วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของประเทศไทยช่วยครอบครัวยากจนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


 
อภิญญา สัตตารัมย์ กำลังประคองลูกน้อยของเธอชื่อ น้องเพลง ซึ่งต้องให้อาหารทางสายยาง
© UNICEF Thailand/2016/Jingjai N


ผู้เขียน
เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และ แอนดี้ บราวน์ องค์การยูนิเซฟ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

อภิญญาเป็นหญิงวัย 27 ปี เธอมีบุตรสองคน คนโตอายุ 8 ขวบ ส่วนในภาพคือบุตรคนเล็กของเธอชื่อ น้องเพลง น้องเพลงเกิดเมื่อเดือนกันยายน 2558 เขามีร่างกายเล็กและบอบบาง ที่แก้มซ้ายมีเทปติดยึดสายยางสำหรับให้อาหาร และเหนือหน้าผากมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ น้องเพลงไม่สามารถกินนมจากอกแม่เนื่องจากมีปัญหาสำลักน้ำคร่ำขณะคลอด อภิญญาจึงต้องออกจากงานเพื่อใช้เวลาทั้งหมดในการดูแลบุตรคนนี้

อภิญญาเล่าว่า "เพลงกินนมจากอกแม่ไม่ได้ ดิฉันจึงต้องให้อาหารลูกทางสายยาง และต้องใช้จ่ายเดือนละ 2,000 ถึง 3,000 บาทสำหรับเลี้ยงดูเขา"

ครอบครัวของอภิญญามีฐานะยากจนมาก พวกเขาอาศัยอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย บ้านของอภิญญาถูกสร้างขึ้นโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมีสภาพทรุดโทรมมาก ครอบครัวนี้ดำรงชีวิตโดยอาศัยรายได้จากสามีของอภิญญา ซึ่งทำงานในร้านจำหน่ายเครื่องมือและวัสดุก่อสร้าง โดยได้รับค่าจ้างประมาณเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับเบี้ยยังชีพผู้พิการเดือนละ 800 บาทที่อภิญญาได้รับเนื่องจากอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ครอบครัวนี้ก็ต้องดำรงชีวิตอย่างอัตคัดขัดสน


ในเดือนตุลาคม 2558 รัฐบาลไทยได้เริ่มโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ยากจน ครอบครัวของอภิญญาอยู่ในกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ โดยช่วงแรกเธอได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 400 บาทและเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 600 บาทในเวลาต่อมา เงินช่วยเหลือนี้ได้เปลี่ยนชีวิตของเธอให้ดีขึ้นมาก เธอพูดว่า "ดิฉันใช้เงินจำนวนนี้สำหรับค่าผ้าอ้อมของเพลง และค่าเดินทางเพื่อพาลูกไปหาหมอ"

ในเดือนมิถุนายน 2559 น้องเพลงต้องเข้าโรงพยาบาล ส่งผลให้อภิญญาต้องใช้ทั้งหมดที่ได้รับจากโครงการเงินอุดหนุนฯ เพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาลของบุตรชาย ระหว่างที่เขาอยู่ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลประจำจังหวัด เธอยังต้องเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลมหาราชจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีความพร้อมมากกว่าโรงพยาบาลที่จังหวัดของเธอ อภิญญาเล่าว่า "ระหว่างที่น้องเพลงอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราช ดิฉันต้องเช่าห้องพักที่โคราชเพื่อจะได้คอยดูแลลูก"


โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็ก


นลินทิพย์ พุ่มมะรินทร์ กับลูกน้อยวัย 5 เดือนของเธอชื่อ อั่งเปา และบุตรคนโตชื่อ อันปัน ครอบครัวของนลินทิพย์ อาศัยอยู่ที่จังหวัดสมุทรสงคราม และได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็ก ซึ่งช่วยลดภาระของครอบครัวในด้านค่าใช้จ่ายสำหรับอั่งเปา
© UNICEF Thailand/2016/Andy Brown


องค์การยูนิเซฟทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยอย่างใกล้ชิดในการออกแบบโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็ก โดยผลจากการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟพบว่า ค่าใช้จ่ายเฉพาะด้านอาหารของเด็กเล็กอยู่ที่เดือนละ 579 ถึง 812 บาท โครงการเงินอุดหนุนฯ ในระยะแรก ได้ให้เงินช่วยเหลือเดือนละ 400 บาทสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ปี และในเดือนมีนาคม 2559 ได้ขยายให้ครอบคลุมเด็กจนถึงอายุ 3 ปี รวมถึงเพิ่มจำนวนเงินช่วยเหลือเป็นเดือนละ 600 บาท

ครอบครัวที่เข้าข่ายได้รับเงินช่วยเหลือภายใต้โครงการนี้ จะต้องอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่สมาชิกของครอบครัวมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 3,000 บาทต่อคน นโยบายให้เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็กไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์สำหรับครอบครัวในกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบให้ลดช่องว่างความยากจนในสังคมไทยอีกด้วย การใช้จ่ายเงินเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะจะช่วยให้เด็ก ๆ มีสุขภาพและผลการเรียนที่ดีขึ้น รวมถึงมีโอกาสได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นในอนาคต

โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย อธิบายว่า "ช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุหกปี เป็นช่วงวัยสำคัญที่สุดสำหรับพัฒนาการทางการรับรู้และทางร่างกายของเด็ก การลงทุนเพื่อพัฒนาเด็กในช่วงวัยนี้จึงมีความสำคัญที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุดในระยะยาว ทั้งสำหรับเด็กแต่ละคนและสังคมโดยรวม"

"การขยายความช่วยเหลือไปสู่ครอบครัวที่มีเด็กเล็กอายุ 0-3 ปี เป็นก้าวสำคัญของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็ก ในอันที่จะเข้าถึงเด็ก ๆ ที่ยากจนและด้อยโอกาสที่สุดของประเทศ โดยมีแนวโน้มสูงที่จะช่วยลดปัญหาความยากจนของเด็กและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ"


ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (South-south cooperation)



เพ็คกี้ มัสวานกานยี กับลูกน้อยของเธอชื่อ ฮลามลานี ครอบครัวของเพ็คกี้อาศัยอยู่ที่ Mtsetweni ประเทศแอฟริกาใต้ และได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ R350 [ประมาณ 24 เหรียญ] เพื่อการเลี้ยงดู ฮลามลานี ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับครอบครัวนี้
© UNICEF South Africa/2011/Marinovich


ในระหว่างการจัดทำโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็กนั้น องค์การยูนิเซฟใช้ประโยชน์จากความร่วมมือใต้-ใต้ (South-south cooperation) ด้วยความเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดมักมาจากประเทศที่มีประสบการณ์จากการดำเนินงานแก้ปัญหาเดียวกันมาก่อน โดยได้พิจารณาวิธีดำเนินโครงการสวัสดิการสังคมที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เช่น ประเทศบราซิล ประเทศจีน และประเทศแอฟริกาใต้

ในการประเมินผลกระทบของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กในประเทศแอฟริกาใต้เมื่อปี 2555 ทำให้ได้ข้อมูลที่ชี้ชัดว่าเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุน โดยเฉพาะในกลุ่มที่เข้าร่วมในโครงการตั้งแต่แรกเกิดนั้น มีผลการเรียนดีกว่าเด็กอื่น ๆ และเรียนจบในชั้นที่สูงกว่า อีกทั้งประสบปัญหาป่วยไข้หรือภาวะเตี้ยแคระแกร็นน้อยกว่า และได้รับบริการติดตามตรวจวัดความเจริญเติบโตโดยผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพมากกว่าเด็กอื่นๆ

ในเดือนพฤษภาคม 2555 องค์การยูนิเซฟได้จัดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยจำนวน 9 คนเดินทางไปศึกษาดูงานโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กของประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลร่วมเดินทางไปด้วยหลายคน รวมถึง รศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับความเชื่อถืออย่างกว้างขวาง
คริสทีน่า โปปิวาโนว่า หัวหน้าฝ่ายนโยบายสังคม องค์การยูนิเซฟ กล่าวถึง "จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ" ในความพยายามขององค์การยูนิเซฟเพื่อโน้มน้าวให้รัฐบาลไทยสนับสนุนนโยบายนี้ ก็คือการเดินทางศึกษาดูงานครั้งนั้น ซึ่งนำโดยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านการวางแผนของรัฐบาล โดยคณะผู้ร่วมเดินทางประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงต่าง ๆ ที่จะมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำและดำเนินโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กในประเทศไทย

ครีสทีน่าเล่าว่า "ระหว่างการศึกษาดูงานครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยและองค์การยูนิเซฟได้ทำงานร่วมกันวันละ 12 ชั่วโมงเพื่อหารือกันถึงประเด็นเหล่านี้ และศึกษาระบบการจ่ายเงินอุดหนุนที่ซับซ้อนมาก ซึ่งถูกนำมาใช้อย่างได้ผลเป็นรูปธรรมในประเทศที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับเดียวกับประเทศไทย"

หลังจากการเดินทางครั้งนั้น ดร. วรากรณ์ ได้กลายเป็นพันธมิตรคนสำคัญ เขาได้สนับสนุนแผนการให้เงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กเล็กผ่านทางการเขียนบทความในสื่อต่างๆ และการอธิบายถึงประโยชน์ของแผนดังกล่าวในรายการวิทยุรายสัปดาห์ของเขา คริสทีน่าเล่าเพิ่มเติมว่า "การสนับสนุนของ ดร. วรากรณ์ คือกำลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะบุคคลที่สังคมให้ความเชื่อถือเช่นเดียวกับเขานั้น ล้วนมีเครือข่ายของตนเองที่ประกอบด้วยผู้คนจำนวนมาก ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดของเขาไปด้วย"

องค์การยูนิเซฟหวังว่า โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของประเทศไทยจะเป็นตัวอย่างสำหรับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งนี้ รัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคนี้จะประชุมกันที่ประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2559 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือใต้-ใต้ (South-south cooperation) ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการคุ้มครองเด็ก สวัสดิการสังคม และบริการสุขภาพถ้วนหน้า


เรื่องของหนูน้อยมนลักษณ์


หนูน้อยมนลักษณ์กับบิดามารดาที่บ้านของเธอในจังหวัดเชียงใหม่
© UNICEF Thailand/2016/Metee Thuentap


หนูน้อยมนลักษณ์คือเด็กอีกคนหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็ก เธอเกิดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 เป็นลูกคนที่สามของครอบครัว ในภาพ บิดากำลังอุ้มหนูน้อยที่หน้าบ้านไม้ของเขา มารดาของเธอชื่อหมี่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการเงินอุดหนุนฯ ระหว่างที่ไปฝากครรภ์ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขแห่งหนึ่ง

หมี่เล่าว่า "ดิฉันดีใจมากเมื่อรู้เรื่องนี้ ก่อนหน้านั้น ดิฉันไม่มีเงินพอสำหรับพาลูกๆ ไปหาหมอ ตอนที่ลูกคนโตกับคนรองป่วย ดิฉันก็ไม่มีเงินสำหรับพาทั้งสองคนไปโรงพยาบาลประจำอำเภอ เพราะต้องใช้เงินทั้งสำหรับค่าเดินทางและค่าที่พักค้างคืนเพื่อคอยดูแลลูก ๆ" 

ครอบครัวนี้เลี้ยงชีพด้วยการปลูกสตรอเบอรี่ หมี่อธิบายว่า "ที่ดินของเรามีขนาดเล็กมาก พอเสร็จจากงานเก็บผลสตรอเบอรี่ ดิฉันก็ไปรับจ้างทำงานในไร่ของคนอื่น ได้ค่าแรงวันละ 200 บาท แต่ไม่ได้มีงานให้ทำทุกวันหรอก หลังคลอดมนลักษณ์ได้หนึ่งเดือน ดิฉันก็กลับไปช่วยสามีทำงานในแปลงของเรา"

หมี่ตั้งความหวังไว้ว่า หนูน้อยมนลักษณ์จะเรียนหนังสือจนจบ ม.6 เธอพูดว่า "แม้จะไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่ก็มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ชุดนักเรียนและค่าเดินทาง ดิฉันต้องการเก็บเงินจำนวนนี้ไว้สำหรับมนลักษณ์ในยามฉุกเฉิน" 
ในระยะเวลา 10 เดือนแรกหลังจากเริ่มโครงการ มีเด็กจำนวน 117,000 คนที่ได้ลงทะเบียนขอรับเงินอุดหนุน ซึ่งรวมถึง เด็กชายเพลง และเด็กหญิงมนลักษณ์

ดาวินกล่าวว่า "โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็กเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศไทย ในการดำเนินงานเพื่อคุ้มครองเด็กในกลุ่มเปราะบางที่สุดของประเทศ และสนับสนุนพัฒนาการของเด็กเหล่านี้ในช่วงปฐมวัย อีกทั้งเป็นการลงทุนที่มองการณ์ไกลสู่อนาคตอันมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น