วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560

ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาสมองของเด็กปฐมวัย



โดย: ธนภร พีระเพทย์

ฉันได้เขียนถึงความสำคัญของช่วงเวลาที่พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถช่วยเด็กๆ พัฒนาสมอง รวมถึงปัจจัยสำคัญในการสร้างสมองเด็กปฐมวัย ไว้ในบล็อกตอนที่แล้ว นอกจากนั้น ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการปูพื้นฐานการพัฒนาการเรียนรู้ เป็นการปูพื้นเพื่อสร้างทักษะด้านสติปัญญา การเข้าสังคม การพัฒนาร่างกายแก่เด็กๆ ที่ได้รับการดูแลและการกระตุ้นในช่วงขวบปีแรกเพื่อสร้างให้เด็กมีพื้นฐานที่ดี พร้อมกับการพัฒนาทักษะอื่นๆ ในอนาคต โดยการลงทุนในการพัฒนาในช่วงเวลาทองนี้ให้ผลลัพธ์ที่สูงที่สุดและคุ้มค่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับการพัฒนาในช่วงอื่นๆ ในครั้งนี้ ฉันเลยขอโอกาสสร้างความต่อเนื่องและคุยถึงวิธีที่พ่อแม่ และผู้ปกครองใช้ในการดูแล เลี้ยงดูเด็กแบบที่ใช้ได้จริง และสามารถช่วยให้เด็กเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ


เป็นที่รู้กันว่า การกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่ยังเล็ก และให้เด็กได้มีโอกาสได้เล่นเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการจะช่วยให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ และเตรียมให้เด็กพร้อมก่อนที่จะเริ่มเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษา  พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยรังสรรค์ ปั้นแต่ง สมองของเด็กให้ได้รับประสบการณ์ต่างๆ ให้กระตุ้นการทำงานของสมองส่วนต่างๆอย่างเต็มที่

เด็กตั้งแต่แรกคลอดจนถึงสามขวบ ต้องการการสนับสนุนและกระตุ้นพัฒนาการหลัก 4 ด้าน คือ

  • ด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ 
  • ด้านการเคลื่อนไหว 
  • ด้านการพัฒนาภาษา
  • ด้านการพัฒนาทางสังคมอารมณ์
เมื่อเด็กอายุเพิ่มขึ้นจนถึง 6 ขวบ เด็กก็ยังต้องการการสนับสนุนและกระตุ้นให้มีทักษะที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงเสริมด้านการพัฒนาจริยธรรม และด้านความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย ดังนั้น สิ่งที่สำคัญมากต่อการพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัยคือการที่เมื่อพ่อแม่และผู้ปกครองเข้าใจถึงความต้องการพื้นฐานในการพัฒนาตามวัย เด็กก็จะได้รับประสบการณ์ต่างๆที่ช่วยให้เด็กๆได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มที่  และหากปฎิบัติอย่างถูกต้องแล้วก็จะช่วยให้เด็กพัฒนาสมรรถนะรอบด้าน ช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะการตัดสินใจ พัฒนาการควบคุมร่างกาย ควบคุมอารมณ์ เข้าใจตนเอง และคนอื่น สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและคนอื่นๆ และสุดท้ายก็จะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต


คุณพันทิพย์ กับน้องแก้ม ลูกสาว

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันมีโอกาสได้เจอคุณ พันทิพย์ ศรีหลักและน้องแก้ม (ลูกสาว) ตอนที่ไปทำงานที่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไอทีเฉลิมพระเกียติตำบลบ้านหว้า ตำบลบ้านหว้า จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสาธิตที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ น้องแก้มเป็นเด็กร่าเริง และอารมณ์ดี มีทักษะทางสังคมอารมณ์สูง จากการสังเกตฉันเห็นว่าน้องแก้มเล่นกับเพื่อนๆที่มีอายุเท่ากัน และเด็กที่มีอายุมากกว่าได้เป็นอย่างดี ฉันประทับใจที่น้องแก้มซึ่งมีอายุเพียง 4 ขวบ สามารถฟังคำสั่งครูและปฏิบัติตามได้ กล้าพูด คุยกับผู้ใหญ่ (และแปลกหน้าอย่างฉัน)  ฉันได้มีโอกาสคุยกับคุณแม่ซึ่งกล่าวว่า “ช่วงวันหยุด น้องแก้มจะใช้เวลากับแม่ที่ร้าน น้องแก้มได้เจอลูกค้าเยอะแยะมากมาย น้องแก้มชอบเล่นกับเพื่อนๆ และนั่งวาดรูปค่ะ นอกจากนั้น น้องแก้มยังช่วยแม่ขายของและใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด เวลาอยู่บ้าน น้องแก้มจะตั้งใจฟังคุณแม่เป็นอย่างดี และพูดคุยกับผู้ใหญ่ด้วยความเคารพ แม่สังเกตุว่าพัฒนาการด้านต่างๆของน้องแก้มดีขึ้นมากหลังจากที่ได้ไปศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก น้องชอบสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมต่างๆ”


คุณแนน ชลิตา กับน้องธัชช ลูกชาย

ส่วนคุณแม่อีกท่านคือ คุณ แนน ชลิตา เฟื่องอารมณ์ ซึ่งเป็นนักแสดงและพิธีกร ได้กล่าวถึงน้องธัชช ลูกชายว่า “น้องธัชชเพิ่งอายุครบ 11 เดือนค่ะ เทคนิคของแนนในการเลี้ยงลูกคือ ใช้เวลาอยู่กับเค้าเยอะๆ ให้ความรัก ความอบอุ่นด้วยการกอด หอม และสัมผัส แนนเชื่อว่าเค้ารับรู้ได้ด้วยคำพูดและการกระทำจากพ่อแม่ ส่งเสริมพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยให้เหมาะสม แนนชอบเล่านิทานให้เค้าฟัง พูดกับเค้า ส่งเสริมให้รู้จักใช้กล้ามเนื้อแต่ละมัด เช่น หัดคลาน เกาะยืน แยกผิวสัมผัส รวมถึงให้โภชนาการที่ดี แนนตั้งใจว่าจะให้ธัชชดื่มนมแม่ให้นานที่สุดและเสริมอาหารให้เหมาะสมตามวัยค่ะ” 

นอกจากเทคนิคดีๆจากคุณแม่สองท่านแล้ว ฉันขอฝากเคล็ดลับและเทคนิคง่ายๆสำหรับพ่อแม่ และผู้ดูแลเด็กที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการและสมองของเด็กปฐมวัย
  • การให้อาหารบำรุงที่จำเป็นต่อความต้องการของเด็กตามวัยจะช่วยให้พัฒนาการทางร่างกายพร้อมก่อนที่จะสร้างการเรียนรู้ โดยอาหารดังกล่าวต้องเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอ เด็กแรกเกิดควรได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว (โดยที่ไม่ต้องให้เด็กดื่มน้ำเปล่า) และควรให้อาหารที่มีปริมาณเกลือและน้ำตาลน้อย

  • เด็กๆต้องนอนหลับเพียงพอ เหมาะสม และยาวนาน เพื่อช่วยให้เกิดพลังสมอง ทำให้เด็กมีอารมณ์แจ่มใส และเพิ่มความตื่นตัวให้กับสมอง เด็กๆที่พักผ่อนเพียงพอจะพร้อมกับการเรียนรู้ มีสมาธิ และพร้อมที่จะทำกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจด้วยว่าเด็กในแต่ละช่วงอายุ จะมีรอบและระยะเวลาในการนอนไม่เหมือนกัน
  • บรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น และพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ให้ติดตัวเด็กไปจนตลอดชีวิต พ่อแม่ ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กควรสร้างบรรยาการศที่ปลอดภัย ปกป้องเด็กไม่ให้เกิดความกลัว ปราศจากความรุนแรง การโดนละเมิด และการทอดทิ้ง
  • เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เด็กเสียใจและเกิดการกระทบกระเทือนทางอารมณ์ พ่อแม่ ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กควรให้โอกาสและช่วยส่งเสริมให้เด็กอธิบายเหตุผลให้เด็กเสียใจด้วยเรื่องอะไร เวลานี้จะเป็นเวลาที่ทำให้เชื่อมต่อกับอารมณ์ของเด็กได้เป็นอย่างดี หากอยากสอน ควรปล่อยให้เด็กหายจากอาการโศกเศร้าเสียก่อน แล้วจึงสอนเพราะเด็กจะเรียนรู้ประสบการณ์และยอมรับการเรียนรู้ได้ 
  • หากพ่อแม่เข้าใจวิธีการดูแลเลี้ยงดูเด็กอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะผ่านการเรียนรู้ของพ่อแม่ (parental education) เข้าฟังอบรมการเลี้ยงดูเด็ก หรือการส่งเสริมวินัยเชิงบวก จะช่วยให้พ่อแม่เกิดทักษะที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีจิตใจที่เข้มแข็ง และสามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกปัญหาได้ในอนาคต
  • การเสริมการกระตุ้นพัฒนาการจะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ (หรือผู้ดูแลเด็ก) กับตัวเด็กดีมากขึ้น และทำให้เด็กสามารถปรับตัวกับการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การเสริมการกระตุ้นพัฒนาการรวมถึง การเล่น การอ่านนิทาน การร้องเพลง การกอดและการสัมผัส และการให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ใหม่ๆ 

การกระตุ้นพัฒนาการเป็นสิ่งที่เด็กไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เด็กๆต้องการให้พ่อแม่ ผู้ปกครองช่วยเหลือเค้า และเทคนิคง่ายๆที่กล่าวมาข้างต้นนอกจากจะช่วยทำให้เค้าเรียนรู้ได้เร็วขึ้น ยังสามารถทำให้เค้าปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมทางจิตวิทยาสังคม ซึ่งจะช่วยให้เด็กพัฒนาเต็มศักยภาพของเขาเอง 

หากคุณอยากได้ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับการการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการเล่น สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://www.unicef.org/earlychildhood/files/Activity_Guide.pdf






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น