วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หนทางอันโหดร้าย: การช่วยวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวีในเชียงใหม่

ผู้เขียน
แอนดี้ บราวน์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารส่วนภูมิภาคขององค์การยูนิเซฟ เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก


คำพูน, อายุ 14, ขายบริการทางเพศตามถนนในเชียงใหม่ ประเทศไทย
© UNICEF EAPRO/2015/Andy Brown
เชียงใหม่เป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย และยังเป็นเมืองที่การขายบริการทางเพศแพร่หลายอีกด้วย คำพูน* อายุ 14 ปี อาศัยนอนอยู่ในสวนสาธารณะใกล้เขตค้าบริการทางเพศ โดยมีรายได้จากการทำงานกับคนขายของข้างถนน แต่ก็ขายบริการทางเพศแก่นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นด้วย ผู้ใหญ่ที่ใช้บริการทางเพศจากคำพูนได้ละเมิดสิทธิเด็ก และทำให้คำพูนตกอยู่ในความเสี่ยงจากการติดโรคติดต่อทางเพศต่าง ๆ รวมทั้งเชื้อเอชไอวี

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเช่นนี้ตั้งแต่ต้น ในปี พ.ศ. 2544 คำพูนเกิดในหมู่บ้านชนเผ่านอกเขตจังหวัดเชียงใหม่ พ่อแม่คำพูนตายตั้งแต่เขายังเด็กมาก ช่วงเวลาหนึ่งคำพูนได้รับการดูแลจากญาติ แต่พวกเขาก็ยากจนเกินกว่าจะดูแลคำพูนไหว จึงต้องพาเขามาส่งที่สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ คำพูนได้อาศัยอยู่ที่นี่จนกระทั่งอายุ 6 ปี สถานสงเคราะห์เด็กแห่งนี้ตั้งอยู่ชานเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ อากาศบริสุทธิ์ พื้นที่เปิดโล่งมากมาย และสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่และเครื่องเล่นที่ติดตั้งพร้อม

“ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิตผม” คำพูนหวนคิดถึงความหลัง “ผมยังเด็กและไม่มีภาระหรือความยากลำบากใด ๆ ในชีวิต ผมได้เล่นเกมส์ ปีนต้นไม้ และวาดรูปดอกไม้ คุณครูใจดีกับผมเสมอ”

แต่คำพูนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและถูกย้ายไปยังบ้านพักเด็กชายที่มีอายุมากขึ้น บ้านพักนี้มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมาก คำพูนหนีออกจากที่นั่นหลังจากถูกบังคับให้กินพริกสดและถูกตีด้วยแท่งเหล็กฐานลักขโมย เขาจึงหนีออกจากบ้านพักเด็กชายแห่งนี้ ในท้ายที่สุด เขาก็จบลงที่การอาศัยอยู่กับเด็กอื่น ๆ ตามท้องถนนในจังหวัดเชียงใหม่จนถึงปัจจุบัน

“ตอนนี้ผมมีชีวิตอยู่ในสวนสาธารณะร่วมกับเด็กชายคนอื่น ๆ” คำพูนกล่าว “บางครั้งเราก็ดมกาว วันไหนอากาศดี ๆ ผมก็นอนอยู่ที่โต๊ะม้าหินในสวน หากฝนตก เราก็ไปหลบกันในตึกที่เก็บของของพ่อค้าแม่ค้าในตลาด บางครั้งที่ผมมีเงิน ผมก็จ่าย 40 บาท (ประมาณ 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อไปนอนหนึ่งคืนในร้านอินเทอร์เน็ต”

ในช่วงแรก คำพูนมีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากการรับจ้างทำธุระให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาด แต่หลังจากนั้น เขาก็พบว่าตนสามารถสร้างรายได้มากกว่านั้นด้วยการขายบริการทางเพศให้แก่ผู้ใหญ่

“ผมพบลูกค้าตามถนนหรือทางเฟซบุ๊กในร้านอินเทอร์เน็ต” คำพูนอธิบาย “เมื่อผมอยู่ในร้านอินเทอร์เน็ตได้ 48 ชั่วโมง จะมีผู้ชายไทยเข้ามาคุยด้วยทางเฟซบุ๊กหรือให้อะไรผมทาน ลูกค้ากลุ่มนี้จะจ่ายประมาณ 100 ถึง 500 บาท (3 ถึง 14 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อซื้อบริการทางเพศ เราจะเข้าโรงแรม เกสเฮ้าส์ หรือในสวนสาธารณะ กลุ่มลูกค้าที่มีฐานะร่ำรวยจะใช้ถุงยางอนามัย แต่กลุ่มที่ฐานะต่ำลงมามักจะไม่ค่อยใช้”
ครูพจน์สอนเรื่องเอชไอวีที่ศูนย์เด็กนอกระบบการศึกษาของมูลนิธิอาสาพัฒนาเด็ก
© UNICEF EAPRO/2015/Andy Browntion
เด็กชายคนอื่นในบริเวณนั้นต่างได้รับเชื้อเอชไอวีจากผู้ใหญ่ที่มาซื้อบริการทางเพศ ยกเว้นคำพูนที่ยังไม่มีเชื้อ เจ้าหน้าที่งานภาคสนามจากมูลนิธิอาสาพัฒนาเด็ก (VCDF) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟและจัดให้มีศูนย์เด็กนอกระบบการศึกษาสำหรับเด็กเร่ร่อนได้พบกับคำพูน 

ศูนย์นี้เป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวาโดยเปลี่ยนสภาพมาจากบ้านที่เคยเป็นร้านค้าย่านตัวเมืองเก่าเชียงใหม่ ที่นี่เต็มไปด้วยเด็ก ๆ เล่นของเล่น เรียนหนังสือ หรือแค่แวะมาพักผ่อน เด็กบางคนมากับแม่ บางคนก็มาเอง เจ้าหน้าที่ของ VCDF ให้การดูแลสุขภาพพื้นฐาน ให้คำปรึกษา และสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี 

“ผมเรียนรู้เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ” คำพูนกล่าว “เจ้าหน้าที่แจกถุงยางอนามัยฟรีกับผมด้วย ผมเข้ารับการตรวจเชื้อเอชไอวีเมื่อปีที่แล้วและไม่พบการติดเชื้อ ผมมีความสุขมากและโล่งใจเพราะผมเคยกังวลเรื่องนี้มาก ผมระวังมากขึ้นหลังจากนั้นและตอนนี้ก็ยืนยันที่จะใช้ถุงยางอนามัย”

งานขององค์การยูนิเซฟ

การบริการทางเพศจากเด็กเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ไม่ว่าในกรณีใด ๆ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็กกำหนดไว้ชัดเจนว่าไม่ให้มีโสเภณีเด็ก ดังนั้น เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ขายบริการทางเพศจะจัดเป็นผู้เสียหายจากการแสวงประโยชน์ทางเพศ อันเป็นการทำลายช่วงชีวิตวัยเด็กและทำให้เด็กเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อเอชไอวี

รายงานฉบับใหม่ว่าด้วย “วัยรุ่น: ภายใต้เรดาร์ของการรับมือกับปัญหาโรคเอดส์ในเอเซียแปซิฟิก” กล่าวชัดเจนว่าภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับ “โรคระบาดแบบลับ ๆ” ของเชื้อเอชไอวีในกลุ่มวัยรุ่น รายงานฉบับนี้จัดพิมพ์คณะทำงานร่วมประจำภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกว่าด้วยเรื่องกลุ่มวัยรุ่นผู้ติดเชื้อซึ่งมีองค์การยูนิเซฟร่วมอยู่ด้วยชี้ชัดว่า ถึงแม้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่จะลดจำนวนลงในภาพรวม แต่กลับเพิ่มสูงขึ้นในวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยง ปัจจุบันนี้มีวัยรุ่นอย่างน้อย 210,000 คนในภูมิภาคที่มีเชื้อเอชไอวี 

องค์การยูนิเซฟทำงานร่วมกับรัฐบาลทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อประกันการปฏิบัติตามพันธกรณีในการปกป้องสุขภาพวัยรุ่น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวี ได้แก่ วัยรุ่นกลุ่มรักร่วมเพศและวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ได้ทั้งชายและหญิง กลุ่มขายบริการทางเพศ กลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดประเภทฉีด และกลุ่มสาวประเภทสอง วัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวีต้องเผชิญกับการตีตราและการถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งทำให้วัยรุ่นหมดกำลังใจเข้ารับการรักษาโรค

ในการจัดการกับปัญหานี้ รัฐบาลต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับวัยรุ่น ยุทธศาสตร์การป้องกันเชื้อเอชไอวี รวมทั้งกฎหมายและนโยบายเฉพาะด้านเกี่ยวกับวัยรุ่นที่ดีกว่านี้ โดยควรครอบคุลมเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียนและโซเชียลมีเดีย และมีข้อมูลด้านการเข้ารับการตรวจเชื้อเอชไอวีว่ามีที่ใดบ้าง การแจกจ่ายถุงยางอนามัย และบริการตรวจและรักษาการผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ออกแบบมาเพื่อวัยรุ่น

ในประเทศไทย องค์การยูนิเซฟได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลในการลดอายุการให้ความยินยอมเข้ารับการ ตรวจเชื้อเอชไอวีเป็นอายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อที่ว่าวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้ารับการตรวจได้โดยไม่ต้องได้รับความ ยินยอมจากผู้ใหญ่ ขั้นต่อไปเป็นการประกันให้มีผู้จัดหาบริการทางสุขภาพและให้กลุ่มวัยรุ่นเอง ได้รับทราบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ เรายังทำงานวิจัยเกี่ยวกับชุมชนวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยงเพื่อทำความเข้าใจ พฤติกรรมที่สร้างความเสี่ยงต่อเชื้อเอชไอวี รวมทั้งการใช้แอพมือถือด้วย

“งานด้านเชื้อเอชไอวีของเราในประเทศไทยเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่นเป็นส่วนมาก” บีนา กุตติพาราม หัวหน้าฝ่ายงานเอชไอวี/เอดส์ขององค์การยูนิเซฟกล่าว “เราต้องการพัฒนาการตรวจและการรักษาผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีให้เป็นส่วนหนึ่งของบริการทางสุขภาพที่เป็นมิตรต่อวัยรุ่น นอกจากนั้น เรายังสนับสนุนงานของมูลนิธิอาสาพัฒนาเด็กในเชียงใหม่เพื่อให้คำปรึกษา เสริมสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับเอชไอวี และเชื่อมวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยงนี้กับการปกป้องและบริการทางสุขภาพอื่น ๆ ด้วย”

ความหวังใหม่
เมือง อายุ 20 ปี พูดคุยกับครูพจน์ เจ้าหน้าที่งานภาคสนามจากมูลนิธิอาสาพัฒนาเด็ก
© UNICEF EAPRO/2015/Andy Brown
แม้ว่าคำพูนยังคงขายบริการทางเพศต่อไป ความหวังก็มีอยู่ เมื่อหลายปีก่อน เมือง* ซึ่งมีอายุ 20 ปีก็เคยอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่ครูพจน์ เจ้าหน้าที่งานภาคสนามจากมูลนิธิอาสาพัฒนาเด็กได้ช่วยให้เมืองเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเอง หลังการให้คำปรึกษาแก่เมืองเกี่ยวกับความเสี่ยงของเชื้อเอชไอวี ครูพจน์ได้หางานในอู่ซ่อมรถให้ เมืองทำงานที่นั่นมาเกือบสองปีแล้วและมีรายได้ 13,000 บาทต่อเดือน (370 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) รวมที่พักอาศัย ซึ่งจัดว่าเป็นค่าตอบแทนที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทยเลยทีเดียว

ในตอนเย็น เมืองได้เข้าร่วมงานภาคสนามต่างๆ ของมูลนิธิอาสาพัฒนาเด็กในฐานะอาสาสมัคร ถนนใกล้ย่านค้าบริการทางเพศติดไฟและพลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยว คนเล่นดนตรีในที่สาธารณะ และผู้ค้าบริการทางเพศ เมืองนั่งอยู่กับครูพจน์ด้านล่างซากปรักหักพังของกำแพงเมืองเก่าเพื่อพูดคุยกับกลุ่มวัยรุ่นเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี

“ผมหยุดขายบริการทางเพศเพราะผมต้องการชีวิตที่ดีกว่านี้” เมืองกล่าว “ผมชอบทำงานที่อู่ซ่อมรถ ผมเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ มากมายที่นั่น ผมรู้สึกว่าผมมีอนาคตอีกครั้ง ผมกำลังเก็บเงินอยู่ และอยากเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองสักวันหนึ่ง”

คำพูนก็มีความฝันเช่นเดียวกัน แม้ว่าเขาจะยังไม่สามารถสานฝันได้ในตอนนี้ “ผมชอบเล่นฟุตบอลในสวนสาธารณะ” คำพูนกล่าว “ทีมที่ผมชื่นชอบมากที่สุดคือ แมนเชสเตอร์ซิตี้ เมื่อผมโตขึ้น ผมอยากเป็นนักฟุตบอลและเล่นให้กับจังหวัดเชียงใหม่”

* ชื่อเปลี่ยนแปลงเพื่อปกป้องบุคคลในบทความ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น