วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ผลกระทบร้ายแรงของเชื้ออีโบลาที่มีต่อเด็กๆ

 
นักเคลื่อนไหวทางสังคมสอนเด็กเรื่องการล้างมืออย่างถูกวิธีในกรุงโคนักรี
© UNICEF/NYHQ2014-1522/La Rose


โดย ทิมโมธี ลาโรส

หมู่บ้าน Meliandou ในเมือง Guéckédou ประเทศกินี เป็นพื้นที่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นสถานที่ที่เข้าถึงยากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ โดยใช้เวลาขับรถจากเมืองหลวงกรุงโคนักรีถึงสองวัน และต้องเดินเท้าระยะไกลผ่านป่าดิบชื้นต่อไปอีก
เมื่อไม่นานมานี้

ผมได้เดินทางไปยังหมู่บ้าน Meliandou พร้อมกับเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กและภาคีเครือข่าย เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของเชื้อไวรัสอีโบลาต่อเด็กๆ สิ่งที่เราพบช่วยยืนยันข้อสงสัยที่เรามี เราได้พูดคุยกับชาวบ้านซึ่งบอกว่าเด็กเป็นร้อยๆ คนได้สูญเสียพ่อแม่ ปู่ยาตายาย พี่น้อง หรือต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าเพราะเชื้อไวรัสที่เป็นอันตรายต่อชีวิตตัวนี้ ในหมู่บ้านชนบทเล็กๆ เด็กกำพร้าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกประนาม ความหิวโหย การขาดสารอาหาร และในบางกรณี ความรุนแรง เด็กบางคนเป็นผู้รอดชีวิตจากเชื้อไวรัสอีโบลา



เจ้าหน้าที่ยูนิเซฟพูดคุยประเด็นการคุ้มครองเด็กกับผู้สูงอายุและสมาชิกชุมชนระหว่างการประชุมเรื่องเชื้อไวรัสอีโบลาในหมู่บ้านชนบท Meliandou ในเมือง Guéckédou © UNICEF/NYHQ2014-1500/La Rose
เรื่องราวของเจนเนต*
เราได้พูดคุยกับเจนเนต เด็กหญิงอายุ 13 ปีในระหว่างการเยี่ยมเยือนหมู่บ้าน เจนเนตบอกเล่าประสบการณ์กับเชื้อไวรัสอีโบลาที่ตนเผชิญ เจนเนตเชิญให้พวกเรานั่งบนท่อนไม้หน้าบ้าน เด็กๆ ข้างบ้านต่างสงสัยการมาเยือนของคนแปลกหน้า พวกเขาหยุดวิ่งไล่ไก่และมานั่งดู

“หนูกำลังจะจบชั้นป. 6 ในเมือง Guéckédou แล้วตอนที่เชื้อไวรัสอีโบลาระบาด ตอนที่คุณยายหนูป่วย คุณยายขอให้หนูและป้าช่วยดูแล หนูต้องทำความสะอาดอาเจียนและเลือด และก็ซักผ้าปูที่นอนที่เลอะเทอะ”

“ตอนที่คุณยายป่วยหนักขึ้น ท่านถูกพาตัวไปยังหมู่บ้านเกิดของท่านเพื่อรับการรักษาที่ดีกว่านี้ คุณยายเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง หลังจากงานศพ หนูก็เริ่มป่วย หนูมีไข้ เริ่มท้องร่วง และอาเจียน”

เจนเนตและครอบครัวถูกพาตัวไปยังศูนย์รักษาเชื้อไวรัสอีโบลาที่อยู่ใกล้ที่สุด ทั้งเจนเนต พี่สาว และมารดาตรวจพบเชื้อไวรัสอีโบลา โดยติดโรคมาจากงานศพ

“เราได้รับการรักษาอยู่ในห้องสำหรับห้าคนโดยอยู่กันคนละหนึ่งเตียง หนูอยู่ห้องเดียวกับพี่สาว เจ้าหน้าที่ให้ยาเรากลืน บางครั้งพวกพี่ชายก็มาเยี่ยมเราบ้าง แต่ก็ต้องใส่ชุดป้องกันมิดตั้งแต่หัวจรดเท้า ในห้องเรามีคนป่วยเสียชีวิตหนึ่งคน” เจนเนตเล่าถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา

“หลังจากอยู่ในศูนย์รักษาเป็นเวลา 23 วัน หนูก็หายและได้รับการปล่อยตัว แม้ว่าหนูจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง แต่หนูไม่มีความสุขเลย หนูไม่เหลือทั้งป้าและคุณยาย พวกเขาเสียชีวิต เชื้อไวรัสอีโบลาทำให้หนูสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปถึง 7 คน หนูขอบคุณพระเจ้าที่แม่และพี่สาวหนูยังรอดชีวิต”

“หนูต้องมีคนคอยช่วยเหลือ เมื่อก่อนคุณยายทำทุกอย่างให้หนู หนูกลับบ้านพร้อมกับป้า (ฝ่ายพ่อ) ไม่ได้ คุณป้าข่มขู่หนูตลอดตอนที่หนูป่วย เขาไม่เคยถามถึงหนูเลย”

เจนเนตร้องไห้ออกมาเมื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ป้าตนเองแสดงความรังเกียจและขับไล่เธอออกจากบ้าน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารของยูนิเซฟพูดคุยเรื่องเชื้อไวรัสอีโบลากับผู้นำทางศาสนาชาวกินีระหว่างการฝึกอบรมที่มัสยิดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับโรงพยาบาลดอนกา และแผนกคัดแยกเชื้อในเมืองโคนักรี © UNICEF/NYHQ2014-1502/La Rose

สถานการณ์เด็กในระหว่างการระบาด
ผมได้พูดคุยกับเด็กหลายคนและเด็กเหล่านั้นก็บอกเล่าเรื่องราวคล้ายคลึงกัน เด็กๆ สูญเสียพ่อ แม่หรือทั้งพ่อและแม่ และต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ถูกประนาม หลายๆ ครั้งจากครอบครัวของตนเอง ในท้ายที่สุด เด็กหลายคนได้รับการต้อนรับกลับเข้าโรงเรียนและมีเพื่อน เด็กส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับสมาชิกครอบครัวขยาย

เรื่องราวเหล่านี้สะเทือนใจอย่างยิ่ง เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งบอกพวกเราว่า “หลังโรงเรียนเลิก หนูทำงานที่บ้านและเล่นกับเพื่อน หนูไม่มีปากกา ไม่มีรองเท้า หนูร้องไห้ตอนที่หนูเห็นเพื่อนๆ มีรองเท้าที่พ่อแม่เขาให้ไว้”

ยูนิเซฟและภาคีได้ประเมินสถานการณ์ของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสอีโบลา โดยขั้นแรกได้ระบุหาที่อยู่และความต้องการของเด็ก ขั้นต่อไป ยูนิเซฟนำข้อมูลความรู้เหล่านี้มาพัฒนาโครงการ เพื่อประกันว่าเด็กๆ จะได้กลับไปอยู่กับครอบครัวเมื่อรักษาหายแล้ว และพวกเขา ตลอดจนครอบครัวและชุมชนจะได้รับความช่วยเหลือทางสังคมและจิตใจ

การเดินทางไปยังหมู่บ้าน Meliandou ใช้เวลาขับรถจากเมืองหลวงกรุงโคนักรีถึงสองวัน และต้องเดินเท้าระยะไกลผ่านป่าดิบชื้นต่อไปอีก แหล่งที่มา: Google Maps

การต่อต้านเชื้อไวรัสอีโบลาในกินี
ในช่วงต้นของการระบาดของอีโบลา อาการของโรคมีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆ โดยทั่วไป ซึ่งทำให้ไม่เห็นความรุนแรงของมัน อีโบลาไม่ได้เข้ามายังประเทศกินีโดดๆ แต่ยูนิเซฟและภาคีได้ทำงานต่อสู้กับโรคระบาดอื่นๆ อยู่แล้ว ได้แก่ โรคหัดและโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่คร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

เชื้อไวรัสอีโบลาติดต่อโดยผ่านการสัมผัสทางตรงกับของเหลวติดเชื้อในร่างกาย ทั้งนี้หากประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะมีความเสี่ยงอย่างยิ่งหากไม่ได้รับความรู้นี้

เราได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญโรคติดต่อซึ่งทำงานอยู่ในศูนย์รักษาเชื้อไวรัสอีโบลาที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลดอนกา เมืองหลวงกรุงโคนักรี

“เด็กไม่สามารถมีผู้ติดตามมาดูแลได้ที่ศูนย์ ดังนั้น คุณหมอจึงเป็นผู้ดูแลเด็กอย่างเต็มตัว คุณหมอต้องอาบน้ำ ป้อนข้าว กล่อมนอน และปลอบใจเด็กๆ เด็กบางคนสูญเสียพ่อแม่จากเชื้อไวรัส สำหรับเด็กที่ไม่กำพร้า การติดเชื้อของเด็กเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อพ่อแม่ พ่อแม่ต้องกันตัวเองออกจากลูกและทำได้แค่มองดูผ่านฉากในศูนย์เท่านั้น พ่อแม่หลายคนทำได้ยากมาก แต่หลังจากกระบวนการปรับความรู้สึก พ่อแม่ก็เข้าใจต้องทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเอง”

ขณะที่เราขับรถกลับมายังกรุงโคนักรี เราได้รับรายงานข่าวว่า เชื้อไวรัสอีโบลาได้แพร่กระจายไปยังพื้นที่ใหม่ของประเทศกินีอีกแล้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยพบเชื้อมาก่อน

เชื้อไวรัสอีโบลาจะยังคงแพร่กระจายในกินีต่อไปอีกซักระยะ แต่แม้ว่าการระบาดจะหยุดลงในวันหนึ่ง ผลกระทบร้ายแรงที่มีต่อเด็กที่สูญเสียพ่อแม่ ประชาชนที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัว และชุมชนที่สูญเสียบุคลากรสาธารณสุข จะยังคงมีต่อไปอีกนาน

หากต้องการข่าวสารและเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศกินี ติดตามได้ที่ @UNICEFGuinea ทางทวิตเตอร์ หากต้องการช่วยยุติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา สามารถบริจากได้ www.unicef.or.th

ทิโมที ลา โรส เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารของยูนิเซฟ กินี ข้อมูลบางส่วนของเรื่องนี้มาจาก Kadijah Diallo และ Isaac Lelano

*นามสมมติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น