วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

รักต้องส่ง


     
          เรื่อง : จันทรา กาญจน์
          ภาพ : UNIICEF Thailand

          ทางไกลไม่ใช่ปัญหาสาหรับซูเปอร์มัมผู้มีความมุ่งมั่นที่จะให้ลูกได้ดื่ม "นมแม่"

          แม้จะรู้กันดีว่า "นมแม่" คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก แต่ในประเทศไทยกลับมีแม่เพียงร้อยละ 12 เท่านั้นที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรก ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราต่ำสุดในเอเชีย

          โดยถึงจะรู้ทั้งรู้ว่า นมแม่ดีที่สุด แต่ในความ เป็นจริง ก็ยังมีหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้แม่ไม่สามารถให้นมได้อย่างเต็มที่ สาเหตุสำคัญก็คือเรื่อง การหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยเฉพาะแม่ที่ต้องกลับไปทำงานหลัง ครบกำหนดลาคลอด 3 เดือน และไม่สามารถเลี้ยงลูกเองได้ ก็ต้องฝากลูกเล็กไว้กับปู่ย่าตายายที่บ้านเกิด ซึ่งทำให้ มีแม่จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะแม่มือใหม่ ที่ถอดใจและเบนเข็มมาเลี้ยงลูกด้วยนมผงแทน แต่จากการลงพื้นที่ไปพร้อมกับองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ เพื่อตามติดภารกิจ "การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ข้ามจังหวัด" จากจังหวัดชลบุรีเดินทางไปจนถึงยังหาดใหญ่ จ.สงขลา ก็ทำให้ได้เห็นว่า ยังมีแม่ส่วนหนึ่งที่พยายามจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดย ไม่ปล่อยให้ระยะทางมาเป็นอุปสรรคเหนือความรัก ความห่วงใย และตัดสินใจที่จะปั๊มนมเก็บไว้ และแพ็ค ถุงนมแม่แช่แข็งส่งข้ามจังหวัด กลับไปให้ลูกได้ดื่ม โดยไม่ต้องพึ่งพิงนมผงเลยแม้แต่น้อย

แม้จะอยู่กันคนละจังหวัดกับลูก แต่พนักงานบริษัทไทยซัมมิท ฮาร์เนส จำกัด (มหาชน) ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็น คุณแม่ลูกอ่อน 4 คน เป็นส่วนหนึ่งของพนักงานหลายคนที่ตัดสินใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยการส่งนมข้ามจังหวัด
@UNICEF Thailand/ 2015/Metee Thuentap

          คุณแม่นักปั๊ม
          ที่บริษัท ไทยซัมมิท ฮาร์เนส จำกัด (มหาชน) ในจังหวัดชลบุรี เราได้พูดคุยกับพนักงานบริษัท ซึ่งเป็น คุณแม่ลูกอ่อน 4 คน ที่ตัดสินใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยการส่งนมข้ามจังหวัด ซึ่งน้ำนมที่ส่งไปต้องแช่แข็งและแพ็คอย่างดี เพื่อรักษาคุณภาพและเก็บรักษาได้นาน โดยน้ำนมที่จัดเก็บและแช่แข็งอย่างถูกวิธี จะสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปีเลยทีเดียว

          ภาวินี หวานใจ อายุ 26 ปี ส่งนมให้ลูกสาว น้ององุ่น วัย 7 เดือน ที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งบ้านของเธอ อยู่ในอำเภอชายแดน ไม่มีรถประจำทางผ่าน รถจะวิ่งถึงแค่สถานีขนส่งในอำเภอใกล้เคียง เวลาที่ส่งนมไป ก็ต้องให้ญาติที่มีรถขับมารับกล่องพัสดุ แล้วช่วยเอาไปส่งต่อให้ที่บ้าน ส่วน ปวีณา ดีชัยรัมย์ คุณแม่วัย 29 ปี ส่งนมไปเลี้ยงดูน้องภูริ ลูกชายวัย 7 เดือน ที่จ.นครราชสีมา ในขณะที่ บังอร เจนขนบ อายุ 31 ปี ส่งนมให้ลูกชายวัย 8 เดือน ที่จ. สุรินทร์ และพรทิพย์ เอกจีน อายุ 30 ปี คุณแม่ของน้องตาต้า วัย 5 ดือน ส่งนมไปที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

          หลายคนอาจจะรู้สึกว่ายุ่งยากเกินไป ทั้งต้อง ปั๊มนม เก็บนม แล้วต้องแพ็คส่งอีก แต่สำหรับคุณแม่ทั้งสี่ ต่างบอกว่า มันไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด โดยเฉพาะ เมื่อคิดถึงสิ่งที่ลูกจะได้รับแล้ว มันทำให้พวกเธอรู้สึกภาคภูมิใจและได้ทำหน้าที่ของแม่อย่างเต็มที่

          ภาวินี เล่าให้ฟังว่า ที่บริษัทให้การสนับสนุนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พนักงานอย่างครบครัน ทำให้เธอมีความคิดอยากจะเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองและส่งนมให้ลูกให้นานที่สุด เท่าที่จะทำได้ ซึ่งตอนแรกจะมีเสียงคัดค้านจากครอบครัว เพราะยังเชื่อว่าการเลี้ยงเด็กทารกด้วยนมผงนั้นดีกว่า และสะดวกกว่า แต่เธอก็ยังยืนกรานว่าแม้จะกลับ มาทำงานที่ชลบุรีแล้ว ก็ยังจะส่งนมให้กับลูกทุกๆ เดือน

          "ก่อนจะกลับมาทำงานเดือนนึง ก็เริ่มแสดงให้แม่ดูขั้นตอนต่างๆ ว่าจะต้องทำยังไง มันง่ายกว่าชงนมผงให้หลานดื่มมาก เพราะแค่เอานมที่แช่แข็งไว้ออกมาละลายให้กลายเป็นน้ำแล้วเทใส่ขวด หลานก็ดูดได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลา และที่สำคัญยังประหยัดกว่ามาก เดือนๆ นึงต้องเสียค่านมผง 4-5 พัน แต่ส่งนมกลับบ้าน เสียแค่ 600 บาท แม่ก็จะได้มีเงินเหลือเก็บอีก แกก็เลยเห็นด้วย"

          ปวีณา ที่ส่งนมให้ลูกชายที่สุรินทร์ เสริมว่า "ตอนแรกที่บ้านก็งง และสงสัยว่าทำได้ด้วยเหรอ เขา ไม่เคยรู้ว่านมแม่เก็บไว้ได้นาน และไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน ส่วนใหญ่ก็เลี้ยงนมผงกัน จนสุดท้ายครอบครัวก็ยอมที่จะลองวิธีนี้ และก็เห็นว่ามันดีกว่าจริงๆ ตอนนี้ เขาก็ไม่สงสัยแล้ว นอกจากประเด็นเรื่องประหยัด ที่สำคัญคือ เรื่องสุขภาพ แม่เราบอกว่าหลานแข็งแรงมาก แทบจะไม่เคยป่วยเลย เทียบกับลูกญาติๆ หรือคนข้างบ้านที่เลี้ยงลูกด้วยนมผงจะป่วยบ่อยกว่า ตัวเราเองก็รู้สึกผูกพันกับลูก ถึงเขาจะไม่ได้ดื่มนมจากอกเราโดยตรง แต่เวลาที่ปั๊มนมแล้วนึกถึงหน้าลูก ก็มีกำลังใจ รู้สึกดีใจที่ได้ทำหน้าที่ของแม่"

          ส่วนบังอร บอกว่า เธอมีลูกชายสองคน คนโตอายุ 10 ขวบ เลี้ยงด้วยนมผง แต่กับลูกคนเล็กนี้ เธอตั้งใจ จะเลี้ยงด้วยนมแม่อย่างดีที่สุด "ตอนแรกก็ลังเลใจว่า จะเลี้ยงด้วยนมผงหรือนมแม่ เพราะลูกคนโตก็เลี้ยงนมผง แต่พอศึกษาข้อมูลมากขึ้น ก็เลยตัดสินใจเลี้ยงลูกคนเล็กด้วยนมแม่ มันก็มีอุปสรรคบ้าง กลัวนมไม่พอ บ้าง ท้อบ้างในช่วงแรกๆ ที่อะไรยังไม่ลงตัว แต่ตอนนี้ รู้สึกว่า คิดไม่ผิดจริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพของลูกคนเล็กที่แข็งแรงกว่าคนโต หรือความรู้สึกของเราที่ได้ เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง ตอนนี้รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เลี้ยงลูกคนแรกด้วยนมแม่"

          ขณะที่ พรทิพย์ เล่าให้ฟังว่า ลูกเธอมีปัญหาเรื่องคลอดก่อนกำหนด ตอนเกิดน้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐาน จึงห่วง กลัวว่า ลูกจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ช่วงลาคลอดเธอให้นมลูกเองตลอด 3 เดือน แต่พอช่วงใกล้จะต้องกลับมาทำงาน ก็เริ่มกังวลว่าจะทำอย่างไรต่อ

          โชคดีของพรทิพย์ที่บริษัทให้ความสำคัญ และจัดให้มีห้องมุมนมแม่ซึ่งมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ครบ แถมยังมีเจ้าหน้าที่และเพื่อนแม่ๆ คอยให้คำปรึกษา ทำให้เธอมั่นใจว่า จะสามารถให้นมแม่ต่อไปได้อย่างที่ต้องการ

          "ตัดสินใจว่าจะให้นมลูกต่อ โดยปั๊มเก็บแล้วแพ็คส่งให้คุณปู่คุณย่าช่วยเลี้ยงทุกอาทิตย์ เพราะไม่มีสต็อคน้ำนมเก็บไว้ ช่วงแรกๆ ทางครอบครัวก็กังวลว่าจะทำได้เหรอ ลูกจะท้องเสียไหม แต่เราก็ค่อยๆ คุย ให้ข้อมูลว่ามันทำได้ และแสดงขั้นตอนให้ท่านดูว่าจะทำอย่างไรบ้าง ซึ่งหลังจากท่านได้รู้วิธีการ ก็ยิ่งสนับสนุน"

          นมผง แต่พอศึกษาข้อมูลมากขึ้น ก็เลยตัดสินใจเลี้ยงลูกคนเล็กด้วยนมแม่ มันก็มีอุปสรรคบ้าง กลัวนมไม่พอ บ้าง ท้อบ้างในช่วงแรกๆ ที่อะไรยังไม่ลงตัว แต่ตอนนี้ รู้สึกว่า คิดไม่ผิดจริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพของลูกคนเล็กที่แข็งแรงกว่าคนโต หรือความรู้สึกของเราที่ได้ เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง ตอนนี้รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เลี้ยงลูกคนแรกด้วยนมแม่"
          ขณะที่ พรทิพย์ เล่าให้ฟังว่า ลูกเธอมีปัญหาเรื่องคลอดก่อนกำหนด ตอนเกิดน้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐาน จึงห่วง กลัวว่า ลูกจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ช่วงลาคลอดเธอให้นมลูกเองตลอด 3 เดือน แต่พอช่วงใกล้จะต้องกลับมาทำงาน ก็เริ่มกังวลว่าจะทำอย่างไรต่อ

          โชคดีของพรทิพย์ที่บริษัทให้ความสำคัญ และจัดให้มีห้องมุมนมแม่ซึ่งมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ครบ แถมยังมีเจ้าหน้าที่และเพื่อนแม่ๆ คอยให้คำปรึกษา ทำให้เธอมั่นใจว่า จะสามารถให้นมแม่ต่อไปได้อย่างที่ต้องการ

          "ตัดสินใจว่าจะให้นมลูกต่อ โดยปั๊มเก็บแล้วแพ็คส่งให้คุณปู่คุณย่าช่วยเลี้ยงทุกอาทิตย์ เพราะไม่มีสต็อคน้ำนมเก็บไว้ ช่วงแรกๆ ทางครอบครัวก็กังวลว่าจะทำได้เหรอ ลูกจะท้องเสียไหม แต่เราก็ค่อยๆ คุย ให้ข้อมูลว่ามันทำได้ และแสดงขั้นตอนให้ท่านดูว่าจะทำอย่างไรบ้าง ซึ่งหลังจากท่านได้รู้วิธีการ ก็ยิ่งสนับสนุน"

          เส้นทางสายนมแม่
          หลังจากเดินทางเป็นเวลานาน 16 ชั่วโมงบนรถทัวร์ สายระยอง-หาดใหญ่ ในที่สุดน้ำนมจากอกของพรทิพย์ก็เดินทางไปถึงน้องตาต้า ลูกชายของเธอซึ่งอาศัยอยู่กับปู่ย่าที่หาดใหญ่ โดยมีคุณปู่ของตาต้ามาคอยรับกล่องพัสดุ บรรจุนมแม่ไว้ในสภาพดี ไม่มีเสียหาย และยังคงอยู่ในสภาพแข็งตัวดี (หากนมละลายจะทำให้เสียเร็ว) บนถุงนมจะมีการเขียนวันที่ปั๊มนม เพื่อให้สามารถหยิบมาใช้ได้สะดวก ส่วนที่เหลือจะแช่แข็งไว้ในช่องฟรีซ
น้องตาต้าลูกชายของคุณพรทิพย์ซึ่งอาศัยอยู่กับปู่ย่าที่หาดใหญ่ ได้รับนมแม่จากคุณพรทิพย์ที่ส่งข้ามจังหวัดมาให้ทุกอาทิตย์
@UNICEF Thailand/ 2015/Metee Thuentap


          อารีย์ บุญรัตนัง คุณย่าของตาต้า นักป้อนนมมือหนึ่งของบ้าน เล่าให้ฟัง ว่าเวลาที่จะป้อนนมหลาน ก็เพียงแค่เอาถุงนมแม่ออกมาจากช่องฟรีซ รอให้ละลายและหายเย็นแล้วจึงนำมาป้อน ช่วงแรกๆ ที่หลานยัง ไม่ชินกับการดูดนมแม่จากขวดก็มีร้องงอแงบ้าง แต่ หลังจากปรับตัวแค่ไม่กี่วัน ตอนนี้ดูดจากขวดได้สบายมาก และถึงแม้จะมีประวัติคลอดก่อนกำหนด แต่ตาต้าที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด ก็สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์และยังอารมณ์ดีสุดๆ

          คุณย่าบอกว่า "เลี้ยงด้วยนมแม่อย่างนี้มาเกือบสองเดือนแล้ว แข็งแรงสุดๆ ไม่มีท้องเสีย ไม่มีท้องอืด ไม่ค่อยงอแงด้วย เวลาพาไปตรวจร่างกาย ฉีดวัคซีน หมอก็บอกว่าน้ำหนักตามเกณฑ์ และมีพัฒนาการดี" พร้อมคุยอย่างอารมณ์ดีว่า "ส่งนมแม่มาเถอะ ดีกว่าไปซื้อนมผง ประหยัดตังค์ย่าไปได้เยอะ"

          นี่คือ ส่วนหนึ่งของบทพิสูจน์ว่า ระยะทางที่ห่างไกล ไม่ใช่อุปสรรคกั้นขวางความรักระหว่างแม่ลูกได้ และความรักจากหัวใจแม่ได้กลั่นเป็นน้ำนม และเดินทางส่งตรงถึงลูกได้เสมอ....

          สำหรับระยะทางที่ไกลกันของแม่-ลูก ที่ต้องวุ่นวายแพ็คนมแช่แข็งให้ส่งไปถึงปลายทางได้ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด แม้จะดูเป็นความยุ่งยาก แต่ อันที่จริงแล้ว นี่กลับเป็นเรื่องเล็กน้อย หากทุกคน รู้วิธีที่จะจัดการ และจัดสรรเวลาได้ แต่อุปสรรคที่หนักกว่านั้น กลับเป็นปัจจัยแวดล้อม ที่พร้อมจะฉุดให้ คุณแม่ถอดใจได้เสมอ โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องนายจ้าง หรือสถานที่ทำงานไม่เป็นใจ

          แต่กับคุณแม่ทั้ง 4 ต้องถือว่า โชคดีที่บริษัทเห็นความสำคัญในเรื่องนมแม่ และเห็นว่าเป็นสวัสดิการที่ควรส่งเสริมให้กับพนักงาน เนื่องจากบริษัทดังกล่าว

          มีพนักงานหญิงมากถึง 2 ใน 3 ฉะนั้นการตั้งครรภ์ และลาคลอดบุตรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

          พีระพงษ์ สุนทรวิภาต ผู้จัดการทั่วไป (สำนักพัฒนาองค์กร) ของบ. ไทยซัมมิท ฮาร์เนส เปิดเผยว่า ทางบริษัทมีนโยบายที่ชัดเจน ด้านทรัพยากรบุคคล และส่งเสริมเรื่อง Happy Work Place ที่อยากให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน

          "ในช่วงปี 2552-53 เราเริ่มสนใจเรื่องการจัดตั้งมุมนมแม่ขึ้นในบริษัท เพราะพนักงานส่วนใหญ่ของเราเป็นผู้หญิง และแต่ละเดือนจะมีคนตั้งครรภ์ประมาณ 50-60 คน เราก็เลยมองว่าตรงนี้ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ จึงเข้าไปคุยกับทางศูนย์นมแม่ฯ เพื่อให้มาช่วยจัดการเรื่องมุมนมแม่ที่นี่ และเปิดให้ใช้บริการมาตั้งแต่ปี 2554 เราจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งเครื่องปั๊มนม ถุงเก็บน้ำนม ตู้เย็น และก็ยังมีการจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ไว้คอยให้ความรู้ ให้ คำปรึกษาต่างๆ รวมถึงเรื่องวิธีการจัดส่งและเส้นทางต่างๆ ในการส่งนมกลับบ้านให้ด้วย"

          นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ประกาศนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้พนักงานในทุกระดับเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อถึงเวลาที่พนักงานจะต้องออกมาปั๊มนม หัวหน้างานก็ต้องอนุญาต ส่วนเพื่อนร่วมงานก็ต้องเข้าใจในความจำเป็นของเพื่อน ถึงแม้ว่า ในบางครั้งจะต้องช่วยทำงานแทนก็ตาม

          "ตัวพนักงานเอง ก็เข้าใจว่าเขาไม่ได้สบาย หรือมีเวลาพักมากกว่าคนอื่น แต่มันเป็นเรื่องจำเป็น และเขาต้องให้คนอื่นมาช่วยทำงานแทน ส่วนใหญ่ก็จะรีบกลับเข้าทำงานเมื่อเสร็จภารกิจ แต่เนื่องจากพนักงานเราส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ทำให้เข้าใจและถ้อยที่ถ้อยอาศัยกัน" พีระพงษ์เสริม

          "ถามว่าบริษัทได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ ผมมองว่า เมื่อพนักงานมีความสุข ทุกคนก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และผลงาน ผลผลิตที่ได้มันก็ออกมาดีมีคุณภาพตาม และอีกอย่างคือ อัตราการลาออกของพนักงานของบริษัทเราค่อนข้างน้อย เทียบกับที่อื่นๆ อาจจะเป็นเลข 2 หลัก แต่ที่นี่อยู่แค่หลักเดียว หรือบางทีเป็นจุดทศนิยมด้วยซ้ำ พนักงานมีความสุข รู้สึกผูกพัน เขาก็ไม่อยากออก การผลิตงานของเราก็ไม่กระตุก ก็เป็น ผลดีกับบริษัท"

          สู่สังคม นมแม่
          จากการรณรงค์ที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง หลายๆ คนย่อมต้องคุ้นชินกับการบอกว่า นมแม่ดีที่สุด แต่ดีที่สุดอย่างไรนั้น พ.ญ. ยุพยง แพ่งเชาวนิช เลขาธิการ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ให้เหตุผลย้ำถึง "คุณค่าของนมแม่" โดยมีคำกล่าวที่ว่า Breastfeeding is the best investment หรือการเลี้ยงดูลูกด้วย นมแม่เป็นการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะน้ำนมแม่ประกอบด้วย สารอาหารที่มีประโยชน์และสำคัญต่อทารกมากที่สุด มีสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อร่างกายกว่าสองร้อยชนิด และยังมีภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมนและน้ำย่อย ที่เหมาะสำหรับทารก ซึ่งเป็นสิ่งที่นมผงให้ไม่ได้ และแม่ควรจะเลี้ยงลูกอย่างเดียวด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งจาก ผลการวิจัยต่างๆ ก็แสดงให้เห็นว่าเด็กที่ได้รับนมแม่จะมีปัญหาสุขภาพน้อยกว่า และมีพัฒนาการทั้งทางกายและทางอารมณ์ที่ดีกว่าเด็กที่กินนมผง หรือได้อาหารเสริมอื่นๆ ก่อนเวลา

          นอกจากนั้นแล้ว ยังมีงานวิจัยต่อเนื่องว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่ ยังมีเปอร์เซ็นต์ที่จะเติบโตขึ้นเป็นประชากรที่มีคุณภาพ มี IQ และ EQ ที่ดีกว่า และมีปัญหาด้านสังคมหรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมและ ยาเสพติดน้อยกว่า

          ฉะนั้น การที่สังคมไม่ว่าจะภาคส่วนไหน หากได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้แม่ได้ให้นมลูกได้อย่างถึง ที่สุด นั่นก็เท่ากับการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น ด้วย  สำหรับโรงงานและสถานประกอบการที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้นั้น พ.ญ.ยุพยง เอ่ยว่า ทั่วประเทศมีอยู่ประมาณพันแห่งที่ให้ความสำคัญ และส่งเสริมให้มี มุมนมแม่ในบริษัท โดยแม้จะเป็นตัวเลขที่ยังไม่มากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนสถานประกอบการทั่วประเทศที่มีนับแสน แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ช่วยสนับสนุนให้คุณแม่ทั้งหลายได้มีช่องทางที่จะดูแลลูกด้วยนมแม่เพิ่มมากขึ้น

          "ที่จริงแล้วการจัดมุมนมแม่ในที่ทำงานนั้น ไม่ได้ ยุ่งยากเลย เรื่องอุปกรณ์ต่างๆ คุณแม่แต่ละคนอาจจะจัดเตรียมจัดหามาเอง แต่ที่ทำงานอาจจะแค่มีการจัดสรรพื้นที่ อาจจะเป็นห้องหรือมุมที่สงบเป็นส่วนตัว และสะอาด เหมาะกับให้คุณแม่มานั่งปั๊มนม ก็พอแล้ว" คุณหมอยุพยงเอ่ย

          และเสริม สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ สถานประกอบการ นั้นๆ ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน เพราะคนที่จะปั๊มนม เขาต้องใช้เวลาในการทำงานออกมา เพื่อจะได้จัดเก็บน้ำนมได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากหัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่เข้าใจก็อาจจะทำให้มีปัญหาและแม่ที่ตั้งใจ ก็อาจจะท้อและทำไม่สำเร็จ

          "การที่แม่คนหนึ่งจะเลี้ยงลูกให้ดีมีคุณภาพ ต้องได้กำลังใจและการสนับสนุนจากครอบครัว คนรอบข้างและสังคม แล้วทำอย่างไรเราจึงจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางสังคม ทำให้การให้นมแม่กลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่ใครๆ ก็ยอมรับและปฏิบัติกันเป็นเรื่องปกติ รวมถึง ให้สถานประกอบการอนุญาตให้แม่มาเก็บน้ำนมได้ในช่วงเวลางาน"

          ในแง่ของสถานประกอบการนั้น คุณหมอยุพยงเชียร์สุดตัวให้ตระหนักถึงความสำคัญเรื่องนมแม่ ที่นอกจากจะช่วยให้เด็กได้รับสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ทางฝั่งของหน่วยงาน ก็ยังสามารถทำให้เป็นกิจกรรม CSR อย่างหนึ่งได้เลย เพราะได้มีส่วนช่วยในการดูแลครอบครัว และช่วยสร้างสรรค์ประชากรของประเทศที่มีคุณภาพให้มากขึ้นด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น