วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Getting to Zero…ลดเอดส์เด็กไทยให้ใกล้ศูนย์

คุณแม่ติดเชื้อท่านหนึ่งที่มารับการรักษาที่รพ. ศิริราช ทำให้ลูกน้อยที่เกิดมาไม่ติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จด้านลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้เหลือไม่ถึงร้อยละ 3 © UNICEFThailand/2014/Jingjai N.

เรื่อง โดย: จันทรา กาญจน์  
(ตีพิมพ์ในจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 ก.ค. 2557)

โรคเอดส์นับเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศต่างเผชิญกันถ้วนหน้า แต่ระดับความรุนแรงอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงการออกมายอมรับปัญหาของภาครัฐ อันจะนำไปสู่ความพยายามในการแก้ไขปัญหาในวงกว้างด้วย ประเทศไทยนั้น เป็นประเทศแรกๆ ในกลุ่มอาเซียนที่ออกมายอมรับถึงปัญหาและผลกระทบของเอดส์ ในสมัยรัฐบาลคุณอานันท์ ปัญยารชุน ซึ่งส่งผลดีที่ทำให้เกิดความตื่นตัวทั้งภาครัฐและประชาสังคมในการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดและหาวิธีการจัดการ ซึ่งทำให้ภาพรวมของปัญหาเรื่องเอดส์ในบ้านเราดีขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 2539 เป็นต้นมา


นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการและรณรงค์กันอย่างจริงจัง ไทยก็ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีการศึกษา วิเคราะห์  และบริหารจัดการกับปัญหาเอดส์ดีที่สุด และก้าวหน้าที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยเฉพาะในเรื่องของการลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยสูงถึง
30 % เมื่อ 20 ปีก่อน แต่ในปัจจุบัน เหลือการติดเชื้อไม่ถึง 3 % เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินการของรัฐบาลในการแจกยาต้านไวรัส ให้แก่หญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อทั่วประเทศ ตลอดจนการให้บริการให้คำปรึกษา และการตรวจเลือด ไปจนรวมถึงความร่วมมือของภาคประชาสังคม เครือข่ายเอ็นจีโอต่างๆ ที่ประสานกัน

ในปี 2554 องค์การสหประชาชาติ ได้เปิดตัวแผนงานระดับโลกซึ่งจะสร้างความก้าวหน้าที่สำคัญในการขจัดการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกให้หมดไปภายในปี 2558 ซึ่งในปี 2555 ประเทศไทยเองก็ได้เปิดแผนยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 และให้คำมั่นที่จะมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเอดส์สู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นด้าน การลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีใหม่ให้เป็นศูนย์ การลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อเอชไอวีให้เป็นศูนย์ และการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อหรือได้รับผลกระทบจากเชื้อเอชไอวีให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2559 โดยการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่มีการดำเนินการอย่างเข้มข้นและเห็นผลชัดเจน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการตามแผนฯ โดยล่าสุดตัวเลขของการติดเชื้อลดลงไปอยู่ที่ 2.3 % ในปี 2556

© UNICEFThailand/2014/Jingjai N
 นพ. พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของการยุติการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก คือ การลดอัตราการติดเชื้อให้น้อยกว่าร้อยละ 2 ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยมีความครอบคลุมของการให้บริการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกอย่างกว้างขวางทั้งในด้านการตรวจเลือดและให้ยาป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก จากนโยบายการให้ยาสูตร 3 ตัวในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีทุกราย อัตราการฝากครรภ์และการตรวจเลือดที่สูงถึง 95 %

“นอกจากนั้นแล้ว ในปี 2557-2558 กระทรวงสาธารณสุขยังวางแผนงานในเชิงรุกที่จะขยายการให้บริการการให้คำปรึกษาแบบคู่ การปรับแนวทางการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อ ทั้งเรื่องยาและการวางแผนครอบครัว และพัฒนาระบบต่างๆ ในการให้บริการสำหรับผู้ติดเชื้อ ก็น่าจะทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายการยุติการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก ได้ในปี พ.ศ. 2559”

โรเบิร์ต กาสส์ หัวหน้าแผนกเอชไอวี/เอดส์ ขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในฐานะที่จะเป็นประเทศในกลุ่มแรกของโลก ซึ่งองค์การยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลกจะรับรองว่าสามารถลดการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกให้หมดไปได้สำเร็จ นี่ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของประเทศไทย และเป็นตัวอย่างที่ประเทศอื่นๆ สามารถเรียนรู้ได้ในเรื่องของการให้บริการด้านเอดส์ที่มีประสิทธิภาพสูง ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งผู้ติดเชื้อ หน่วยงานเอ็นจีโอ ฝ่ายวิชาการและรัฐบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่นๆ

“อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้านของการลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก แต่ก็ยังมีบางอย่างที่น่าจะสามารถพัฒนาได้มากกว่านี้ อันดับแรกคือ การให้สิทธิหญิงไร้สัญชาติและแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทย ให้ได้การรับบริการด้านสุขภาพที่เท่าเทียมกันกับหญิงสัญชาติไทย และประการที่สอง คือ การติดตามและดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีและลูกอย่างต่อเนื่องภายหลังคลอด เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งแม่และเด็ก จะได้รับบริการเพิ่มเติมต่างๆ อย่างครบถ้วนเมื่อถึงคราวจำเป็น” โรเบิร์ตกล่าว

© UNICEFThailand/2014/Jingjai N

เอชไอวี ไม่ใช่มรดกทางพันธุกรรม ไม่จำเป็นต้องส่งต่อถึงกัน
คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า หากแม่ติดเชื้อแล้ว จะต้องถ่ายทอดมาสู่ลูกด้วยสายสัมพันธ์อันใกล้ชิด แต่ ศ.พญ. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลว่า ลูกที่เกิดจากแม่ตั้งครรภ์ที่มีเชื้อเอชไอวี ไม่ได้มีเชื้อเอชไอวีทุกคน ซึ่งโอกาสได้รับเชื้อจะอยู่ประมาณ 25% แต่หากได้รับยาต้านไวรัสเร็วและต่อเนื่อง ความเสี่ยงก็จะลดลงเหลือเพียง 1-2 % เท่านั้น

“ช่วงหลายปีหลังมานี้ การแพทย์บ้านเราพัฒนาไปมาก ยาต้านไวรัสที่ใช้ก็เป็นสูตรมีที่มีประสิทธิภาพสูงและกระทรวงสาธารณสุขก็ยังดูแลรักษาและแจกยาต้านไวรัสให้กับผู้ติดเชื้อฟรีอย่างทั่วถึง คุณแม่ที่มาฝากครรภ์ เกือบทั้งหมดก็จะได้รับการตรวจเลือดและตรวจหาการติดเชื้อ ซึ่งหากเจอว่าติดเชื้อ ก็จะแนะนำให้ทานยาต้านไวรัสโดยเร็ว ทำให้มีอัตราเด็กติดเชื้อเกิดใหม่ลดลงมาก นอกจากนั้น เรายังให้คำแนะนำว่าหลังคลอดแม่ที่ติดเชื้อไม่ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อหลังคลอดลงไปอีก จากที่เคยมีสูงถึง  2,500  คนต่อปี  ตอนนี้เหลือประมาณ  100 คนต่อปีเท่านั้น

“แต่ปัญหาหลักๆ 2 ประการในตอนนี้ ที่ทำให้ยังมีเด็กติดเชื้ออยู่ อย่างแรกคือ คุณแม่ไม่มาฝากครรภ์หรือมาช้า มีทั้งที่อยู่ห่างไกลสถานพยาบาล หรือบางรายชะล่าใจว่าเคยตั้งท้องมาแล้ว มีประสบการณ์การดูแลตัวเองและไม่เคยตรวจพบเชื้อ หรือกลุ่มแม่วัยรุ่นที่ตั้งท้องไม่พร้อม อาจจะกลัวจึงไม่กล้ามาฝากครรภ์ จนจวนตัวจริงๆ ถึงได้มา แต่ถึงเวลานั้น อาจจะสายไปเสียแล้ว อีกประการหนึ่งก็คือ การไม่ดูแลสุขภาพและทานยาไม่เป็นเวลา ซึ่งทำให้ยาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร” ศ.พญ. กุลกัญญา กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการฝากครรภ์ ที่จะช่วยทำให้ว่าที่คุณแม่ได้รู้ถึงสุขภาวะของตัวเองและลูกน้อยในครรภ์ไม่ว่าจะติดเชื้อหรือไม่ก็ตาม “หมออยากแนะนำให้ผู้หญิงทุกคนที่ตั้งครรภ์ควรจะมาฝากครรภ์กับสถานพยาบาลตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากมีการตรวจพบว่าติดเชื้อ ก็จะได้เริ่มการดูแลรักษาและกินยาต้านไวรัสแต่ต้น เปอร์เซ็นต์การติดเชื้อก็จะน้อยมาก ตัวคุณแม่เองถ้าได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ดูแลสุขภาพดี ก็สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ”

แม่แมว และแม่พลอย (นามสมมติ) คือเคสตัวอย่างของคุณแม่ผู้ติดเชื้อ ซึ่งเข้ามารับการรักษา ที่โรงพยาบาลศิริราช และต่างก็มีลูกชายหน้าตาน่ารักน่าชังและอยู่ในวัยซน ที่มาของเด็กทั้งสองคนอาจจะต่างกันเล็กน้อย เพราะคนหนึ่งคุณแม่วางแผนมาก่อนที่จะตั้งครรภ์ แต่อีกคนเกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่คุณแม่ก็เต็มใจเลี้ยงดูอย่างเต็มที่ ตอนนี้เด็กทั้งคู่ไม่มีใครติดเชื้อและสุขภาพแข็งแรง

คุณแมวเล่าให้เราฟังว่า เธอเคยแต่งงานและมีลูกมาแล้วก่อนที่จะรู้ตัวว่าติดเชื้อ ต่อมาได้มาแต่งงานใหม่กับสามีซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อเช่นกัน และอยากสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์กับคนปัจจุบัน จึงตั้งใจมีลูกอีกคน และเริ่มศึกษาหาข้อมูลและคำปรึกษาต่างๆ จากบุคลากรทางการแพทย์ แม้ตอนแรกจะได้รับเสียงคัดค้าน วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้ติดเชื้อไม่ควรมีลูก แต่ทั้งเธอและสามีก็ใช้เวลากว่า 3 ปี จนพร้อมและมั่นใจแล้ว จึงได้มาปรึกษากับทางโรงพยาบาลศิริราชและได้รับคำแนะนำที่ดี ซึ่งในที่สุดเธอก็ได้ลูกชายคนเล็กที่ปลอดเชื้อและสุขภาพดีสมใจ

เธอและสามี ซึ่งทำงานเครือข่ายผู้ติดเชื้อมาก่อน สะท้อนความในใจว่า การให้บริการด้านสุขภาพของรัฐโดยรวมอยู่ในระดับที่ดี แต่ในหลายๆ พื้นที่ เจ้าหน้าที่ยังมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้ติดเชื้อ

“ผู้ติดเชื้อก็เหมือนคนอื่นๆ ในสังคม ยิ่งกินยาต้านไวรัส ดูแลสุขภาพ เราก็ใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนคนทั่วไป เราอยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่คนในสังคม แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังมองว่า การที่ผู้ติดเชื้อจะมีลูกเป็นเรื่องไม่เหมาะสม และมักให้ข้อมูลเป็นไปในเชิงทัศนะมากกว่าข้อเท็จจริง ซึ่งทำให้ผู้ติดเชื้อหลายคนอาจจะรู้สึกไม่สบายใจ ไม่กล้าไปรับคำปรึกษา เพราะกลัวโดนตำหนิและสุดท้ายก็ไม่กล้าเข้าสู่ระบบการดูแลฝากครรภ์ที่ถูกต้อง การป้องกันก็เลยทำได้ลำบากขึ้น อยากให้เจ้าหน้าที่และสังคมเปิดใจให้กว้าง อย่าตัดสินและตีตรา อยากให้สิทธิในการตัดสินใจเป็นของผู้ติดเชื้อเองว่าเขามีความพร้อมจะมีครอบครัวและดูแลได้หรือเปล่า อีกอย่างหนึ่งที่อยากให้ภาครัฐทำ ก็คือ น่าจะมีการบริการต่อเนื่องและติดตามแม่และเด็กหลังจากคลอดแล้ว เพราะตอนนี้ส่วนใหญ่บริการต่างๆ ยังเน้นไปช่วงที่ตั้งท้องจนถึงคลอด แต่หลังจากนั้นเหมือนเป็นรอยต่อที่หายไป” คุณแมวสรุป

ส่วนคุณพลอยในวัย 20 ต้นๆ ติดเชื้อมาตั้งแต่ในครรภ์ แต่เธออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และได้รับยาต้านไวรัสมาโดยตลอด เธอเล่าว่าตอนที่รู้ว่าตั้งท้องลูกคนนี้ ก็มีความกังวลอยู่ เพราะไม่ได้เตรียมความพร้อมทั้งเรื่องการตั้งท้องและครอบครัว โชคดีที่สามีของเธอเข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างดี แม้จะมีแรงต้านจากครอบครัวสามี เพราะกลัวเด็กติดเชื้อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่เป็นอย่างที่คิด

 “ตอนท้องเขาเราก็กลัวลูกติดเชื้อเหมือนกัน แต่พอมาปรึกษาหมอก็บอกว่าเรากินยาต้านไวรัสมาตลอด แล้วตอนนี้ยาที่ใช้ก็เป็นสูตรที่ดีที่สุด เหมือนเป็นการป้องกันที่ดีอยู่แล้ว ก็เลยสบายใจขึ้น หมอก็จะคอยให้คำแนะนำในการดูแล ตั้งแต่ท้องจนถึงหลังคลอด แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมผสม แล้วเราก็ต้องคอยดูแลตัวเอง และลูก อย่าให้เขาสัมผัสกับแผลหรือสารคัดหลั่งจากเรา จนตอนนี้เขาขวบกว่าๆ แล้ว ก็ยังตรวจไม่พบเชื้อ แต่หมอบอกว่าอาจจะต้องรออีกสักพักให้หมดภูมิคุ้มกันของแม่ก่อน ตอนนั้นถึงจะยืนยันได้จริงว่าลูกปลอดเชื้อ”

“ตอนนี้เราพาลูกมาที่โรงพยาบาล มาทำกิจกรรมต่างๆ ของผู้ติดเชื้อด้วย เพราะอยากให้เขาได้เรียนรู้ว่านี่คือสิ่งหนึ่งของชีวิตแม่และชีวิตเขา จะได้เข้าใจมันเมื่อโตขึ้น” เธอฝากทิ้งท้ายว่า หากเป็นเป็นได้อยากให้มีการจัดอบรมและให้ความรู้กับแม่ที่เพิ่งรู้ตัวว่าติดเชื้อหลังตั้งท้อง “อย่างเราเป็นมาตั้งแต่เกิด เราก็มีความรู้มากอยู่แล้วว่าจะต้องทำตัวยังไง แต่สำหรับคนที่เพิ่งรู้ตัว เขาก็อาจจะช็อคและไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อ ไม่มีความรู้ในการดูแลตัวเองและลูก อาจเลือกอุ้มท้องต่อ ไม่ทำแท้งเพราะกลัวบาป แต่คลอดแล้วก็ไม่เลี้ยง เพราะคิดว่าเดี๋ยวเด็กก็คงไม่รอด ก็กลายเป็นปัญหาอีก แต่ถ้าเราให้ความรู้ว่าแม่กับลูกไม่จำเป็นต้องติดเหมือนกันและเขาจะใช้ชีวิตอยู่กับเอชไอวีได้ยังไง อยู่ร่วมกันยังไง เรามีชีวิตปกติได้ทั้งแม่และลูก เขาก็จะได้มีกำลังที่จะไปต่อ เด็กหลายคนที่อยู่ในโครงการเดียวกัน เขาก็ยังโตมามีชีวิตที่ดี เป็นหมอ เป็นวิศวกรได้ตั้งหลายคน“

ลดการตีตรา ...หันมาใส่ใจพฤติกรรมเสี่ยง
แม้ว่าการให้บริการทางด้านสุขภาพและการรักษาของเมืองไทยจะก้าวหน้าไปมาก และผู้ป่วย/ผู้ติดเชื้อในเมืองไทยจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือปัญหาเรื่ออคติของสังคมต่อผู้ติดเชื้อ ที่ดูเหมือนจะแก้ยากกว่า

อภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์ ประเทศไทย บอกว่า สังคมโดยรวมยังขาดข้อมูล ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี/เอดส์  ความรู้และภาพเดิมๆ เมื่อ 30 ปีก่อนที่ว่าเอดส์เป็นแล้วตาย ยังคงวนเวียนอยู่ในสังคมไทยไม่ไปไหน แม้ว่าในความเป็นจริง มันจะเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตามทั้งเรื่องขององค์ความรู้และการรักษาใหม่ๆ ที่ได้ผลดี แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับส่งไปไม่ถึงผู้คนในวงกว้าง การตีตราและเลือกปฏิบัตินี้เองที่ทำให้คนทั่วไปลังเลที่จะป้องกันหรือเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ในขณะที่ผู้ที่ติดเชื้อไปแล้วก็ไม่ยอมเข้ารับการรักษา สามีภรรยาอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้ออยู่ก่อนจนภรรยาตั้งครรภ์ขึ้นมาแล้วไปตรวจพบขณะคลอดหรือตอนไปฝากครรภ์

 “คนจำนวนไม่น้อย ยังมองว่าเอดส์เป็นเรื่องของ 'คนอื่น' เป็นเรื่องคนเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงขายบริการ ชายรักชาย หรือคนติดยา การรณรงค์ก็ทำเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งก็เป็นการตีตราอีกรูปแบบหนึ่ง ว่าเธอเสี่ยง ฉันไม่เสี่ยง จนคนมองข้ามพฤติกรรมเสี่ยงที่แท้จริงไป คือ ‘การไม่ป้องกัน’ คนจำนวนมากที่ติดเชื้ออยู่แล้วในขณะนี้ ยังไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อเพราะไม่คิดว่าตัวเองเสี่ยง จึงไม่เคยไปตรวจเลย หรืออาจจะคิดว่าตัวเองก็เสี่ยง แต่ไม่อยากไปตรวจเพราะกลัวโดนสังคมรังเกียจและเลือกปฏิบัติ คนกลุ่มนี้ก็ยังใช้ชีวิตตามปกติ แล้วก็ยังคงแพร่เชื้อ ทำให้จำนวนคนติดเชื้อใหม่ๆ ยังคงไม่ลดลงตามที่เราอยากให้เป็น” อภิวัฒน์บอก

“เราต้องเปลี่ยนโหมดที่จะสื่อสารกับคนในสังคมใหม่ว่า ไม่ใช่คนเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ แต่ทุกคนมีโอกาสมากเท่ากัน ถ้าพฤติกรรมคุณเข้าข่ายความเสี่ยง คือ การไม่ป้องกัน และควรส่งเสริมทัศนคติในด้านบวกต่อการไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีให้กับทุกคน ให้เป็นเรื่องปกติเหมือนตรวจสุขภาพทั่วไป เราเรียกว่า “ตรวจเพื่อก้าวต่อ” อยากให้มองเห็นประโยชน์ของการตรวจเอดส์ว่าเป็นหน้าที่หรือความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่น ถ้าคุณไม่ติดเชื้อ ก็จะได้รู้จักระวังป้องกัน แต่ถ้าติดเชื้อแล้ว ก็จะได้รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป ทั้งการรักษาและการใช้ชีวิต ตอนนี้อาจจะยังเรียกไม่ได้ว่า สามารถรักษาเอดส์ให้หายขาดได้ แต่มีงานวิจัยบ่งชี้ว่า ยิ่งรู้ว่าติดเชื้อเร็ว ในระยะสั้น และได้รับยาต้านไวรัสเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะไม่แสดงอาการใดๆ ของโรคและใช้ชีวิตแบบปกติทั่วไป ก็สูงมาก”
  
ในระหว่างทางก้าวสู่เป้าหมาย Getting to Zero อีกสิ่งหนึ่งที่ภาครัฐและสังคมไม่ควรลืมให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ก็คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ที่มีแม่ติดเชื้อ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมาก เพราะไม่ว่าจะได้รับเชื้อจากแม่หรือไม่ สิ่งที่เด็กกลุ่มนี้ต้องเผชิญคือ การถูกรังเกียจจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะครอบครัวหรือชุมชนของตน ถูกกีดกันจากโรงเรียนและการถูกตัดขาดจากเพื่อน การตีตราทางสังคม ทำให้เด็กกลุ่มนี้ซึ่งเป็นเด็กที่ต้องการความรักและความช่วยเหลือมากที่สุดกลับกลายเป็นคนที่ถูกกีดกันและได้รับความช่วยเหลือจากสังคมน้อยที่สุด


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น