วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การศึกษาปฐมวัยส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กอย่างไร



เรื่องโดย เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา / วิดีโอโดย เมธี เถื่อนทับ

เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม 2559

เชียงใหม่, 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559 – สุชานรี ยาบัว หรือ “น้องอาย” จูงมือพ่อขณะเดินทางไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลเมืองแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ทันทีที่เธอเดินเข้าไปในบริเวณโรงเรียนและสวัสดีคุณครูแล้ว เพื่อนสนิทก็ชวนเธอไปสนามเด็กเล่นเพื่อรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่กำลังสนุกกับของเล่นชิ้นโปรด


สุชานรี ยาบัว หรือ “น้องอาย”
© UNICEF Thailand/2016/Metee Thuentap

“คุณแม่ส่งน้องอายไปที่ศูนย์เพราะอยากให้เขามีพัฒนาการที่ดี” สุวิมล ยาบัว แม่ของน้องอายกล่าว ตอนนี้น้องอายอายุเกือบห้าปี และมาที่ศูนย์แห่งนี้เป็นเวลาสองปีแล้ว

“ตอนแรกก็กังวลว่าน้องอายจะเข้าสังคมได้มั้ยเพราะอยู่บ้านกับคุณพ่อกับคุณแม่มาตลอด ส่วนใหญ่น้องอายก็เล่นคนเดียว แต่ตั้งแต่มาที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก น้องอายก็เริ่มรู้จักการผูกมิตรและมีทักษะการเข้าสังคมที่ดี” สุวิมลกล่าว

ยังคงมีเด็กจำนวนมากในประเทศไทยที่ไม่ได้รับบริการด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยและไม่มีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่เหมือนน้องอาย จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2555 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติโดยการสนับสนุนขององค์การยูนิเซฟพบว่า ร้อยละ 16 ของเด็กอายุ 3-5 ปีในประเทศไทยไม่ได้เรียนในหลักสูตรปฐมวัย

ห้าปีแรกของชีวิตเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับพัฒนาการของเด็ก เพราะเป็นช่วงที่สมองเด็กพัฒนามากที่สุดและเร็วที่สุด เมื่อเด็กอายุได้ 3 ปี สมองของพวกเขาก็สร้างจุดเชื่อมต่อเซลล์ประสาทขึ้นมาถึง 1,000 ล้านล้านจุด  นับเป็นจำนวนที่มากเป็นสองเท่าของสมองผู้ใหญ่เลยทีเดียว 

ห้าปีแรกของชีวิตเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับพัฒนาการของเด็ก
© UNICEF Thailand/2016/Metee Thuentap
และนี่เป็นช่วงที่การศึกษาปฐมวัยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ผลสำรวจเดียวกันนี้เผยว่า ร้อยละ 94 ของเด็กอายุ 3-5 ปีที่เข้าเรียนในหลักสูตรก่อนวัยเรียนมีพัฒนาการเป็นไปตามเกณฑ์ ในขณะที่มีเด็กวัยเดียวกันเพียงร้อยละ 77 ที่ไม่ได้เข้าเรียนในหลักสูตรก่อนวัยเรียนที่มีพัฒนาการเป็นไปตามเกณฑ์

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กในช่วงอายุน้อย ๆ และประสบการณ์ที่ได้รับจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพวกเขา” ฮิวจ์ เดลานีย์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา ยูนิเซฟประเทศไทย กล่าว “เด็กที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดี รวมทั้งโภชนาการและการส่งเสริมที่เหมาะสม หรือเด็กที่ประสบกับความรุนแรงหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ตึงเครียด อาจได้รับผลกระทบเชิงลบที่จะติดตัวเด็กไปจนตลอดวัยผู้ใหญ่ของเขา”

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเด็กทุกคนที่ได้รับการศึกษาปฐมวัยจะได้รับบริการที่มีคุณภาพเสมอไป ในปีพ.ศ. 2556 ผลการประเมินของกรมอนามัยเผยว่า ร้อยละ 67 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 20,000 แห่งทั่วประเทศเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพ 

โดยส่วนใหญ่แล้ว คุณภาพของศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยจะขึ้นอยู่กับทักษะและความรู้ของเจ้าหน้าที่ดูแลเด็กผู้ให้บริการ ยูนิเซฟร่วมมือกับพันธมิตรจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่เจ้าหน้าที่เหล่านี้เพื่อให้พวกเขาเข้าใจแนวความคิดของการพัฒนาเด็กในทุก ๆ ด้านแบบองค์รวม รวมทั้งมีความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการสนับสนุนและติดตามพัฒนาการของเด็ก นอกจากนี้พวกเขายังได้เรียนรู้ทักษะของการให้คำปรึกษาซึ่งจะเป็นประโยชน์เมื่อร่วมมือกับผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก 

วนิดา ประราศรี ผู้ดูแลเด็ก ซึ่งได้รับการอบรมจากยูนิเซฟ
© UNICEF Thailand/2016/Metee Thuentap
“การอบรมเช่นนี้มีประโยชน์เพราะเป็นการช่วยให้ผู้ดูแลเด็กได้พัฒนาทักษะการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กเล็ก” วนิดา ประราศรี ผู้ดูแลเด็กของศูนย์กล่าว “เราได้ศึกษาวิธีพัฒนาสื่อการเรียนรู้และเทคนิคใหม่ ๆ ในการกระตุ้นความคิดของเด็ก ๆ เหล่านั้น” 

ตั้งแต่ปีที่แล้ว มีผู้ดูแลเด็กกว่า 200 คนที่ได้รับการฝึกอบรมและนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในศูนย์สาธิต 24 แห่งซึ่งดูแลเด็กถึง 3,000 คน ศูนย์สาธิตเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหานคร โดยศูนย์ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการที่มีเจ้าหน้าที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี ตลอดจนการส่งเสริมให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการ การใช้สื่อการเล่นและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย รวมทั้งการประเมินการเรียนรู้และพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็ก บนพื้นฐานของมาตรฐานการวัดพัฒนาการเรียนรู้เด็กปฐมวัย (Early Childhood Learning Development - ELDS)

มาตรฐาน ELDS กำหนดระดับความรู้และกิจกรรมที่วัดได้สำหรับเด็กอายุ 0-5 ขวบ โดยมีการวัดมาตรฐานสำหรับพัฒนาการของเด็กใน 7 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านกายภาพ ด้านสังคม ด้านอารมณ์ ด้านสติปัญญา ด้านภาษา ด้านศีลธรรม และด้านความคิดสร้างสรรค์

“ยูนิเซฟและพันธมิตรปรารถนาที่จะเห็นการนำมาตรฐานและแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัยเหล่านี้ไปใช้ที่ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยทุกแห่งทั่วประเทศ” เดลานีย์กล่าว “เราต้องการเห็นกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนพัฒนาการของเด็กแบบองค์รวม ไม่ใช่เน้นแค่บางทักษะอย่างเช่นการอ่านหรือเขียนเท่านั้น”

ผู้ปกครองก็มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กด้วยเช่นกัน

คุณพ่อและคุณแม่ของน้องอาย
© UNICEF Thailand/2016/Metee Thuentap
 
เดลานีย์กล่าวต่อว่า “ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้เพราะเด็กใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากกว่าที่ศูนย์  พ่อแม่สามารถใช้เวลาในแต่ละวันอย่างมีคุณภาพกับลูก ๆ ได้ด้วยการอ่านหนังสือให้ฟังหรือเล่นกับพวกเขา”

นอกเหนือจากการเสริมทักษะที่จำเป็นให้แก่ผู้ดูแลเด็กแล้ว ยูนิเซฟยังมอบเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามความก้าวหน้าของเด็ก เพื่อช่วยในการสังเกตว่าเด็กมีพัฒนาการช้าในด้านใดหรือไม่ และหาวิธีช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านั้น นอกจากนี้ยูนิเซฟยังแจกจ่ายชุดหนังสือนิทาน 39 เล่ม พร้อมด้วยสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กเล็กให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย 630 แห่งทั่วประเทศอีกด้วย

วนิดากล่าวว่า “การฟังนิทานช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะการฟัง การพูด การร้องเพลง รวมถึงการเรียนรู้จากการคิดอย่างมีเหตุผลผ่านเรื่องราวและตัวละครในนิทาน ส่วนผู้ดูแลเด็กก็สามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้ด้วยการถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวในนิทาน”

ในปัจจุบัน องค์การยูนิเซฟมีการทำงานร่วมกับรัฐบาลในการขยายแนวความคิดเรื่องพัฒนาการของเด็กปฐมวัยแบบองค์รวมเพื่อให้เด็ก ๆ อย่างน้องอายมีโอกาสพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

ผลที่ได้จากการพัฒนาเด็กปฐมวัยนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กเองแล้ว ยังดีต่อสังคมโดยรวมอีกด้วย

“ผลตอบแทนที่ได้นั้น ไม่เพียงแต่เด็กจะได้รับการศึกษาที่ดีขึ้นและมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น แต่ยังส่งผลต่อแรงงานที่เข้มแข็งขึ้นในอนาคต ไปจนถึงสังคมที่มีความเท่าเทียม แน่นแฟ้น และเจริญยิ่งขึ้นด้วย” เดลานีย์กล่าวทิ้งท้าย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น