วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เด็กปฐมวัย 16% ในประเทศไทย มีภาวะทุพโภชนาการ

เด็กๆ กำลังรับประทานอาหารกลางวัน ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่งในจ. อุดรธานี © UNICEF Thailand/2012/Jingjai N.

 (ตีพิมพ์ในนสพ. กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 พฤษภาคม 2557)

องค์การยูนิเซฟ จับมือสำนักงานสถิติแห่งชาติ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง สำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ครั้งที่ 2 พบเด็กไทยในครอบครัวยากจนเผชิญปัญหาทุพโภชนาการ ส่งผลเตี้ย แคระ แกรน เด็กฐานะดีมีปัญหาอ้วน ชี้เด็กจน-แม่เรียนน้อยเผชิญปัญหารอบด้าน ส่วนผู้หญิงอีสานจำนวนไม่น้อยยอมรับได้สามีตบตีเพราะไปไหนโดยไม่บอก-ไม่ดูแลลูก-ปฏิเสธเพศสัมพันธ์-ทำกับข้าวไหม้

วานนี้ (27 พ.ค.) สำนักงานสถิติแห่งชาติ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐผู้ใช้ข้อมูล ร่วมกันแถลงข่าว ผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2555 (Multiple Indicator Cluster Survey: MICS) ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล ถนนศรีอยุธยา

นายพิชัย ราชภัณฑารี ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เปิดเผยถึงการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย หรือ MICS ว่าเป็นการศึกษาแนวโน้มของดัชนีชี้วัดกว่า 80 ข้อที่เกี่ยวกับเด็กและผู้หญิง ซึ่งประเทศไทยมีการจัดทำขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2549 และครั้งนี้ถือเป็นการสำรวจครั้งที่ 2 โดยการจัดเก็บข้อมูลจากครัวเรือนตัวอย่าง 27,000 ครัวเรือน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถนำผลการสำรวจทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบเพื่อพิจารณาถึงความแตกต่างของแต่ละช่วงเวลา

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่สำนักงานสถิติแห่งชาติใช้แท็บเล็ตเพื่อจัดเก็บข้อมูลในการสำรวจระดับชาติ และเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการใช้แท็บเล็ตในการสำรวจ MICS ซึ่งช่วยให้ข้อมูลมีความถูกต้อง แม่นยำ และประหยัดเวลา เพราะเจ้าหน้าที่ภาคสนามสามารถจัดส่งและตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานส่วนกลางได้ทันทีผ่านอินเทอร์เน็ต

นางสาวรัจนา เนตรแสงทิพย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ กล่าวถึงผลการสำรวจที่สำคัญ ได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 16 มีภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง โดยเฉพาะเด็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ มีภาวะเตี้ยแคระแกรน สูงกว่าเด็กในภูมิภาคอื่นๆ

“เด็กที่แม่ไม่มีการศึกษาและเด็กในครอบครัวยากจน มีภาวะน้ำหนักและส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มากกว่าเด็กกลุ่มอื่น ขณะที่เด็กจากครอบครัวที่มีฐานะดีและแม่มีการศึกษาสูงกว่าระดับมัธยมศึกษา มีภาวะอ้วนสูงกว่าเด็กกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะเด็กในจังหวัดภาคกลางและกรุงเทพมหานคร”

สำหรับสถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ พบว่า มีเด็กเพียงร้อยละ 12 ที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรกตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO โดยในกรุงเทพฯ และภาคกลาง มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 8 ถือว่าน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ

ผลการสำรวจทัศนคติเรื่องความรุนแรงในครอบครัว พบว่าร้อยละ 13 ของสตรีคิดว่าสามีมีสิทธิทำร้ายร่างกาย หรือตบตีตนเอง ด้วยเหตุผลข้อใดข้อหนึ่ง อาทิ การออกจากบ้านโดยไม่บอกสามี, ไม่เอาใจใส่ดูแลบุตร, ปฏิเสธไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์กับสามี, ทำอาหารไหม้ ฯลฯ โดยสตรีในภาคอีสานและในครอบครัวที่ยากจนมากมีแนวโน้มยอมรับการใช้ความรุนแรงสูงกว่าภาคอื่นๆ คำตอบเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อทางวัฒนธรรมที่มีแนวโน้มสัมพันธ์กับความรุนแรงที่สามีกระทำต่อภรรยา

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความอยู่รอดการปกป้องและการพัฒนาเด็ก เมื่อปี 2543 และ แผนปฏิบัติการของ “โลกที่เหมาะสมสำหรับเด็ก” เมื่อปี 2545 โดยเอกสารข้อผูกพันทั้งสองฉบับเกิดขึ้นจากคำมั่นสัญญาที่นานาประเทศให้ไว้ด้วยกัน ในการประชุมสุดยอดเพื่อเด็กโลก ปี 2533

นพ.ภูษิต ประคองสาย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กล่าวถึงการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ในครั้งนี้ว่า แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือทั้งด้านองค์ความรู้และทรัพยากรจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการพัฒนาสังคม

ทั้งนี้ ผลการสำรวจที่ได้จะมีประโยชน์ในการนำไปประกอบกับข้อมูลอื่นๆ เพื่อประเมินสถานการณ์เด็กและผู้หญิงในสังคมไทย สามารถนำไปประกอบการตัดสินนโยบายทางสังคม เพื่อจัดสรรทรัพยากรให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และการติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ประเทศได้ไปทำสัญญาประชาคมกับนานาชาติไว้หรือไม่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น