วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อีโบลา: ตามหาผู้ติดเชื้อรายแรก Patient zero

ภาพครอบครัวของพ่อ แม่ และอีมิล เด็กน้อยที่ได้รับสมญานามว่าเป็นผู้ติดเชื้อรายแรก Patient Zero
อีมิล ฟิโลเมเน พี่สาวและมารดาของเขาเสียชีวิตลงจากการติดเชื้ออีโบลา(c) UNICEF/2014/Beukes

 โดย ซูซานเน บัวเคส 

เป็นความจริงที่ว่า ยิ่งคุณอยู่ห่างไกลจากวิกฤตการณ์อีโบลามากเท่าไร คุณก็ยิ่งหวาดกลัวโรคร้ายมากเท่านั้น การเดินทางไปยังหมู่บ้านมิเลียอันดู ซึ่งเป็นหมู่บ้านกลางป่าเขาที่มีความงดงามดุจภาพวาดในประเทศกินี ทวีปแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของอีโบลานั้น ทำให้ข้าพเจ้าประจักษ์ในความจริงข้อนี้ยิ่งขึ้น

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะออกจากแอฟริกาใต้ ข้าพเจ้าได้นำอุปกรณ์ป้องกันเชื้อหลากหลายรูปแบบติดกระเป๋าไปด้วย เช่น ปรอทวัดไข้แบบไม่สัมผัสผิวหนัง ปรอทสำรอง ยาป้องกันไข้มาลาเรีย ยาแก้ปอดอักเสบและยาแก้ปวดท้อง ถุงมือ รองเท้ายาง หน้ากาก และเจลล้างมือหลายชนิด สมองของข้าพเจ้าเต็มไปด้วยรายงานข่าวเกี่ยวกับอีโบลา สถิติการติดเชื้อ ที่เพิ่มสูงขึ้น และเรื่องราวแสนเศร้าของผู้เสียชีวิต

เกเคดู ที่ตั้งของสถานพยาบาลอีโบล่า 2 แห่งในประเทศกินี บริหารงานโดยองค์การแพทย์ไร้พรมแดน c) UNICEF/2014/Beukes
จุดหมายปลายทาง: จุดเริ่มต้นการระบาดของเชื้อ
ข้าพเจ้าเดินทางจากโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ไปยังมิเลียอันดู ประเทศกินีผ่านดัคกา ประเทศเซเนกัล และโคนาครี ประเทศกินี แล้วจึงขึ้นเครื่องบินของสหประชาชาติลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เพื่อไปยังคิสซิดูกู ผ่านจุดล้างมือด้วยน้ำคลอรีน 7 จุดและจุดวัดไข้ ในที่สุด การเดินทางที่ใช้เวลา 2 ชั่วโมงลัดเลาะไปตามถนนที่มีทิวทัศน์สวยงามแต่ทุรกันดารก็พาข้าพเจ้าไปถึงเกเคดู ที่ตั้งของสถานพยาบาลอีโบลา 2 แห่งในประเทศกินี ที่บริหารงานโดยองค์การแพทย์ไร้พรมแดน

จากเกเคดู ถนนที่กันดารยิ่งขึ้นก็พาข้าพเจ้าไปยังหมู่บ้านซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของการระบาดของเชื้ออีโบลา นั่นคือครอบครัวอูอามัวโน ซึ่งเป็นครอบครัวของผู้คาดว่าจะติดเชื้อรายแรก ซึ่งเป็นเด็กน้อยที่ติดเชื้อโดยไม่ทราบสาเหตุ

ชื่อจริงของหนูน้อย คืออีมิล อูอามัวโน เขาอายุเพียง 2 ปีเมื่อตอนที่เสียชีวิตลงในเดือนธันวาคม 2556 หลังจากนั้นฟิโลเมเน พี่สาววัย 4 ขวบและแม่ของเขาก็จากไป มีแต่เอเทียน พ่อของอีมิลซึ่งเฝ้ามองสมาชิกครอบครัวของเขาจากไปทีละคนภายในเวลาเพียง 1 เดือน เขากำลังอยู่ในอาการช็อคและโศกเศร้า เขาค้นรูปภาพเก่าๆ ของอีมิลซึ่งเป็นภาพเด็กทารกในห่อผ้าที่อยู่ในอ้อมแขนของพ่อแม่มือใหม่มาโชว์ข้าพเจ้า เอเทียนเปิดวิทยุพกพาสีแดง ซึ่งตัดกับสีน้ำตาลของบ้านโคลนที่มีเพียง 2 ห้อง “อีมิลชอบฟังวิทยุ ส่วนพี่สาวของเขาชอบให้น้องชายขี่หลัง” เขาอธิบาย

ก่อนจะต้องทุกข์ทรมานกับความตายอันน่ากลัวที่มาพร้อมไข้สูง อาการท้องเสียและอาการตกเลือด เขา (อีมิล) และพี่สาวของเขาชอบเต้นรำและเล่นฟุตบอลหน้าบ้าน พวกเขาหัวเราะให้กันเสมอ แต่ขณะนี้ เหลือเพียงลมหายใจเหนื่อยอ่อนที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกของคนที่เหลืออยู่เพื่อต่อชีวิตวันต่อวันเท่านั้น

นี่คือภาพของบรีเลสซี่ อูอามัวโนและบุตรสาวของเขา เขาขอให้ช่างภาพถ่ายภาพด้านข้างหลุมศพของ 
ทอรห์ ภรรยาผู้ล่วงลับด้วยเชื้ออีโบล่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา c) UNICEF/2014/Beukes

“เรามีแต่จะยากจนลงกว่าเมื่อก่อน”
การจู่โจมของเชื้ออีโบลาเป็นไปอย่างรวดเร็วและโหดร้าย ผลกระทบระยะยาวยิ่งเลวร้ายมากขึ้น สำหรับเอเทียนและชาวนาคนอื่นๆ ในชุมชนของเขา ความเศร้าโศกมาคู่กับการสูญเสียทางเศรษฐกิจ ปกติแล้ว ชุมชนมิเลียอันดูจะค้าขายผักขม ข้าวสาลี ข้าว ข้าวโพด และกล้วยแก่เมืองเพื่อนบ้านอย่างเกเคดู แต่ตอนนี้กลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

“ไม่มีใครอยากซื้อสินค้าของเรา” หัวหน้าอมาดู คามาโนกล่าว ผู้คนต่างเผาทำลายฟูกนอน ผ้าห่ม และของใช้ของผู้เสียชีวิตด้วยเชื้ออีโบลาด้วยความหวาดกลัวและความตื่นตระหนก คามาโนกล่าวต่อไปว่า “ผู้คนเผาสิ่งของด้วยความกลัว ตอนนี้เราจึงยากจนลงยิ่งกว่าเดิม”

สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของมิเลียอันดูเป็นตัวชี้วัดสถานะการเงินการคลังที่ขัดสนของประเทศกินี ธนาคารโลกประเมินว่า เศรษฐกิจของประเทศดังกล่าวอาจติดลบร้อยละ 2.3 ของจีดีพี เนื่องจากชื่อเสียงด้านลบที่ทำให้นักท่องเที่ยว นักธุรกิจและนักลงทุนไม่กล้าเดินทางไปเยือน ก่อนวิกฤตการณ์ทางสุขภาพจะเกิดขึ้น ประเทศดังกล่าวถูกกีดกันในทางปฏิบัติ เนื่องจากประชากรร้อยละ 43 ของประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 1.25 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อวัน

ช่วงวัยที่ลืมไม่ลง
พื้นที่ดังกล่าวของประเทศกินีเปรียบเสมือนฉากที่เต็มไปด้วยแพทย์อาสา มีป่าไม้ที่เต็มไปด้วยสัตว์นักล่า แต่สิ่งท้าทายเหล่านั้นกลับเทียบไม่ได้เลยกับอันตรายที่มาพร้อมกับเชื้ออีโบลา

การสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ร้ายแรงอย่างมาก อีมิลและฟิโลเมเนล้มป่วย เจ็บปวด และเสียชีวิตในที่สุด แต่ยังมีเด็กอีกกว่า 1,400 คนที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าหลังจากที่พ่อแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนเสียชีวิตด้วยเชื้ออีโบลา นอกจากจะต้องเผชิญกับความโศกเศร้าต่อการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักแล้ว พวกเขายังต้องรับมือกับรอยมลทิน สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ อาจรับพวกเขาไปเลี้ยงดูในยามปกติ แต่เด็กเหล่านั้นกลับไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไปเมื่อสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาหวาดกลัวเกินไปเสียแล้ว

“ผู้คนอพยพออกจากหมู่บ้าน ทิ้งครอบครัวและลูกๆ พวกเขาไม่ยอมรับเด็กและสมาชิกครอบครัวที่ติดเชื้อ” ฟาสเซา อิสิดอ ลามา เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กของยูนิเซฟกล่าว “นี่เป็นจึงเหตุผลที่ยูนิเซฟเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ทั้งการดูแลเด็กโดยตรงและสนับสนุนการกลับมารวมตัวของครอบครัว”

โรคติดต่อแห่งความกลัว
แม้อัตราการระบาดของเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นในประเทศกินีและประเทศอื่นๆ ที่มีการติดเชื้อ เช่น เซียร์ราลีโอนและไลบีเรีย แต่กลับไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ในมิเลียอันดูเลยนับตั้งแต่เดือนเมษายน ผู้คนในชุมชนมีความเข้าใจวิธีการสังเกตอาการของโรคและการควบคุมการระบาด จึงทำให้ชื่อเสียงในทางลบของชุมชนค่อยๆ จางลง

แต่หลุมฝังศพจำนวน 14 หลุมที่ตั้งอยู่ข้างบ้านของผู้เสียชีวิตจากเชื้ออีโบลาในประเทศกินีแสดงให้เห็นว่า ผู้คนในชุมชนไม่อาจฝังกลบหรือลืมความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานได้ มิเลียอันดูต้องถูกตราหน้าไปตลอดกาลว่า เป็นจุดเริ่มต้นของโรคระบาด แม้แต่ความพยายามในการควบคุมการระบาดของเชื้อก็ไม่สามารถลบรอยมลทินดังกล่าวได้

เมื่อข้าพเจ้าเดินทางออกจากหมู่บ้าน ข้าพเจ้าเพิ่งเข้าใจว่าสิ่งที่นำติดตัวมายังประเทศกินี ทั้งในสมองและกระเป๋าเดินทางนั้น ไม่อาจปกป้องความรู้สึกของข้าพเจ้าได้ ความหวาดระแวงในเชื้ออีโบลาในตอนแรกมลายหายไปเมื่อข้าพเจ้าได้พบกับพ่อผู้โศกเศร้าของอีมิล และเมื่อต้องเผชิญกับโฉมหน้าที่แท้จริงของเชื้ออีโบลา นี่คือหายนะระดับโลกที่แม้จะกระจุกตัวอยู่ในระดับท้องถิ่น อีโบลาเป็นต้นเหตุของการล่มสลายของครอบครัว ชุมชน ชีวิต และเสียงหัวเราะของเด็ก

ต้นฉบับได้รับการตีพิมพ์ใน The Daily Maverick เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2557

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น