วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

โรงเรียนในไร่ส้ม

ครูสอนเด็ก ๆ ที่เป็นลูกหลานแรงงานต่างชาติที่โรงเรียนในไร่ส้ม
© UNICEF Thailand/2014/Metee Thuentap

เรื่องโดย เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา / ภาพโดย เมธี เถื่อนทับ

เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558

เชียงใหม่, 1 กุมภาพันธ์ 2558 ขณะที่แสงสุดท้ายของอาทิตน์อัสดงกำลังจะลับแสงไป อ่อง มูหริ่ง อายุ 17 ปี ปาดเหงื่อบนใบหน้าแล้วหยิบเครื่องมือทำสวนไปเก็บที่เพิง งานในไร่ส้มแห่งหนึ่ง ณ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จบสิ้นลงแล้วอย่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและยาวนาน และตอนนี้ได้เวลาที่เขาเฝ้ารอมาตลอดทั้งวัน – นั่นคือการได้ไปโรงเรียน
โรงเรียนที่อ่องไปเรียนนั้นไม่ใช่โรงเรียนแบบปรกติธรรมดาทั่วไป อาคารหลังเล็กๆ นี้ตั้งอยู่ใจกลางไร่ส้ม ตอนกลางวันใช้เป็นศูนย์ดูแลเด็กเล็กสำหรับบุตรหลานของแรงงานต่างด้าว ตกค่ำอาคารนี้จะถูกแปรสภาพไปเป็นโรงเรียนสำหรับเยาวชนและผู้ใหญ่ที่ต้องทำงานในไร่ส้มตลอดช่วงกลางวัน มีโต๊ะเล็กๆ วางอยู่กลางห้องเรียน กระดานดำเก่าคร่ำคร่าสองกระดานแขวนอยู่บนผนัง 

ประมาณ 18.30 น. คนงานเยาวชนและผู้ใหญ่เริ่มเดินทางมาถึงโรงเรียน บ้างก็เดินมา บ้างก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์มา และภายในครึ่งชั่วโมงห้องเรียนก็เต็มไปด้วยนักเรียน  สำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ โรงเรียนในไร่ส้มเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่พวกเขาจะมีโอกาสได้รับการศึกษา

“ก่อนไปโรงเรียนในไร่ส้ม ผมไม่เคยได้เรียนหนังสือเลย” อ่องบอก เขาเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว และขณะนี้กำลังเรียนระบบการศึกษานอกโรงเรียนภาคค่ำ “ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ก็อ่านหนังสือไม่ออก ผมอยากอ่านเขียนเป็น จะได้สื่อสารกับหมอได้เวลาพ่อแม่ป่วย ผมอยากอ่านฉลากยาฆ่าแมลงออก จะได้รู้ว่าต้องป้องกันตัวเองกับครอบครัวยังไงเวลาฉีดยาฆ่าแมลงในไร่ส้มครับ”

มีความต้องการแรงงานมากในอำเภอฝางซึ่งมีไร่ส้มหลายสิบแห่ง ทำให้ดึงดูดชนกลุ่มน้อยจากประเทศพม่าซึ่งข้ามชานแดนมาหางานทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในประเทศไทย เด็กๆ ที่เดินทางมากับพ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่เคยไปโรงเรียนก่อนมาอำเภอฝาง และหลังจากมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยพวกเขามักต้องทำงานในไร่ส้มกับพ่อแม่ในที่สุด

อ่อง มูหริ่ง อายุ 17 ปี ทำงานในไร่ส้มในตอนกลางวันและเรียนหนังสือในตอนกลางคืน
© UNICEF Thailand/2014/Metee Thuentap

“เด็กทุกคนในประเทศไทยมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือการจดทะเบียนเกิดอย่างไร” รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ หัวหน้าแผนกการศึกษา องค์การยูนิเซฟประเทศไทยกล่าว “การศึกษาจะช่วยเด็กๆ ให้ได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ มีส่วนช่วยพัฒนาสังคมและกลายเป็นพลเมืองที่ดี”

ยูนิเซฟดำเนินงานร่วมกับกลุ่มเพื่อเด็ก (Group for Children) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงผลกำไร เพื่อช่วยให้เด็กๆ บุตรหลานของชนกลุ่มน้อยในอำเภอฝางได้มีความรู้ที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตรอดอย่างดีในบ้านใหม่ของพวกเขา

โครงการ “โรงเรียนในไร่ส้ม” เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาขั้นพื้นฐานแก่เด็กๆ บุตรหลานแรงงานข้ามชาติซึ่งพ่อแม่มารับจ้างทำงานในไร่ส้มของอำเภอฝาง โครงการนี้จัดตั้งโรงเรียนสามแห่งสำหรับเด็กเล็กและเด็กวัยประถมศึกษา อายุตั้งแต่ 2-14 ขวบ ในช่วงกลางวัน และมีโรงเรียนภาคค่ำอีกสองแห่งสำหรับให้การศึกษานอกโรงเรียนสำหรับเยาวชนและผู้ใหญ่ที่เป็นแรงงานในไร่ส้ม

“วัตถุประสงค์ของโครงการคือ ต้องการให้การศึกษาขั้นพื้นฐานแก่บุตรหลานของแรงงานต่างด้าว เพื่อที่พวกเขาจะได้ปลอดภัยจากอันตรายและสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เวลาไปหาหมอหรือซื้ออาหาร” อดุลย์ ดวงดีทวีรัตน์ ผู้จัดการโครงการของกลุ่มเพื่อเด็กกล่าว “เราอยากให้พวกเขานำความรู้ที่ได้รับจากโรงเรียนในไร่ส้มไปใช้ เพื่อให้อาศัยอยู่ในเมืองไทยได้อย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

เด็ก ๆ ในโรงเรียนในไร่ส้มกำลังตั้งใจเรียนหนังสือ
© UNICEF Thailand/2014/Metee Thuentap

ยูนิเซฟและกบุ่มเพื่อเด็กดำเนินงานร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ 3 เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กๆ เหล่านี้ ปัจจุบันมีเด็กประมาณ 270 คนกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนในไร่ส้ม ขณะที่อีก 200 คนเรียนจบไปแล้ว

แสงดาว วงปา ครูคนหนึ่งของโรงเรียนในไร่ส้ม หรือที่นักเรียนเรียกกันว่า “ครูดาว” เล่าว่าการเริ่มชักชวนให้พ่อแม่เชื่อถือและพาบุตรหลานมาเรียนหนังสือนั้นไม่ง่ายเลย พ่อแม่มีความรู้สึกว่าเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือ เพราะสุดท้ายก็จะต้องมาทำงานในไร่ส้มอยู่ดี

“ดิฉันต้องเดินไปตามไร่ส้มเพื่ออธิบายให้พ่อแม่เข้าใจถึงความสำคัญของการศึกษา” เธอเล่า “ดิฉันบอกพวกเขาว่าเด็กๆ ต้องออกไปนอกไร่ส้มด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมีความรู้พอจะออกไปข้างนอกได้อย่างปลอดภัย”

สิ่งที่ทำให้โรงเรียนในไร่ส้มแปลกไม่เหมือนใครคือ นักเรียนสามารถมาสมัครเรียนเมื่อใดก็ได้ และจะได้รับอนุญาตให้เข้ารับการสอบแม้จะขาดเรียนบ่อยครั้ง

“เราต้องยืดหยุ่นให้ เพราะบุตรหลานแรงงานต่างด้าวเดินทางเข้ามาประเทศไทยตลอดทั้งปี เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถจะปฏิเสธไม่รับพวกเขาเข้าเรียนเพียงเพราะไม่ได้มาลงทะเบียนภายในวันที่กำหนด ถ้าเราไม่อนุญาตให้พวกเขามาโรงเรียน แล้วพวกเขาจะไปไหนกันล่ะคะ?” ครูดาวถาม

เกี่ยวกับผู้เขียน
เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา เป็นผู้ช่วยฝ่ายสารนิเทศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น