วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

มาร่วมผลักดันกฎหมายเพื่อควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กในประเทศไทย



เขียนโดย: นภัทร พิศาลบุตร, คงเดช กี่สุขพันธ์

เชื่อหรือไม่ว่า จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและองค์การยูนิเซฟ ในปี พ.ศ.2555 พบว่า มีทารกในประเทศไทยเพียง 12% เท่านั้นที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรกหลังตลอด ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญในการที่จะทำให้เด็กมีสุขภาพและพัฒนาการที่ดี และเป็นพื้นฐานที่มั่นคงเพื่ออนาคตของชาติ

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่านมแม่คืออาหารที่ดีที่สุด และมีหลักฐานทางวิชาการยืนยัน องค์การอนามัยโลกและองค์การยูนิเซฟ ก็ได้แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรกหลังคลอด และเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร่วมกับอาหารตามวัยจนลูกอายุ 2 ปี หรือมากกว่านั้น


แต่ถึงกระนั้น ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทำให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ลดน้อยลง และหนึ่งในปัจจัยสำคัญนั้น ก็คือการโฆษณาและส่งเสริมการขายนมผงที่เห็นได้โดยทั่วไป ซึ่งทำให้แม่เชื่อว่าผลิตภัณฑ์นมผงจะช่วยให้เด็กฉลาดและแข็งแรง บางผลิตภัณฑ์มีความพยายามในการโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์ของตนใกล้เคียงนมแม่ ส่งผลให้แม่ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาให้ลูกแทนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากนี้ สิ่งที่พบเห็นบ่อยในโฆษณาคือ การโฆษณาสารอาหารต่างๆ ที่ถูกเติมลงไปในนมผง โดยไม่ได้บอกว่าในนมแม่มีสารอาหารเหล่านี้อยู่ในปริมาณที่มากกว่า และร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าด้วย

คำถามจึงมีอยู่ว่า มีความพยายามใดๆ หรือไม่ ที่จะเข้ามากำกับดูแลไม่ให้มีการโฆษณาที่เกินจริง และให้แม่และครอบครัวได้รับข้อมูลที่รอบด้าน ถูกต้อง และเป็นจริง ช่วยให้พวกเขาสามารถตัดสินใจเลือกอาหารที่ดีที่สุดให้กับลูกได้

หลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารทดแทนนมแม่

ในปี พ.ศ.2524 สมัชชาสุขภาพโลก (World Health Assembly) และประเทศสมาชิก ได้มีมติรับรองหลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารทดแทนนมแม่ (International Code of Marketing of Breast Milk Substitutes หรือ Code) ซึ่งกำหนดไว้เพื่อปกป้องสุขภาพเด็กทุกคนให้เด็กได้กินนมแม่ เพราะนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก และเพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อจำเป็นต้องใช้อาหารอื่นแทนนมแม่ แม่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนผ่านวิธีการตลาดที่เหมาะสม

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง "หลักเกณฑ์สากลว่าด้วยเรื่องการตลาดอาหารทดแทนนมแม่" ตั้งแต่ พ.ศ.2524 และปรับปรุงเรื่อยมาจนถึง "หลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พ.ศ.2551" แต่ยังไม่มีการทำหลักเกณฑ์นี้ให้เป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้อย่างจริงจัง





จนถึงปัจจุบัน มี 37 ประเทศทั่วโลกที่ออกกฎหมายครอบคลุมหลักการของ Code ทั้งหมด และอีก 47 ประเทศที่ออกกฎหมายครอบคลุมหลักการของ Code ส่วนใหญ่


อุตสาหกรรมนมผงพยายามเข้าถึงแม่ในทุกวิถีทาง

จากการติดตามการส่งเสริมการตลาดของอุตสาหกรรมนมผงในประเทศไทย 1 และงานวิจัยของสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ 2 3  พบว่าบริษัทมีการละเมิด Code อย่างแพร่หลาย ทั้งแบบโจ่งแจ้งและไม่โจ่งแจ้ง ดังจะเห็นได้จากอินโฟกราฟิกด้านล่างนี้




โดยในปัจจุบัน เราได้เห็นอุตสาหกรรมนมผง ใช้ 6 เครื่องมือหลักในการเข้าถึงตัวแม่และครอบครัว ได้แก่
  • การตลาดอินเทอร์เน็ต โดยผ่านทางการสร้างเครือข่ายแม่และครอบครัว การให้ผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ (Online Influencer) และดารา (Celebrity) ในการช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์
  • การส่งเสริมการขาย โดยผ่านการลด แลก แจก แถม การประกวด และการชิงโชคต่างๆ เพื่อจูงใจให้ซื้อผลิตภัณฑ์
  • การตลาดทางตรง โดยผ่านการจัดกิจกรรมในห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล
  • การโฆษณา ผ่านทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสื่ออื่นๆ ที่มีกลุ่มแม่และเด็กเป็นเป้าหมาย
  • การบริหารจัดการลูกค้า (CRM) โดยมีการทำฐานข้อมูลจัดเก็บ เพื่อใช้ในการติดต่อเพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลกิจกรรมส่งเสริมการขาย
  • พนักงานขาย หรือบุคลากรทางการแพทย์ มาแนะนำเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผลิตภัณฑ์




นอกเหนือจากการแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์แล้ว บางครั้งก็มีการแจกอุปกรณ์ หรือของชำร่วย ที่มีตราหรือสัญลักษณ์อื่นๆ ของผลิตภัณฑ์ บางครั้งก็มีการแจกจ่ายให้แก่สถานพยาบาล ซึ่งเมื่อแม่และครอบครัวได้รับแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ หรือของขวัญที่มีตราผลิตภัณฑ์แล้ว ก็อาจทำให้แม่และครอบครัวเข้าใจว่าบุคลากรทางการแพทย์หรือสถานพยาบาลดังกล่าว มีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์นี้

ผู้ประกอบการหลายราย เลือกใช้วิธีการประชาสัมพันธ์แบบเชื่อมโยง โดยการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับเด็กโตให้ใกล้เคียงกับนมสำหรับทารก ซึ่งห้ามโฆษณา แน่นอนว่าผู้รับชมโฆษณาไม่ใช่แค่ครอบครัวของเด็กโตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัวของทารกแรกเกิดด้วย โดยหวังผลให้เกิดการเชื่อมโยงว่าเมื่อจะมองหานมผงสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 1 ปี ก็จะนึกถึงแบรนด์นี้

ในยุคดิจิทัลนี้ ผู้บริโภคสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากอินเทอร์เน็ต แต่ผู้ประกอบการก็อาศัยเทคนิคที่เรียกว่า Search Engine Optimization (SEO) และการซื้อ AdWords จาก Google เพื่อให้เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตน ปรากฏเป็นผลการค้นหาลำดับต้นๆ เมื่อมีคนพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับนมแม่หรือนมผงอีกด้วย

ทำไมการมีกฎหมายมาควบคุมจึงสำคัญ

เพราะเมื่อบริษัทโฆษณาถึงสารอาหารต่างๆ ที่เติมเข้าไปในนมผง ทำให้แม่และครอบครัวเข้าใจว่านมผงมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อเด็กมากเทียบเท่านมแม่ และสามารถใช้ทดแทน หรือควบคู่ไปกับนมแม่ได้ ในขณะเดียวกัน บริษัทก็ไม่ได้ให้ข้อมูลต่างๆ ตามที่กำหนดอยู่ในหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็กอย่างครบถ้วน ทำให้แม่ ครอบครัว และประชาชน มีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเรื่องอาหารทารกและเด็กเล็ก

กฎหมายจึงมีบทบาทในการเข้ามาห้ามปรามบริษัท มิให้ทำการโฆษณาหรือส่งเสริมการตลาด ช่วยให้แม่และครอบครัวได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านที่สุดเกี่ยวกับทั้งนมแม่ นมผง และอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดอื่นๆ ซึ่งช่วยให้แม่และครอบครัวตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแก่ลูกได้




มีหลักฐานจากหลายประเทศที่แสดงให้เห็นว่าการมีกฎหมายมาเพื่อกำกับดูและ และควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็ก ช่วยส่งเสริมปัจจัยที่เอื้อต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เช่น ในประเทศฟิลิปปินส์พบว่า การออกกฎหมายควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็กในปี ค.ศ.1986 ส่งผลให้การแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในโรงพยาบาลลดลงจาก 57.5% ในปี ค.ศ.1986 ลงเหลือ 2.8% ในปี ค.ศ.1988

แต่ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะประกาศใช้หลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมานานถึง 30 ปีแล้ว แต่เนื่องจากไม่ได้ออกเป็นกฎหมายและไม่มีบทลงโทษ จึงไม่สามารถป้องปราม หรือบังคับใช้การก่อนเกิดการสื่อสารหรือโฆษณาได้ และทำให้พบการละเมิดหลักเกณฑ์ฯ อย่างแพร่หลาย ฉะนั้นลำพังเพียงหลักเกณฑ์จึงไม่เพียงพอสำหรับควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กที่ดำเนินการอยู่ในประเทศไทย

ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องร่วมกันแสดงพลังสังคม ช่วยผลักดันกฎหมายเพื่อควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กในประเทศไทย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม, การศึกษาวิธีการสื่อสารรณรงค์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ผ่านการศึกษาปัจจัยเกื้อหนุน / อุปสรรคที่มีผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  2. บวรสรรค์ เจี่ยดำรง, การสื่อสารการตลาดอุตสาหกรรมนมผงกับการละเมิด Code
  3. ชมพูนุท ไทยจินดา ฐิติกร โตโพธิ์ไทย นิศาชล เศรษฐไกรกุล และทักษพล ธรรมรังสี, การปฏิบัติตามนโยบายการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของบุคลากรสาธารณสุข และการทำแผนการตลาดของบริษัทนมผงในสถานพยาบาลของรัฐ









ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น