วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

10 ความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับวัคซีน

แปลและเรียบเรียงโดย คงเดช กี่สุขพันธ์, ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายสารนิเทศ (ดิจิทัล) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย


เนื่องในวันที่ 24-30 เมษายนนี้ เป็นสัปดาห์เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโลก หรือ World Immunization Week ยูนิเซฟประเทศไทยเลยถือโอกาสเขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับวัคซีน ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายสักหน่อยนะครับ

ยังมีเด็ก ๆ อีกจำนวนมาก ที่ไม่ได้รับวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพวกเขา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะยังมีคนเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องของวัคซีน ดังนั้น มาดูกันดีกว่าว่าความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับวัคซีน ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันนั้น แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

ความเข้าใจผิดที่ 1: คนเราต้องรับวัคซีนก็เฉพาะตอนต้องเดินทางไปที่กันดาร ๆ เท่านั้นแหละ
แม้ว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย โอกาสที่จะเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่ต้องอาศัยการรับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันนั้นเป็นไปได้ยาก แต่ด้วยเทคโนโลยีในการเดินทางที่ก้าวหน้าขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน เรือโดยสาร หรือแม้แต่รถไฟ ทำให้นักท่องเที่ยวจากต่างแดนสามารถท่องเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ ได้มากขึ้น และพวกเขาก็อาจนำพาโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างมาแพร่ให้กับเด็ก ๆ ได้ หากปราศจากการได้รับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

แผนที่ของ Council on Foreign Relations นี้ แสดงให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการรับวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน จะเห็นว่าในประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ยังคงมีการระบาดของโรคบางโรคอยู่ ฉะนั้น การให้เด็ก ๆ ได้รับวัคซีนจึงยังคงเป็นสิ่งจำเป็น

ความเข้าใจผิดที่ 2: การรับวัคซีนเป็นเรื่องการตัดสินใจส่วนบุคคล
บางคนเข้าใจว่าการจะรับหรือไม่รับวัคซีน ควรเป็นเรื่องของการตัดสินใจส่วนบุคคล เพราะมันเป็นเรื่องของภูมิคุ้มกันของเราเองนี่นา แต่ในความเป็นจริงแล้ว สังคมของเรามีความเกี่ยวพันเกี่ยวโยงกันอย่างมาก หากเด็ก ๆ ไม่ได้รับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นอกจากจะทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงแล้ว เด็ก ๆ คนอื่น ๆ รอบตัวพวกเขาก็จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงไปด้วย

มันก็เหมือนกับการที่เราควรจะหาผ้าหรือกระดาษทิชชู่มาปิดปากเมื่อจะจามบนรถเมล์ หรือการโทรศัพท์แจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อเห็นบ้านข้าง ๆ ไฟไหม้นั่นแหละครับ

ความเข้าใจผิดที่ 3: วัคซีนเป็นพิษ
หลายคนเรียนรู้มาว่าวัคซีนนั้นทำมาจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค จึงเข้าใจว่ามันเป็นพิษเป็นภัยต่อเด็ก ๆ แต่จริง ๆ แล้ววัคซีนนั้นเป็นสารก่อภูมิต้านทาน หรือ แอนติเจน ที่สกัดจากส่วนประกอบของเชื้อโรค โดยทำให้มีฤทธิ์อ่อนลงหรือตาย เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถจดจำแอนติเจนนี้ได้ และเมื่อได้รับอีกครั้ง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะสร้างแอนติบอดี้ และสามารถกำจัดได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

หากวัคซีนนั้นมีสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย บรรดาองค์กรสุขภาพต่าง ๆ คงจะไม่สนับสนุนการให้วัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแน่ ๆ และบรรดาคุณหมอก็คงไม่นำไปใช้อย่างแน่นอน

ความเข้าใจผิดที่ 4: วัคซีนไม่เป็นธรรมชาติ
ความเชื่อว่าวัคซีนเกิดจากการสกัด จึงไม่มีความเป็นธรรมชาตินั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด อย่างที่ได้อธิบายไปในข้างต้นแล้วว่ากระบวนการสกัดวัคซีนคือการทำให้แอนติเจน (ซึ่งก็คือเชื้อหรือสิ่งที่เป็นพิษ) นั้นมีฤทธิ์ที่อ่อนลงหรือตาย เพื่อนำไปฉีดให้กับร่างกาย เพื่อให้จดจำและสร้างแอนติบอดี้มากำจัดแอนติเจนเหล่านี้ได้ กระบวนการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพียงแต่มีวัคซีนเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นเท่านั้นเอง

ความเข้าใจผิดที่ 5: พ่อแม่เชื่อว่าตนรู้ดีที่สุดว่าลูก ๆ ต้องการอะไร
แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมรู้ดีที่สุดว่าลูก ๆ ของตนต้องการอะไร และนั่นก็คืออีกเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงควรตระหนักว่าการได้รับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ในแต่ละช่วงอายุนั้นจะสามารถช่วยชีวิตลูก ๆ ของพวกเขาได้

ความเข้าใจผิดที่ 6: พวกองค์กรต่าง ๆ ที่สนับสนุนวัคซีนต่างก็เป็นลูกไล่ของบริษัทยา
หลาย ๆ คนเชื่อว่าการที่องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้มาสนับสนุนการให้วัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคนั้น เป็นเพราะพวกเขาได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทยาต่าง ๆ แต่หากลองคิดในมุมกลับ หากปล่อยให้ผู้คนต้องล้มป่วยด้วยโรคภัยต่าง ๆ บริษัทยาเหล่านี้จะไม่ทำเงินได้มากกว่าการขายวัคซีนเพื่อป้องกันโรคหรือ?

ความเข้าใจผิดที่ 7: วัคซีนเป็นเหตุก่อให้เกิดโรคออทิสติก
ก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าความเชื่อนี้มาจากไหน แต่หากต้องให้ย้ำอีกเป็นล้านครั้ง ก็คงได้แต่บอกว่าความเชื่อนี้เป็นการเข้าใจที่ผิดเอามาก ๆ และศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐอเมริกาก็ออกมาชี้แจงด้วยผลการศึกษาหลายฉบับแล้วว่า วัคซีนไม่ได้เป็นเหตุก่อให้เกิดโรคออทิสติกแต่อย่างใด

ความเข้าใจผิดที่ 8: วัคซีนทำให้มีบุตรยากหรือเป็นหมัน
นี่เป็นหนึ่งในความเข้าใจผิดที่อันตรายมาก และนำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคและมีผู้เสียชีวิตนับมาถ้วน ทั้ง ๆ ที่ควรจะสามารถป้องกันเอาไว้ได้ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ผลกระทบของวัตซีนต่าง ๆ ต่อภาวการณ์มีบุตรยากได้ถูกศึกษาโดยละเอียดในงานศึกษาหลาย ๆ ชิ้น และไม่มีผลการศึกษาชิ้นใดที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเป็นเหตุและผลระหว่างการรับวัคซีนและภาวะการมีบุตรยากหรือเป็นหมันแต่อย่างใด

ความเข้าใจผิดที่ 9: ฉันไม่ใช่คนต่อต้านการรับวัคซีนนะ ฉันแค่อยากได้วัคซีน “ที่ปลอดภัย” เท่านั้น
ตามที่ได้อธิบายไปใน “ความเข้าใจผิดข้อที่ 3” แล้ว สรุปได้เลยว่าวัคซีนนั้น “ปลอดภัย” จริง ๆ แล้วมันยิ่งกว่าปลอดภัยเสียอีก เพราะมันช่วยชีวิตเด็ก ๆ ให้ปลอดภัยจากโรคร้ายต่าง ๆ ได้ด้วย

ความเข้าใจผิดที่ 10: แต่ถึงจะได้รับวัคซีนแล้ว ก็ยังเห็นคนเป็นโรคกันอยู่เลย ฉะนั้นจะรับวัคซีนไปทำไมกัน?
ไม่มีการป้องกันใดที่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่คนประมาณ 5-10% จะไม่เกิดการพัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาแม้ว่าจะได้รับวัคซีนแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าวัคซีนไม่ได้ผล และหากผู้คนไม่ได้รับวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแล้วละก็ จำนวนของผู้ที่ติดเชื้อโรคต่าง ๆ ที่สามารถป้องกันได้ด้วยการรับวัคซีนก็จะเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่มาก ๆ

แปลและเรียบเรียงจากบทความ 10 Outrageous Things You May Have Heard About Vaccines

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น