) ของประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2555 คณะกรรมการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินงานของประเทศไทยมีความก้าวหน้าหลายประการในส่วนของการร่างกฎหมายและจัดโครงสร้างของรัฐเพื่อให้ความคุ้มครองแก่เด็กและปกป้องสิทธิของพวกเขา อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการยังคงเน้นถึงความห่วงใยในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองสิทธิของเด็กผู้ลี้ภัย การช่วยเหลือและคุ้มครองเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิด การเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของกลุ่มเด็กด้อยขาดโอกาสที่สุดและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงปัญหาความเหลือมล้ำในสังคม

สนธิสัญญาฉบับใหม่ให้เด็กสามารถร้องเรียนไปยังสหประชาชาติได้โดยตรงเมื่อถูกละเมิดสิทธิ

นับตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2557 เป็นต้นไป เด็กในประเทศไทยที่ถูกละเมิดสิทธิจะสามารถส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติได้โดยตรง เนื่องจากพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องกระบวนการติดต่อร้องเรียน (Optional Protocol to the Convention of the Rights of the Child on a Communication Procedure) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามและให้สัตยาบันไว้ เมื่อเดือนกันยายน 2555 จะมีผลบังคับใช้แล้วในวันดังกล่าว

โดยพิธีสารฯ ดังกล่าว มีเนื้อหาหลักคือ อนุญาตให้เด็ก กลุ่มเด็ก หรือตัวแทนของเด็กสามารถส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้โดยตรงในกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิ และไม่สามารถใช้กระบวนการที่มีอยู่ในประเทศในการได้รับความยุติธรรม และเมื่อคณะกรรมสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติลงความเห็นว่ามีการละเมิดสิทธิเด็กเกิดขึ้นจริง คณะกรรมการฯ จะให้คำแนะนำแก่รัฐบาลเพื่อจัดการและเยียวยากรณีนั้นๆ

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกและเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ได้ลงนามและให้สัตยาบัน และภายในเดือนมีนาคม 2557 จะมีอีก 9 ประเทศที่ให้สัตยาบัน ได้แก่ อัลบาเนีย โบลิเวีย คอสตา ริก้า กาบอง เยอรมัน มอนโตนิโกร โปรตุเกส สโลวาเกีย และสเปน

รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ http://www.unicef.org/thailand/tha/media_22397.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น