วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

เติบโตขึ้นที่จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว

ในหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว แม่วัยสาวต่อสู้เพื่อเลี้ยงดูลูกสาวที่เกิดในวันที่เกิดภัยพิบัติ

โดย Avinashi Paudel

อมิตา กูรุง อุ้มลูกสาววัย 11 เดือน อาภิตา ในหมู่บ้าน Chomar, Photo by Chandra Shekhar Karki for UNICEF.

กอร์ขา เนปาล - “ฉันรักลูกสาวฉันมากที่สุดในโลก” อมิตา กูรุงกล่าว ขณะอุ้มทารกน้อยอาภิตาแน่น “แต่เมื่อฉันคิดถึงวันที่เค้าเกิด ฉันก็รู้สึกอยากร้องไห้”

วันนั้นเป็นวันที่แผ่นดินไหวรุนแรงเกิดขึ้นที่ตอนกลางของเนปาลในเดือนเมษายนปีที่แล้ว โดยหมู่บ้านของ อมิตาตั้งอยู่จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว

มันเป็นช่วงเที่ยงวันเสาร์ที่น่าเบื่อวันหนึ่ง อมิตาตั้งท้องได้เก้าเดือนกำลังนอนดูทีวีอยู่บนเตียง ทันใดนั้น เธอได้ยินเสียงรัวเร็วและเสียงน้องสาวตะโกน “แผ่นดินไหว แผ่นดินไหว” อมิตาพาท้องแก่ออกมาจากบ้านที่กำลังพังทลายขณะที่ทุกสิ่งสั่นไหวเป็นเสมือนฝันร้ายสำหรับแม่วัยสาวคนนี้

ในคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน (VDC) Barpak ของหมู่บ้าน Snan ประชาชนได้รวบรวมและเก็บอาหารจากเศษซากของร้านค้าหมู่บ้าน อมิตารู้สึกปวดท้องหลังจากแผ่นดินไหวไม่กี่ชั่วโมง เธอบอกพ่อตาและเขาก็รู้ทันทีว่าอมิตาปวดท้องคลอด ไม่นานหลังจากนั้น อมิตาจึงถูกนำตัวเข้ามาในคอกวัว

หลังปวดท้องคลอดอย่างรุนแรงเป็นเวลา 3 ชั่วโมง เสียงร้องแรกของอาภิตานำพาชีวิตกลับมายังหมู่บ้าน Snan อีกครั้ง ครอบครัวและชาวบ้านต่างรู้สึกกลัวเกรงพลังธรรมชาติที่สามารถสร้างหายนะและเบ่งบานได้ในเวลาเดียวกัน

“มีคนตายมากมายในหมู่บ้านวันนั้น แต่เราสองคนมีชีวิตรอด” อมิตาถอนหายใจ “แม้ว่าจะรู้สึกแปลก แต่ฉันก็มีความสุขที่เราสองคนรอดชีวิต”

หลังจากที่อาภิตาคลอด ความสุขของแม่คนใหม่ก็ถูกครอบงำด้วยความกังวลพื้นฐานเกี่ยวกับการรอดชีวิต “ทุกอย่างถูกทำลายและฝังอยู่ใต้ดิน ฉันกังวลว่าเราจะกินอะไร จะใส่อะไร และจะนอนที่ไหน” อมิตาหวนนึกถึง “ฉันสงสัยว่าการสั่นไหวต่อเนื่องนี้จะส่งผลเสียวต่อลูกสาวฉันไหม”

อมิตาวางแผนไปยังศูนย์สุขภาพเพื่อคลอดลูก แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน เธอไม่สามารถแม้แต่จะพบกับอาสาสมัครสุขภาพชุมชนที่เป็นผู้หญิง (FCHV) เมื่อปวดท้องคลอด “ฉันคิดว่าสถานีอนามัยอาจถูกทำลายไปแล้ว และฉันก็กังวลว่าฉันและลูกสาวฉันจะหายาได้จากที่ไหนบ้าง หากเราต้องการยา” เธอ
กล่าว

อมิตารู้สึกขอบคุณสมาชิกในครอบครัวเธอที่ดูแลเธอในช่วงเวลาที่ทุกคนสนใจแต่ความปลอดภัยของตัวเอง แม้ว่าจะมีความยากลำบาก ครอบครัวเธอก็หาน้ำร้อนให้เธอดื่ม และต้มบะหมี่สำเร็จรูปให้ทาน พวกเขารวบรวมไม้และเสื้อผ้ามาทำเป็นเตียงชั่วคราวสำหรับแม่คนใหม่และลูกสาว จากนั้นก็นำน้ำมันเนย ข้าวและไข่มาให้ เพื่อเสริมสร้างภาวะโภชนาการแม่

เฉกเช่นเดียวกับคนวัยหนุ่มสาวอื่นๆ ในหมู่บ้านนี้ สามีของอมิตาเดินทางไปทำงานที่สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เขาเห็นหน้าตาลูกสาวเมื่ออมิตาเอารูปอาภิตาขึ้นอินเตอร์เน็ตผ่านทางบัญชีของเพื่อน “เขาบอกว่าลูกสาวเราสวยมาก” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

อมิตา กูรุง อุ้มลูกสาววัย 11 เดือน อาภิตา ในหมู่บ้าน Chomar, Photo by Chandra Shekhar Karki for UNICEF.

เกือบหนึ่งปีหลังจากแผ่นดินไหว อมิตายังคงใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์พักพิง CGI ไกลออกมาจากหมู่บ้านเดินของเธอร่วมกับครอบครัวอีก 40 ครอบครัว ก่อนแผ่นดินไหว อมิตามีบ้านที่สะอาดและสวยงาม บ้านของเธอมีเตาไฟที่ไม่มีควัน และไม่มีห้องน้ำและน้ำประปาใกล้บ้าน “แต่ที่นี่ไม่สะดวกสบายเลย โดยเฉพาะเมื่อฝนตก ตามมาด้วยลูกเห็บ และลมแรง” อมิตากล่าว “ห้องน้ำอยู่ไกลออกไปและเหม็น น้ำประปาก็อยู่ไกลและน้ำก็ขาดแคลน”

แม้ว่าจะมีสภาพการใช้ชีวิตที่น่าเศร้า อมิตาก็ให้อาภิตาได้รับวัคซีนที่จำเป็นครบถ้วน เธอพูดคุยกับอาสาสมัครสุขภาพชุมชนอย่างสม่ำเสมอถึงวิธีการดูแลลูกสาวและให้อาหารที่ดีขึ้น อาภิตาเป็นเด็กทารกที่ตื่นตัวมาก และกำลังจะเริ่มเดิน แต่แม่ก็เสียใจว่าเธอไม่สามารถจัดหาบ้านและสุขภาพที่ดีกว่านี้ให้กับลูกตนเอง “อาภิตาไม่สบายเพราะไอบ่อย” เธอกล่าว “อาจเป็นเพราะผ้าปูที่นอนของ CGI เย็นมากและเพราะควันไฟจากการทำ อาหารในร่ม”

แม้ไม่แน่ใจว่าเธอจะสามารถให้ชีวิตที่ดีกว่านี้แก่ลูกสาวได้เมื่อไร แต่เมื่อสภาวะต่าง ๆ เสถียรกว่านี้ คุณแม่คนนี้ก็มีความตั้งใจอยู่ประการหนึ่ง ซึ่งเธอจะไม่ปล่อยให้ลูกสาวเผชิญชะตากรรมเดียวกัน นั่นคือ การแต่งงานตั้งแต่วัยเยาว์และไม่ได้รับการศึกษาต่อเนื่องจากการตั้งครรภ์ “ฉันต้องการให้อนาคตของลูกสาวฉันแตกต่างจากตัวฉัน” อมิตากล่าว “ฉันอยากให้เค้าได้รับการศึกษาเท่าที่เค้าต้องการ”

ยูนิเซฟทำงานร่วมกับรัฐบาลเนปาลและพันธมิตรด้านการพัฒนาอื่น ๆ ในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวมากที่สุด 14 เขต เพื่อเสริมสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการด้านสุขภาพ การศึกษา โภชนาการ และน้ำ สุขาภิบาล และสุขอนามัยทั้งหมดให้แก่เด็กที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวเช่นเดียวกับอาภิตากว่า 1.1 ล้านคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น