วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

          เรื่อง : กาญจนา เตชาวัฒนากูล
          ภาพ : UNICEF Thailand / สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

          การเรียนรู้ไม่ได้จากัดแค่ห้องสี่เหลี่ยมทุกพื้นที่ ทุกหย่อมหญ้าบนโลกใบนี้ เรียนรู้ได้หมด

          เมื่อพูดถึงประเด็นปัญหาโลก อาจจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวสำหรับเด็กๆ แต่ที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ในวันที่เรามาเยี่ยมเยือนกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา เด็กๆ กว่า 300 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อรับรู้ เรียนรู้ และถกถึงปัญหาระดับโลกที่ใกล้ตัวพวกเขามากกว่าที่คิด เช่นเดียวกับเด็กๆ อีกหลายร้อยคน ทั่วประเทศที่กำลังได้ร่วมเรียนรู้ในสิ่งเดียวกัน ในฐานะพลเมืองโลกและส่วนหนึ่งของโครงการห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก (The World's Largest Lesson)

นักเรียนที่โรงเรียนศรีสุริโยไทในกทม. กำลังพูดคุยกันว่าพวกเขาจะมีส่วนในการส่งเสริมสันติภาพและความสงบสุขในสังคมได้อย่างไรบ้าง กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุด” ที่สนับสนุนโดยยูนิเซฟและพันธมิตรในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
@UNICEF Thailand/2015/Sukhum Preechapanich

         ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ เด็กๆ ได้เรียนรู้และเสนอแนะปัญหาที่โลกเรากำลังเผชิญอยู่ ผ่านทางสื่อสมัยใหม่ ทั้งอินเทอร์เน็ต มิวสิควิดีโอของวงดนตรีดัง รวมถึงเกมต่างๆ ที่ทำให้บรรยากาศไม่เคร่งเครียดและเต็ม ไปด้วยความสนุกสนาน ด้วยการออกแบบรูปแบบการสอนที่สอดคล้องกับวัยของเด็กนักเรียนและการบูรณาการเข้ากับสื่อและเทคนิคการสอนต่างๆ ทำให้ภายในระยะเวลาสั้นๆ เด็กๆ สามารถเรียนรู้และเริ่มจะจดจำ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงปัญหาต่างๆ เหล่านั้น เข้ากับปัญหาในชุมชนหรือสังคมใกล้ตัว รวมถึงนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่พวกเขาทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ ได้อย่างน่าสนใจ

          กิจกรรมห้องเรียนใหญ่ที่สุดในโลกนี้ เกิดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้เกิดการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับ "เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ของโลก 17 ประการ (Global Goals for Sustainable Development Goals : SDGs) ซึ่งจะนำมาใช้ต่อเนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ  หรือ Millennium Development Goals 8 ข้อ ที่จะสิ้นสุดลง ในปี 2558 นี้โดยเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ ผ่านมา ผู้นำประเทศกว่า 193 ชาติ ซึ่งร่วมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ของไทย ก็ได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ (UN General Assembly) ณ กรุงนิวยอร์ค เพื่อรับรองเป้าหมายโลก ดังกล่าวด้วย

          ทั้งนี้ กิจกรรมห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุด ในโลก มีจุดประสงค์ที่จะให้นักเรียนทั่วโลก ได้เรียนรู้เป้าหมายโลกเหมือนกัน และ พร้อมกันทั่วทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 27 กันยายน- 3 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเป้าหมายทั้ง 17 ข้อ ประกอบด้วย 1.ขจัดความยากจน 2.ขจัดความหิวโหย 3.การมีสุขภาพดี 4.การศึกษาที่มีคุณภาพ 5.ความ เท่าเทียมทางเพศ 6.น้ำสะอาดและมีสุขอนามัย 7.พลังงานหมุนเวียน 8.งานมั่นคงและเศรษฐกิจเติบโต 9.โครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรม 10.ลดความเหลี่อมล้ำ 11.สร้างให้เกิดเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน 12.การบริโภคและผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ 13.การดูแลเรื่อง สภาพภูมิอากาศ 14.ดูแลทรัพยากรทางน้ำ 15.รักษ์ ชีวิตบนพื้นดิน 16.สันติสุขและ เที่ยงธรรม 17.การจับมือกันสู่เป้าหมาย

          เป้าหมายดังกล่าว อาศัยกรอบแนวคิดที่มองการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านมิติที่เชื่อมโยงกันของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการรวบรวมความเห็นและข้อเสนอ จากประชาชนจากทั่วโลก เพื่อใช้กำหนด เป้าหมาย เพื่อการพัฒนาร่วมกัน ที่จะใช้ไปอีก 15 ปีข้างหน้า จนถึงปี 2573 โดยในการผลักดันเป้าหมายดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ การศึกษายังถือเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น กิจกรรมดังกล่าวจึงได้เกิดขึ้นในทุกประเทศที่ลงนาม โดยจะมี การรวบรวมภาพและ VTR ของกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น และเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของโครงการ www.globalgoals.org

นักเรียนที่โรงเรียนบ้านกลางแกลงในจ.เลยกำลังคุยกันว่าจะนำเอาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้กับชุมชนได้อย่างไร
ภาพเอื้อเฟื้อโดยกระทรวงศึกษาธิการ
          ในส่วนของประเทศไทยนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การยูนิเซฟประเทศไทย เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในการจัดกิจกรรมและผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อไปสู่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้มีการคัดเลือกโรงเรียน 10 แห่งทั่วประเทศ เพื่อ เข้าร่วมกิจกรรมห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ โรงเรียนสันป่ากอง และโรงเรียนห้วยหยวก ปากโซ จากจ.เชียงราย โรงเรียนแม่ระเมิง จ. ตาก โรงเรียนบ้านคลอง 14 จ. นครนายก โรงเรียนบ้านคลองยาง จ.กระบี่ โรงเรียนสำโรงทาบวิทยาคม จ.สุรินทร์ โรงเรียนบ้านแก่งเกลี้ยง จ.เลย โรงเรียนวังไกลกังวลในพระบรมราชูปถัมภ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา จ.พระนครศรีอยุธยา และโรงเรียนสตรี ศรีสุริโยทัย จ.กรุงเทพมหานคร

          ฮิวจ์ เดลานีย์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า " กิจกรรมนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เด็กๆ และครูผู้สอนได้เรียนรู้ เรื่องเป้าหมายโลกมากยิ่งขึ้น ทุกโรงเรียน ที่เข้าร่วมจะจัดการเรียนการสอนตามแผน การจัดการเรียนรู้ที่เป็นแกนกลางทั่วโลก ทั้งนี้ จะนำไปบูรณาการสู่หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแต่ละโรงเรียน สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับวัยของนักเรียนและบริบทของตนเองได้ ซึ่งเป้าหมายของกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อให้เด็กๆ และครูผู้สอนเอง ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเป้าหมายโลก

          และสามารถเชื่อมโยงปัญหาของประชาคมโลกกับปัญหาในท้องถิ่นและชุมชน ไปจนถึง การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ร่วมกัน ซึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะเป็นโรงเรียนต้นแบบ ในการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับเป้าหมายโลก และสามารถขยายผล ให้โรงเรียนอื่นๆ นำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมได้ในอนาคต"

          ทั้งนี้ เขากล่าวเสริมว่า ในประเด็นของเรื่องการศึกษานั้น ในเป้าหมายโลก จะเน้นไปในเรื่องการจัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ รวมถึงสร้างเสริมโอกาส "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" ให้กับประชาชนทุกเพศวัย ซึ่งถือเป็นความท้าทายของประเทศกำลังพัฒนา ที่ยังมีเด็กและเยาวชนอีกว่า 124 ล้านคนที่ยากจนและขาดโอกาสทางการศึกษา ส่วนในประเทศไทย ความท้าทายในเรื่องของการศึกษา อาจจะไม่ใช่เรื่องการเข้าถึงหรือขาดแคลนโอกาส แต่จะอยู่ที่คุณภาพของ การศึกษา ที่ยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมและพัฒนาความคิด ความสร้างสรรค์อย่างชัดเจนนัก"

ครูและนักเรียนอาข่าที่โรงเรียนบ้านสันกอง จ. เชียงรายร่วมกันส่งเสริมประเพณีท้องถิ่น เช่น การขี่ม้า ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของการเรียนรู้เกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
ภาพเอื้อเฟื้อโดยกระทรวงศึกษาธิการ
          หลังจากกิจกรรมจบลง สุปราณี ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรี ศรีสุริโยทัยได้เล่าให้ฟังถึงแนวทางในการจัดการเรียนการสอนที่จะปรับใช้กับเป้าหมายโลกดังกล่าว ว่า

          "จริงๆ แล้ว เป้าหมายทั้ง 17 ข้อไม่ใช่ เรื่องใหม่สำหรับโรงเรียนในประเทศไทย เพราะเมื่อลองวิเคราะห์เนื้อหา ก็คือสิ่งที่โรงเรียนแทบทุกโรงเรียน ไม่ว่าในไทยหรือทั่วโลก ก็น่าจะมีการเรียนการสอนอยู่แล้ว อาทิ เรื่อง การอนุรักษ์ธรรมชาติ ประหยัดพลังงาน โรงเรียนก็จะพยายามปลูกฝังเรื่องนี้ให้เด็กๆ อยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจจะไม่ทราบว่ามีการกำหนดขึ้นเป็นเป้าหมายสากลอย่างเป็นรูปธรรม"

          สุปราณี บอกว่า โรงเรียนได้พยายาม ขับเคลื่อนเป้าหมายทั้ง 17 ข้อ ซึ่งในตอนนี้ เริ่มทำจากชั้น ม.3 และ ม.4 ก่อน แต่เมื่อเข้า ช่วงเปิดเทอม 2 ในเดือนตุลาคม ก็จะขยายผลไปสู่นักเรียนทุกระดับ โดยเบื้องต้นจะบูรณาการ เข้ากับโครงงานสร้างสรรค์เพื่อบริการสังคม ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักสูตรของโรงเรียนเราที่ ดำเนินการมาปีนี้เป็นปีที่ 5 แล้ว เนื่องจากต้องการให้เด็กทำงานบริการสังคม มีจิตสาธารณะ เด็กๆ ในทุกระดับชั้นก็จะต้องคิดโครงงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือชุมชน ตามแต่ความสนใจและความสามารถของเด็กๆ ในแต่ละชั้น ซึ่งปีนี้เราจะมีกรอบให้เด็กเลือกว่า เขาจะทำโครงงานไหน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายข้อใดข้อหนึ่งใน 17 ข้อ"

          ส่วนที่โรงเรียนวังไกลกังวล ใน พระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เป้าหมายโลก ผ่านทางการศึกษาทางไกล ผ่านดาวเทียม (DLTV) หรือ "โครงการครูตู้" ที่ทางโรงเรียนจัดการเรียนการสอนอยู่แล้ว โดยมุ่งเน้นในเป้าหมายเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ และจัดการศึกษาให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่ง ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ที่ปรึกษาสพฐ.กล่าวว่า การเผยแพร่ การจัดการเรียนการสอนเรื่องเป้าหมายโลกผ่านทาง DLTV จะช่วยขยายโอกาสในการรับรู้และเข้าใจเรื่องดังกล่าวในวงกว้างมากขึ้น  โดยปัจจุบันมีโรงเรียนในสังกัดสพฐ. ทั่วประเทศกว่าสามหมื่นแห่งที่ใช้ระบบ การศึกษาทางไกลนี้อยู่ ระบบ DLTV ช่วยทำให้ โรงเรียนที่แม้ไม่ได้เข้าร่วมโครงการฯ นี้ โดย ตรง ก็ยังสามารถรับรู้และเรียนรู้เรื่องเป้าหมายโลกนี้ไปพร้อมๆ กันได้ จึงนับว่าเป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขยายผลและการดำเนินงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อแต่ละประเทศให้การรับรองเป้าหมายโลกแล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่การศึกษาต้องเป็นการสร้างให้เด็กและเยาวชนในวันนี้รู้และเข้าใจ ตระหนัก และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

          ดร. เบญจลักษณ์เสริมว่า "ประเด็นสำคัญของโครงการฯ นี้คือ เป็นการจัดการเรียน การสอนจัดการเรียนรู้เป้าหมายโลกการบูรณาการ และการเชื่อมโยงหลักสูตรและการสอน หรือกิจกรรมทั้งในโรงเรียนและทำร่วมกับชุมชนเดิมที่มีอยู่แล้ว นำมาให้เข้ากับเป้าหมายโลก และโรงเรียนได้รู้ตัวเองว่า สิ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาในประเด็นที่ยังไม่ได้ให้นักเรียนได้เรียนรู้ ให้ครอบคลุม 17 เป้าหมายมาก ยิ่งขึ้น รวมถึงการวางแผนระยะยาวในการพัฒนานักเรียน เพื่อเป็นพลโลกที่ดีต่อไป"

          ตัวอย่างข้างต้น คือ แนวทางของโรงเรียนที่เลือกใช้การสอนที่ปรับให้เข้ากับหลักสูตร และกิจกรรมของโรงเรียนที่ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งโรงเรียนอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ก็มีการนำไปปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่และบริบทแวดล้อม ของตนเอง อาทิ โรงเรียนบ้านคลองยาง จ.กระบี่ เลือกเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับรักษ์ชีวิตใต้น้ำ ได้มีการพาเด็กๆ ไปจัดกิจกรรมอนุรักษ์และใช้มหาสมุทร และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน หรือ ครูและนักเรียนชาวเขาเผ่าอาข่าโรงเรียนบ้านสันกอง จ.เชียงราย เลือกเป้าหมาย การเรียนรู้เรื่อง เมืองและชุมชนยั่งยืน โดยการอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมที่กำลัง จะสูญหายของตำนานแห่งพระขี่ม้า วัดถ้ำป่าอาชาทอง เป็นต้น

          นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่สำคัญในการที่เด็กๆ รุ่นใหม่จะได้เรียนรู้เรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืนและปลูกฝังความ รับผิดชอบไม่ใช่เพียงในฐานะของคนในชุมชน แต่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก ที่ปัจจุบันผลกระทบในภาพรวมล้วน เชื่อมโยงและส่งผลถึงกันหมดหมายเหตุ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.globalgoals.org / www.globalgoalsthailand.com / และเฟซบุ๊ค Globalgoals Thailand

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น