วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เรื่องราวของผู้รอดชีวิตจากอีโบลาในประเทศเซียร์ราลีโอน

 
แวนดี้ จาวัด ในวันที่เขาออกจากศูนย์รักษาอีโบลา
© UNICEF Sierra Leone/2014/Dunlop

เรื่องและภาพ โดย โจ ดันล็อบ    

7 สิงหาคม 2557 -  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเดินทางไปยังเขตเคเนมา ซึ่งเป็นเขตที่มีการระบาดของเชื้ออีโบลารุนแรงที่สุดในประเทศเซียร์ราลีโอน เมื่อคุณก้าวเข้าสู่เขตเมือง คุณจะรู้สึกถึงเชื้ออีโบลาที่ฝังตัวอยู่ในบริเวณดังกล่าวอย่างไม่มีท่าทีจะหายไป หน้าร้านอาหารมักจะมีถังน้ำคลอรีนให้บริการล้างมือ ป้ายประกาศเกี่ยวกับเชื้ออีโบลามีอยู่ทุกหนแห่ง สถานีวิทยุ ต่างประชาสัมพันธ์เนื้อหาเกี่ยวกับเชื้ออีโบลา ผู้คนบนท้องถนนต่างพูดถึงเชื้ออีโบลาอย่างต่อเนื่อง และการจับมือทักทายถูกแทนที่ด้วยการใช้ข้อศอกสัมผัสกัน


การใช้เวลาสองสามวันร่วมกับผู้ติดเชื้ออีโบลาที่แสนโชคร้ายนับเป็นประสบการณ์แสนเศร้าที่ผมจะไม่มีวันลืม แต่แล้ว ผมกลับรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นเมื่อได้พบกับผู้โชคดีที่รอดชีวิตจากการติดเชื้ออีโบลา

ขณะนี้ ประเทศเซียร์ราลีโอนมียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อสัปดาห์สูงที่สุดในหมู่ประเทศแอฟริกาตะวันตก รวมถึงประเทศกินีและประเทศไลบีเรีย แต่สิ่งที่ทำให้การระบาดของเชื้ออีโบลาครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่นๆ คือ การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้รอดชีวิต ซึ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ มีผู้รอดชีวิตถึง 143 คนจากทั่วทั้งประเทศเซียร์ราลีโอน จากผู้ติดเชื้อทั้งหมดเกือบ 500 คน

หอผู้ป่วยอีโบลาในโรงพยาบาลเคเนมาสามารถรับผู้ติดเชื้ออีโบลาได้ 45 คน ซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อดังกล่าวเพิ่มขึ้น ทุกวัน แต่เรื่องราวของผู้รอดชีวิตก็เพิ่มขึ้นเป็นประจำเช่นกัน ราวบ่าย 3 โมงของทุกวัน จะมีผู้รอดชีวิตก้าวออกมาจากศูนย์รักษาอีโบลาซึ่งตั้งอยู่ในชั้น G ของโรงพยาบาล วินาทีนั้นเป็นวินาทีแห่งความยินดีและความโล่งใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสูญเสีย

แวนดี้ จาหวัด อายุ 7 ปี คือตัวแทนของความหวังและการรอดชีวิตในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า เขาเข้ารับการรักษาในศูนย์รักษาที่เคเนมาเป็นเวลามากกว่า 1 เดือน หลังจากติดเชื้อไวรัสในหมู่บ้านดารู ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองเคเนมาออกไป 40 กิโลเมตร ซึ่งที่นั่นเป็นชุมชนที่มีการระบาดของเชื้ออีโบลาร้ายแรงที่สุดในประเทศเซียร์ราลีโอนพยาบาลเล่าว่า เขามีอาการหนักมากเมื่อถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาล “เด็กชายตัวเล็กๆ คนนี้มีอาการหนักมากๆ เราไม่คิดว่าเขาจะรอดชีวิตอย่างที่คนอื่นๆ ไม่มีโอกาส” ซิสเตอร์แนนซี โยโก หัวหน้าพยาบาลแห่งศูนย์รักษาอีโบลา ณ เคเนมากล่าว

แวนดี้เริ่มฟื้นตัวเมื่อสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยค่อยๆ กลับมาแข็งแรงขึ้น และเมื่อผลตรวจเลือดของเขาออกมาเป็นลบ หมายถึงการไม่มีเชื้อไวรัสอีโบลาในระบบร่างกายของเขาอีกต่อไป นั่นจึงเป็นเวลาที่เขาจะได้กลับบ้าน

“เด็กชายแวนดี้ทำให้หอผู้ป่วยแห่งนี้มีเสียงหัวเราะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ฉันดีใจจริงๆ กับการหายดีของเขา” พยาบาลอาสาชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้รักษาแวนดี้ในศูนย์ฯ กล่าว

แนนซี่ โยโก หัวหน้าพยาบาลแสดงรูปภาพของผู้รอดชีวิตที่ออกจากศูนย์รักษาอีโบลา ณ เคเนมา
© UNICEF Sierra Leone/2014/Dunlop
 เมื่อผู้ป่วยออกจากหอผู้ป่วย พวกเขาจะได้รับค่าเดินทางกลับบ้าน (ประมาณ 310 บาท) เสื้อผ้าสะอาด และประกาศนียบัตรเพื่อแสดงว่าพวกเขามีสุขภาพแข็งแรงและปลอดจากเชื้ออีโบลา เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะถ่ายรูปและแสดงความยินดีเพื่อฉลองความสำเร็จในการต่อสู้โรคร้ายของพวกเขา

แวนดี้ได้รับรถบรรทุกพลาสติก ซึ่งเขาได้อวดพยาบาลทุกคนก่อนที่เขาจะออกจากเขตหวงห้ามด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า “เป็นเรื่องดีที่เด็กๆ ได้รับของเล่นก่อนที่พวกเขาจะออกจากโรงพยาบาล มันทำให้พวกเขามีความสุข ดูอย่างแวนดี้สิ” หัวหน้าพยาบาลแนนซี่กล่าว

อิซาต้า คอนเน่ อายุ 35 ปี เป็นผู้ป่วยอีกรายหนึ่งที่ผมพบระหว่างที่เธอก้าวออกจากหอผู้ป่วย เธอร้องไห้พร้อมโชว์ประกาศนียบัตรให้เหล่าพยาบาลดูอย่างภาคภูมิใจ “วันนี้ฉันมีความสุขมาก ขอขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยให้ฉันมีชีวิตรอด” เธอกล่าว

ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เจ็บหนัก พยาบาล 6 คนจากศูนย์รักษาเคเนมาเสียชีวิตลง หนึ่งในผู้รอดชีวิตคือ ฟัตมาตา ซีเซ ผมพบเธอหลังจากที่เธอออกจากหอผู้ป่วยพร้อมกับตาต้า ลูกสาววัย 11 ปีของเธอ ฟัตมาตาอยู่ในหอผู้ป่วยสามสัปดาห์ ในขณะที่ตาต้าอยู่ในหอผู้ป่วยเพียงสองสัปดาห์ “ฉันคือผู้ที่มีความสุขที่สุดในโลกตอนนี้”

“ฉันรู้ว่าอาการของฉันแย่มาก ฉันมีเลือดไหลออกจากจมูกและอาเจียนออกมาเป็นก้อนเลือด แต่ฉันยังโชคดีที่ตอนนี้หายดีแล้ว ตาต้าก็เช่นกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหายขาดจากโรคร้ายเช่นนี้” ฟัตมาตากล่าว

ฟัตมาตาและ ตาต้า บุตรสาว
© UNICEF Sierra Leone/2014/Dunlop

เมื่อผู้รอดชีวิตเดินทางออกจากโรงพยาบาล ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นจะมารอถ่ายรูปและทำข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขา

ฟัตมาตายกมือขึ้นกลางอากาศ “ขอขอบคุณอัลเลาะห์และพยาบาลที่รักษาฉัน เรามีชีวิตรอดแล้ว”
ผู้รอดชีวิตจากเชื้ออีโบลามีบทบาทสำคัญในการขจัดความเชื่อดั้งเดิม และให้การสนับสนุนกิจกรรมชุมชนในการต่อสู้กับเชื้ออีโบลา ชาวเซียร์ราลีโอนบางคนยังไม่ยอมรับว่าเชื้ออีโบลามีอยู่จริง ในขณะที่ผู้รอดชีวิตบางคนกลัวการมีตราบาป

บางคนกลับก้าวออกมาเล่าเรื่องราวความกล้าหาญของตน การมีส่วนร่วมของผู้คนในชุมชนมีส่วนสำคัญยิ่งในการจัดการกับเชื้ออีโบลา ผู้รอดชีวิตเหล่านี้จะช่วยให้ผู้คนในชุมชนตระหนักว่า เชื้ออีโบลานำไปสู่โรคร้ายที่ทุกคนในชุมชนต้องร่วมกันต่อสู้

ยูนิเซฟทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและอนามัย ตลอดจนหน่วยงานด้านสาธารณสุขอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการจัดการกับเชื้ออีโบลา ผ่านการบริจาคยาและเวชภัณฑ์ และการสนับสนุนกิจกรรมในชุมชนเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโรค การสังเกตอาการ และการรักษาโรคล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง

ขณะนี้ ยังไม่มียาทางรักษาหรือวัคซีนป้องกันเชื้ออีโบลา โดยอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 50-90 เชื้อดังกล่าวติดต่อผ่านของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ หรือผ่านสัตว์ที่เป็นพาหะ เช่น ค้างคาวผลไม้ ลิง ละมั่ง และเม่น ผู้ที่เข้ารับการรักษาในศูนย์รักษาตั้งแต่เริ่มป่วยใหม่ๆจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าผู้ที่รับการรักษาเมื่อป่วยหนัก

โจ ดันล็อบ เป็นเจ้าหน้าที่ชั่วคราวของยูนิเซฟ ณ ประเทศเซียร์ราลีโอน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น