วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558

นำหนังสือไปให้เด็ก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล



เรื่องโดย เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา / วิดีโอโดย เมธี เถื่อนทับ

เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 31 ตุลาคม 2558

แม่ฮ่องสอน, 31 ตุลาคม 2558 วันนี้เป็นวันที่แสนพิเศษของ ด.ญ. วาทินี งานจารุอุไร หรือ แพรว และเพื่อน ๆ ที่เรียนอยู่ที่ห้องเรียนบ้านห้วยผึ้ง ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างภูเขาสูงในอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะเป็นวันที่ห้องสมุดเคลื่อนที่ซึ่งบรรทุกหนังสือสำหรับเด็กกว่า 1,200 เล่มวิ่งมายังโรงเรียนห่างไกลของพวกเธอ


ทันทีที่ได้ยินเสียงแตรที่ไม่คุ้นเคย แพรวกับเพื่อน ๆ อีกหลายสิบคนก็วิ่งกรูไปยังสนามเด็กเล่นของโรงเรียน ในขณะที่เด็ก ๆ ที่กำลังเรียนอยู่ต่างก็เบียดกันบริเวณหน้าต่างของห้องเรียนเพื่อมองดูห้องสมุดเคลื่อนที่ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาจอดในเขตโรงเรียน

“ผมดีใจมากที่ห้องสมุดเคลื่อนที่มาที่โรงเรียนของเรา” อภิสิทธิ์ อายุ 9 ปี ซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กล่าว “ผมชอบอ่านหนังสือ แต่ที่บ้านมีหนังสือแค่เล่มเดียว”

ยังมีเด็ก ๆ อีกมากมายที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับอภิสิทธิ์

จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติภายใต้การสนับสนุนของยูนิเซฟในปี พ.ศ. 2555 พบว่า เด็กเกือบ 6 ใน 10 คนที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบปีในประเทศไทยอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีหนังสือสำหรับเด็กน้อยกว่า 3 เล่ม และสัดส่วนของครัวเรือนที่มีหนังสือสำหรับเด็กอย่างน้อย 10 เล่มทั่วประเทศนั้นอยู่ที่ร้อยละ 14.2 เท่านั้น

“เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงหนังสือที่น่าสนใจและเหมาะกับวัย เพื่อช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ทักษะด้านภาษา และช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมของพวกเขา” พิชัย ราชภัณฑารี ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย กล่าว “แต่ยังมีเด็กอีกมากมายในประเทศไทยที่เติบโตขึ้นโดยปราศจากโอกาสนี้ ส่งผลให้พวกเขาขาดทักษะการอ่านที่จำเป็นที่จะช่วยให้เขาอยู่รอดปลอดภัยและพัฒนาได้เต็มศักยภาพ”

“เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงหนังสือที่น่าสนใจและเหมาะกับวัย” พิชัย ราชภัณฑารี ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประจำประเทศไทย กล่าว
© UNICEF Thailand/2015/Suracheth Prommarak

ผลการสำรวจดังกล่าวยังพบอีกว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลสามารถเข้าถึงหนังสือสำหรับเด็กได้มากกว่าเด็กที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล สัดส่วนของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีหนังสือสำหรับเด็กอย่างน้อย 3 เล่มในเขตเทศบาลอยู่ที่ร้อยละ 50.4  ในขณะที่สัดส่วนของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีหนังสือสำหรับเด็กอย่างน้อย 3 เล่มนอกเขตเทศบาลอยู่ที่ร้อยละ 37.9  ซึ่งสะท้อนให้เห็นสภาพจริงของจังหวัดที่อยู่ในหุบเขาที่ห่างไกลอย่างแม่ฮ่องสอนซึ่งมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากมาย

“ในบ้านของเด็ก ๆ แทบจะไม่มีหนังสือสำหรับเด็กเลย” ดารารัตน์ ผิวผัน ผู้อำนวยการโรงเรียนเขตพื้นที่การศึกษาอำเภอขุนยวม กล่าว “ในอำเภอขุนยวมไม่มีร้านขายหนังสือเสียด้วยซ้ำ”

ความยากจนก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเข้าถึงหนังสือสำหรับเด็กถูกจำกัด ครอบครัวที่อาศัยอยู่ตามเทือกเขาส่วนมากเป็นชนกลุ่มน้อยซึ่งหาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ทำนา “พอชาวบ้านมีเงินก็เอาไปซื้ออาหารและของใช้เพื่อความอยู่รอด พวกเขาไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อหนังสือสำหรับเด็กให้ลูก ๆ อ่าน” ดารารัตน์กล่าว

ยูนิเซฟทำงานร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน ชุมชน ภาคเอกชน และพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อริเริ่มโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ขึ้น โดยภายใต้โครงการนี้มีการจัดห้องสมุดเคลื่อนที่ 3 คันวิ่งไปตามเส้นทางที่เลี้ยวลดคดเคี้ยวเข้าไปในป่าเขาเพื่อนำหนังสือไปสู่โรงเรียน 33 แห่งซึ่งจัดขึ้นสำหรับสอนหนังสือเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ภายใต้โครงการที่ยูนิเซฟให้การสนับสนุน หนังสือในห้องสมุดเคลื่อนที่ได้รับการคัดเลือกจากการปรึกษาร่วมกับเด็ก ๆ และได้รับการอนุมัติโดยเจ้าหน้าที่การศึกษาประจำท้องถิ่น

ห้องสมุดเคลื่อนที่ขับผ่านเส้นทางลดเลี้ยวเคี้ยวคดเพื่อนำหนังสือไปสู่เด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล
© UNICEF Thailand/2015/Suracheth Prommarak
 “โครงการห้องสมุดเคลื่อนที่เป็นทางออกที่ดีสำหรับเด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงหนังสือ เพราะโครงการนี้สามารถนำหนังสือไปสู่เด็ก ๆ ได้จริง” ดารารัตน์กล่าว “นอกจากนี้ยังเป็นการใช้ประโยชน์ที่คุ้มค่า เพราะไม่ใช่เพียงให้ประโยชน์กับโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง แต่เป็นการเข้าถึงโรงเรียนหลายสิบแห่งที่ห้องสมุดเคลื่อนที่เดินทางไปถึง”

ในวันที่ห้องสมุดเคลื่อนที่ไปจอดที่โรงเรียน เจ้าหน้าที่จัดกิจกรรมรักการอ่านซึ่งเดินทางไปพร้อมกับห้องสมุดเคลื่อนที่จะจัดนิทรรศการหนังสือและกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้เด็ก ๆ โดยผู้ปกครองซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังนิสัยการรักการอ่านให้แก่เด็ก ๆ ตั้งแต่วัยเยาว์สามารถร่วมกิจกรรมเหล่านี้ได้ด้วย
ห้องสมุดเคลื่อนที่จะจอดที่โรงเรียนแต่ละแห่งนาน 3-7 วัน ในช่วงเวลานี้ เด็ก ๆ สามารถยืมหนังสือเล่มโปรดกลับไปอ่านที่บ้านได้ เพื่อที่พวกเขาจะได้นำไปอ่านให้พ่อแม่หรือน้อง ๆ ฟัง

“ฉันดีใจมากที่ห้องสมุดเคลื่อนที่มาที่นี่” สุรีย์ สากลไพร ผู้ปกครองของเด็กหญิง 2 คนซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ห้องเรียนบ้านห้วยฮุงในอำเภอขุนยวมกล่าว “กิจกรรมจะช่วยให้ลูกอ่านหนังสือได้คล่องขึ้น ลูก ๆ ชอบอ่านหนังสือให้ฉันและพ่อของเขาฟัง และชอบถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ฉันภูมิใจในตัวลูกที่อ่านออกเขียนได้เหมือนคนอื่น ๆ”

ประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่านซึ่งมีต่อพัฒนาการของเด็กนั้นมากมายเหลือคณานับ

เด็ก ๆ ช่วยกันขนหนังสือจากห้องสมุดเคลื่อนที่ซึ่งเป็นโครงการที่ยูนิเซฟให้การสนับสนุน
© UNICEF Thailand/2015/Suracheth Prommarak
 “การอ่านไม่ใช่เป็นเพียงทักษะ แต่เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับโลก ช่วยพัฒนาความอยากรู้อยากเห็นซึ่งนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ และการเข้าใจคุณค่าในเชิงบวก” ฮิวจ์ เดลานีย์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา ยูนิเซฟประเทศไทย กล่าว

เดลานีย์กล่าวว่า การอ่านเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนตลอดชีวิต เด็ก ๆ ที่อ่านและเขียนได้อย่างคล่องแคล่วมีแนวโน้มจะเรียนหนังสือได้ดีกว่าและสามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพมากกว่า การอ่านยังช่วยให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาทักษะด้านภาษาและการอ่านเขียนและสร้างทักษะเหล่านี้ในตัวเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจน

เป็นที่คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2558 เด็กกว่า 700 คนและผู้ปกครองกว่า 1,400 คนจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ยูนิเซฟหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถขยายโครงการนี้ให้เข้าถึงเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลมากยิ่งขึ้นในอนาคต เพื่อให้เด็ก ๆ ผู้ขาดโอกาสได้รับประสบการณ์จากการอ่านเช่นเดียวกับแพรวและเพื่อน ๆ

“หนูอยากให้ห้องสมุดเคลื่อนที่มาที่โรงเรียนบ่อย ๆ เพราะหนูอยากอ่านหนังสือเยอะ ๆ ค่ะ” เด็กหญิงที่ฝันอยากเป็นครูกล่าว “หนูชอบอ่านหนังสือเพราะหนูอยากเรียนเก่งค่ะ”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น