วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พ่อแม่จ๋า...อยู่ไหน?


ปู่กับย่าและหลานตัวน้อย ณ หมู่บ้านเห่งหนึ่งในขอนแก่น ในประเทศไทย มีเด็กกว่า 3 ล้านคนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เนื่องจากพ่อแม่ย้ายถิ่นไปหางานทำในเมืองใหญ่ © UNICEF Thailand/2014/Aphiluck Paungkaew



















เรื่อง โดย กาญจนา เตชาวัฒนากูล /ภาพ โดย อภิลักษณ์ พวงแก้ว

(ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 กรกฎาคม 2557)

 ภาพกิจวัตรประจำวันส่วนหนึ่งของคุณตาเปี่ยง และยายเส็ง โคตรชุม ชาวบ้าน ในอ. น้ำพอง จ. ขอนแก่น ที่คอยดูแลป้อนข้าวป้อนนม น้องแคท หลานชายวัย 7 เดือน และปลอบโยนให้หยุดร้องไห้ ในขณะที่น้องโอม หลานชายคนโต วัย 3 ขวบ กำลังเล่นกับเพื่อนๆ พร้อมเสียงเรียกของคุณยายเส็งว่าอย่าไปไหนไกล ยายเป็นห่วง อาจดูเป็นสิ่งที่น่าเอ็นดูและเจนตาของคนส่วนใหญ่ กับภาพของปู่ย่าตายายวัยเกษียณที่คอยช่วยพ่อแม่เลี้ยงหลาน ในระหว่างที่พ่อแม่ไปทำงาน และเราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในชนบทที่คนยังอยู่กับเป็นครอบครัวใหญ่

ลูกชายทั้งสองคนของคุณตาคุณยาย ออกจากบ้านไปทำงานที่โรงงานในชลบุรี แต่ไม่มีเวลาดูแลลูก จึงต้องนำกลับมาฝากไว้กับพ่อแม่ และคอยส่งเงินกลับมาให้ ซึ่งคล้ายกับอีกหลายๆ ครอบครัวในหมู่บ้าน ที่พ่อแม่ย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่หรือนิคมอุตสาหกรรมเพื่อหวังว่าจะมีรายได้ที่ดีกว่าและพอเพียงที่จะเลี้ยงครอบครัว แต่เมื่อมีลูกเล็ก ก็ไม่มีเวลาที่จะดูแลได้ตลอด ส่วนใหญ่จึงมักส่งลูกกลับมาอยู่กับปู่ย่าหรือตายาย เพื่อให้ช่วยเลี้ยงและวางใจว่าเป็นคนใกล้ชิดที่น่าจะดูแลได้ดีกว่า

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ในสังคมไทย แต่ในความธรรมดาที่เราคุ้นชินกันอยู่นี้ กลับซ่อนปรากฎการณ์บางอย่างที่ชวนตระหนกเอาไว้ เพราะองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติหรือยูนิเซฟเพิ่งเปิดเผยรายงานว่า ตอนนี้ ในประเทศไทยมีเด็กประมาณ 21 % หรือกว่า 3 ล้านคนที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะพ่อหรือแม่หรือทั้งสองคนต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อไปหางานทำในเมือง และข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2555 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังชี้ให้เห็นว่า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีเด็กถึง 30% (หรือเด็ก 1 ใน 3) ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะไปทำงานที่อื่น ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก และอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและความเป็นอยู่ของเด็กในระยะยาว

นายแอนดรู เคล์โปล หัวหน้าแผนกวิเคราะห์นโยบาย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย บอกว่า “จำนวนเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ในประเทศไทยถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง สังคมไทยอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ปู่ย่าตายายจะเลี้ยงดูหลานๆ ในขณะที่พ่อแม่ไปหางานทำที่อื่น แต่จริงๆ แล้วมันไม่ธรรมดา และไม่เหมือนในประเทศอื่นๆ ที่เราทำการสำรวจ” โดย
ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศอื่นๆ แสดงให้เห็นว่า ในประเทศลาว มีเด็กเพียง 5 %เท่านั้นที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เนื่องจากการย้ายถิ่นภายในประเทศ ในขณะที่เวียดนามมีเพียง 4.4%  คอสตาริก้า 3.4% ไนจีเรีย 6.5%  เท่านั้น

ในตอนนี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เริ่มต้นเก็บข้อมูล เรื่อง "ผลกระทบของการย้ายถิ่นภายในประเทศที่มีต่อชีวิตวัยเด็ก: การศึกษาระยะยาวด้วยวิธีผสมผสาน " ซึ่งกำลังศึกษาข้อมูลของเด็กวัยแรกเกิดจนถึงสามขวบจำนวน  1,000 คนที่อยู่กับพ่อแม่และไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพื่อดูถึงผลกระทบของการย้ายถิ่นของพ่อแม่ที่มีต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกในระยะยาว ไปจนถึงความเป็นอยู่ของผู้ดูแล เช่น สุขภาพ ภาวะโภชนาการ พัฒนาการของเด็ก ภาวะสุขภาพจิตของผู้ดูแล การติดต่อและการส่งเงินกลับของพ่อแม่ การศึกษานี้ถือเป็นการศึกษาระยะยาวเกี่ยวกับเรื่องนี้ครั้งแรกของประเทศไทย ที่จะวัดผลกระทบด้านสุขภาพ โภชนาการและพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กกลุ่มนี้เป็นเวลา 4 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2556 และจะสิ้นสุดในปี 2559

เคล์โปลกล่าวเสริมว่า “การศึกษาครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบทางลบจากการย้ายถิ่นในประเทศที่มีต่อพัฒนาการของเด็ก และจะช่วยชี้ให้เห็นถึงต้นทุนทางสังคมและทางอารมณ์ของเด็ก พ่อแม่ ปู่ย่าตายายและผู้ดูแล จากการที่ต้องอยู่ห่างกันเป็นระยะเวลานานเนื่องจากการย้ายถิ่น”

พ่อแม่ไม่อยู่ด้วย ส่งผลลูกพัฒนาการล่าช้า 

ในภาคอีสาน เด็กร้อยละ 30 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย  © UNICEF Thailand/2014/Aphiluck Paungkaew


จากการศึกษาในเบื้องต้น ดร.อารี จำปากลาย หัวหน้าทีมวิจัย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า  “เราพบว่าเกือบร้อยละ 90 ของเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับปู่ยาตายายแทน ซึ่งส่วนมากจบชั้นประถมศึกษา ผลการศึกษายังชี้ว่าเด็กที่ไม่อยู่กับพ่อแม่ ประมาณ 1 ใน 4 มีแนวโน้มว่าจะมีพัฒนาการล่าช้าเมื่อเทียบกับเด็กที่อยู่กับพ่อแม่ ในเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะด้านภาษา เช่น การรู้ความหมาย หรือการผสมคำต่างๆ”

ในอำเภอน้ำพอง เด็กเล็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มักประสบปัญหาทุพโภชนาการและปัญหาด้านจิตใจ ผู้เป็นยายหลายคนกล่าวว่าลูกสาวและลูกสะใภ้ให้นมลูกเพียงแค่หนึ่งเดือนหรือหนึ่งอาทิตย์เท่านั้นเพราะต้องกลับไปทำงานในกรุงเทพฯ และส่วนใหญ่จะเลี้ยงหลายด้วยนมผสมและข้าวต้ม และมีแนวโน้มว่าเด็กจะมีน้ำหนักหรือส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เด็กๆ หลายคนที่พ่อแม่ทิ้งไว้อยู่กับยายตั้งแต่เด็กมักจะปฏิเสธที่จะคุยกับพ่อแม่เมื่อโทรมาหา หรือเมินเฉยเมื่อพ่อแม่กลับบ้านมาเยี่ยม

อ. สุมิตร โสภามา รักษาการหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดสระทรงศิลา บ้านหนองอ้อ อ. น้ำพอง จ. ขอนแก่น ผู้คลุกคลีอยู่กับเด็กเล็กมาเกือบยี่สิบปี สะท้อนให้เห็นปัญหาส่วนหนึ่งของเด็กๆ ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ว่า มีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวกว่าเด็กปกติ โดยเฉพาะการแสดงออกทางการพูดและปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ “ส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้จะพูดจาห้วนๆ และชอบเล่นแรงๆ โดยมากจะชอบวางตัวเป็นหัวโจกของกลุ่ม เขาจะไม่ค่อยยอมรับเพื่อนๆ แต่อยากจะให้เพื่อนๆ ยอมรับตัวเอง ต่างจากเด็กที่อยู่กับพ่อแม่จะสุภาพและเข้ากับเพื่อนๆ ได้ดีกว่า”

“ปู่ย่าตายายส่วนใหญ่ในชุมชนก็จะมีการศึกษาไม่สูง และอายุมากแล้ว ก็จะไม่ค่อยให้ความใส่ใจในเรื่องพัฒนาการของหลานในด้านต่างๆ ให้ครบถ้วน ลักษณะการเลี้ยงดูก็จะเป็นแบบเดิมๆ ที่เขาคุ้นชิน ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องร่างกายให้เติบโต แข็งแรงก็พอแล้ว แต่ถ้าเทียบกับเด็กอยู่กับพ่อแม่ ก็จะได้รับความสนใจในเรื่องต่างๆ มากกว่า เพราะจะคอยซื้อของเล่นหรือมีเวลาที่อ่านหนังสือ สอนการบ้านให้กับลูก”

ความยากจน ผลักดันพ่อแม่ย้ายถิ่น คนชราเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต

อ. สุมิตรกล่าวเสริมว่า สาเหตุส่วนใหญ่ที่พ่อแม่ในชุมชนต้องย้ายถิ่นฐาน ก็เพราะความยากจน ในชุมชนไม่มีงานให้ทำ แต่ก็ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่ไปทำงานต่างถิ่นแล้ว จะสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ดีขึ้น  หลายครอบครัวตายายยังต้องออกไปทำงานเพราะเงินที่ลูกๆ ส่งมาก็ไม่พอ การจะมานั่งสอนหลานอ่านหนังสือ เล่านิทาน หรือซื้อของเล่นเพื่อเสริมพัฒนาการก็ดูจะเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อยเกินไป

อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า จำนวนเงินที่พ่อแม่ส่งกลับมานั้นไม่มากนัก โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 3,000-5,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กเล็กต่อคนอยู่ในราว 3,000-4,000 บาทต่อเดือน  ซึ่งช่วยลดปัญหาความยากจนได้น้อยมาก นอกจากนั้นยังพบว่า ร้อยละ 40 ของพ่อที่ย้ายถิ่นไปหางานทำไม่เคยส่งเงินกลับบ้านเลยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ในขณะที่พ่อย้ายถิ่นเกือบร้อยละ 30 ไม่เคยติดต่อกลับมา ซึ่งหลายครอบครัวปู่ย่าตายายยังคงต้องรับภาระออกไปทำงานเพื่อหาเงินเสริมเพื่อดูแลหลาน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวที่เหินห่างหรืออาจจะแตกแยก

ภาระและความเครียดเหล่านี้เอง ที่ทำให้กว่า 36% ของผู้ดูแลเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือปู่ย่าตายาย อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะมีปัญหาด้านสุขภาพจิต และแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบถึงเด็กในความดูแลด้วย

ครอบครัวของคุณปู่สีโห และคุณย่าถวิล วิไลพิศ  ที่บ้านหนองอ้อ ซึ่งอยู่ในวัยห้าสิบเศษๆ ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่าง ที่ลูกชายต้องไปทำงานที่ระยอง และส่งโอปอล หลานสาววัย 4 ขวบกลับมาให้เลี้ยง แต่ทุกวันนี้เงินรายได้ที่ลูกชายส่งมาบ้าง ไม่ส่งบ้าง ก็ทำให้ทั้งสองคนยังต้องออกไปทำงานก่อสร้างเพิ่มขึ้น เพื่อหาค่าเลี้ยงดูหลานสาว “ก็ยอมรับว่าชีวิตลำบากขึ้นกว่าตอนอยู่กันสองคน เพราะต้องออกไปทำงานรับจ้างก่อสร้าง ซึ่งก็ไม่ได้มีงานตลอด แต่ก็ต้องทำ หลานก็เลี้ยงยาก นอนยาก บางทีเราเหนื่อยๆ ก็อารมณ์เสีย พอเขาดื้อ ร้องไห้ ก็ต้องตี” คุณย่าถวิลสะท้อนความในใจ

เช่นเดียวกับครอบครัวของน้องโอม ที่ทุกวันนี้คุณตาเปี่ยงยังคงต้องเป็นหลักในการออกไปหารายได้เข้าบ้าน แม้ว่าจะมีปัญหาด้านสุขภาพก็ตาม “ตัวยายเป็นโรคเบาหวานและไต ก็ทำอะไรมากไม่ได้ ส่วนตาเปี่ยงแกเป็นโรคหัวใจ แต่ก็ยังต้องออกไปรับจ้างทำงานหาเงิน เพราะที่ลูกๆ ส่งมา ค่านมยังไม่พอเลย” ยายเส็งบอกว่า ลูกชายทั้งสองคนไม่ได้ส่งเงินมาให้ประจำ ส่วนใหญ่ก็ 2-3 เดือนส่งมาหนหนึ่ง แต่ละครั้งก็เพียง 1,000-2,000 บาท ต้องอาศัยทำงานรับจ้างได้วันละไม่กี่ร้อย หรือหยิบยืมญาติพี่น้องบ้าง ทั้งปัญหาสุขภาพและการเลี้ยงดูหลานเล็กๆ ก็ทำให้ทั้งคู่เหนื่อยมาก “บางครั้งก็ท้อมาก เหนื่อยมาก อยากส่งหลานๆ คืนไปให้พ่อเขาเลี้ยง แต่ตาก็บอกว่า หลานเรา เราก็ต้องเลี้ยงสิ ก็กัดฟันทนกันต่อ เคยโรคเบาหวานกำเริบเพราะเลี้ยงหลานคนเล็ก ซึ่งตื่นกลางคืนบ่อยๆ จนพักผ่อนไม่พอ ส่วนน้องโอมก็จะไม่ค่อยอยากให้เขาออกไปนอกบ้าน ไปเล่นกับเพื่อน เพราะห่วง เกิดเขาเป็นอะไร ยายเองไม่มีแรงไปตาม” 

ส่วนคุณตาเปี่ยงบอกสั้นๆ เรื่องการเลี้ยงดูหลานว่า “บางทีก็อยากจะสอนให้หลานอ่านหนังสือ สอนทำการบ้านอยู่นะ แต่ส่วนใหญ่ก็เหนื่อยมาก แล้วก็แก่กันแล้ว หูตาก็ไม่ค่อยดี มองอะไรก็ไม่ค่อยเห็น”

เด็กขาดการดูแล ส่งผลประเทศพัฒนาช้า

นอกเหนือจากเรื่องของคุณภาพชีวิตของเด็กที่ได้รับผลกระทบแล้ว หากมองในภาพ ปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

พ่อแม่หลายคนอาจคิดว่าความฉลาดเป็นเรื่องที่ได้มาจากการเรียนและความรู้ในโรงเรียน และการศึกษาจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความสำเร็จในอนาคตของเด็ก ซึ่งเป็นจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น ผลการศึกษาบ่งบอกว่าช่วง 5 ปีแรกของชีวิตเด็กเป็นช่วงสำคัญของพัฒนาการเรียนรู้ เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สมองมีการพัฒนาการสูงสุด ซึ่งจะส่งผลต่อสติปัญญา บุคลิกภาพ และความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ซึ่งหากพ้นช่วงวัยนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจเด็กไปทั้งชีวิต เหมือนที่ มาซารุ อิบุกะ ผู้ก่อตั้งบริษัทโซนี่ ได้อธิบายไว้ในหนังสือ “รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” ซึ่งมีหลักใหญ่ใจความว่า เด็กที่เกิดมาแล้วถูกทิ้ง ใยประสาทของเซลล์สมองจะเกิดน้อย ทำให้โง่ เรียนได้ช้า ทำอะไรไม่ค่อยเป็น เฉื่อยชา ขาดเหตุผล แต่เด็กที่ได้รับการกระตุ้นทางตา หู จมูก ลิ้น และกายให้ได้เห็น ให้ได้กลิ่น ให้ได้ยิน ให้ได้รส ให้ได้สัมผัส ตั้งแต่เกิดมาใหม่ๆ โดยเฉพาะด้วยความรักจากแม่ จะช่วยให้ใยประสาทของเซลล์สมอง...งอกงาม เกิดความฉลาด เรียนรู้ได้ง่าย มีชีวิตชีวา รู้เหตุรู้ผล

นอกจากนั้น เจมส์ เฮคแมน (James Heckman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ประจำปี 2542 ยังได้ทำการศึกษาและพบว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยจะได้ผลตอบแทนกลับคืนในอนาคตถึง 7 เท่า นั่นคือหากลงทุน 1 บาท จะได้ผลประโยชน์คืนกลับสู่สังคมถึง 7 บาท โดยพบว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีทั้งสารอาหารและการดูแลสุขภาพที่ดีในช่วงแรกของชีวิต จะมีทักษะทางกายภาพ มีไอคิว และอีคิวที่ดีกว่า มีโอกาสที่จะเข้าเรียนจนถึงระดับอุดมศึกษาสูงกว่า สามารถลดโอกาสการซ้ำชั้นหรือออกกลางคัน และมีโอกาสเป็นกำลังแรงงานที่มีคุณภาพ มีรายได้ให้กับครอบครัวในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่าช่วยลดปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสังคมด้านอื่นๆ ลงไปด้วย การลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เด็กเล็ก จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

นั่นหมายความว่า หากปล่อยสถานการณ์เช่นนี้ให้ดำเนินไปเรื่อยๆ สังคมไทยอาจจะกำลังสูญเสียบุคลากรที่ควรจะมีศักยภาพในการพัฒนาประเทศไปอีกเกือบ 10 % เลยทีเดียว

แม้ว่าผลการศึกษานี้จะจัดทำขึ้นเป็นปีแรก และต้องรอจนถึงปี 2559 ที่จะสามารถสรุปผลการสำรวจและวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น แต่ก็สะท้อนนัยยะสำคัญที่สังคมและรัฐบาลควรหันมาให้ความสนใจในเรื่องการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกันเสียแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิด  หรือการสร้างงานในชนบท เพื่อลดปัญหาความยากจนและการย้ายถิ่นของพ่อแม่ เพื่อให้เราได้เพิ่มพูนประชากรที่ดีมีคุณภาพในอนาคตกันต่อไป






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น