วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

มาร่วมกันเสริมสร้างสมองที่ดีกว่าสำหรับเด็กปฐมวัยกันเถอะ และมาร่วมกันสร้างตั้งแต่วันนี้


โดย: ธนภร พีระเพทย์

ฉันพยายามหาข้อมูลต่างๆ ที่จะช่วยให้ฉันเข้าใจว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลกับการพัฒนาสมองของมนุษย์  ฉันรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากว่าความฉลาดของมนุษย์นั้นถูกกำหนดมาแล้วในยีนส์โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรือมนุษย์สามารถกำหนดให้สมองพัฒนาให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้  ด้วยความสงสัยนี้เอง ฉันถึงเริ่มค้นคว้าหาข้อมูลอย่างจริงจังในอินเตอร์เนท และได้มาพบกับเอกสารฉบับหนึ่งที่ทำให้ฉันได้พบคำตอบที่สงสัย เอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารที่องค์การยูนิเซฟได้เขียนขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากการรวมตัวกันของนักประสาทวิทยาศาสตร์ นักชีววิทยา นักพันธุศาสตร์ นักจิตเวช นักโภชนาการ นักเคมี และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาเด็กเล็กได้รวบรวมไว้

ฉันอ่านข้อความในบล็อกด้วยความสนใจเป็นอย่างมาก และได้มีโอกาสเจอเอกสารชื่อ “การเสริมสร้างสมองที่ดีกว่า : ขยายขอบเขตของความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย” ซึ่งสามารถหาอ่านได้ทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาไทย  เนื้อความนั้นกล่าวถึงช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาสมอง ที่เราเรียกกันว่า “หน้าต่างแห่งโอกาส” เพื่อการเปิดรับและสร้างพื้นฐานที่ดีในการเรียนรู้และสร้างพัฒนาการ ซึ่งรวมถึงการพัฒนากระตุ้นสมอง พัฒนาร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญา  เวลาช่วงขวบปีแรกเป็นโอกาสทองที่เด็กจะรับการดูแลและบำรุงอย่างเต็มที่และเป็นช่วงเวลาที่เด็กจะได้รับการกระตุ้นพัฒนาการให้สมองพัฒนาไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง โดยสิ่งที่สมองของเด็กต้องการเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ นั่นคือการให้อาหารที่มีสารอาหารที่เหมาะสมตามวัย และการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม สองสิ่งนี้จะทำให้พัฒนาการด้านร่างกายและสติปัญญาเต็มตามศักยภาพ

ในช่วงเวลานี้ สมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และเร็วยิ่งกว่าในช่วงการพัฒนาอื่นๆ โดยเซลล์สมองของเด็กแรกเกิดจะพัฒนาก่อตัวประสานเชื่อมโยงกันขึ้นใหม่ในอัตราสูง อย่างน่าอัศจรรย์ ประมาณ 700-1,000 ครั้งต่อวินาที และเมื่อเด็กๆ มีอายุถึงสามขวบ สมองของเขาก็จะทำงานไวเป็นสองเท่า แม้ว่าจะมีน้ำหนักแค่ 87 เปอร์เซ็นต์ของสมองที่พัฒนาเต็มที่แล้วก็ตาม 

ฉันยังได้เรียนรู้มากมายจากเอกสารฉบับนี้ซึ่งให้ความรู้ใหม่ๆมากมายถึงผลและสิ่งที่ต้องรู้เพื่อพัฒนสมองของเด็กในช่วงขวบปีแรก นอกจากนั้น ยังมีคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กให้สามารถช่วยเด็กพัฒนาสมองได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งสามารถสรุปเป็นหัวข้อหลักๆ ได้ดังนี้
  • พันธุกรรมและการดูแลเอาใจใส่ที่ดีมีบทบาทในการพัฒนาสมองควบคู่กันไป หากมีพันธุกรรมดีแต่ไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างดีก็ไม่อาจพัฒนาสมองให้เต็มสมรรถนะได้ ในทางตรงกันข้ามการเอาใจใส่อย่างเดียวก็ไม่พอ และเป็นปัจจัยพึ่งพิงต่อกัน ยีนส์อาจเป็นเสมือนแผนที่นำทางให้สมองพัฒนาแต่สภาพแวดล้อมก็ช่วยหล่อหลอมให้การพัฒนาเป็นไปได้อย่างเป็นรูปแบบมากขึ้น
  • ช่วงเวลาในการพัฒนาสมองนั้นสำคัญ เพราะสมองที่ดีเริ่มพัฒนาตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ จนถึงเวลาที่เด็กเกิด สมองนั้นช่างซับซ้อนและพัฒนาอย่างเร็ว อย่างที่บอกแล้วว่ามันคือโอกาสทองแห่งการพัฒนา ดังนั้น หากอยากพัฒนาสมองของเด็ก เราไม่ควรรีรอ และสร้างพื้นฐานที่ดีเสียแต่วันนี้ ก่อนที่จะสายเกินกว่าจะแก้ ยิ่งถ้าเราอยากสร้างให้สมองพัฒนาความคิดระดับสูง และจินตนาการ เรายิ่งต้องสร้างพื้นฐานที่ดีก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเรียนรู้ การปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม และสร้างสภาวะทางจิตใจให้ทนทานกับยืดหยุ่นปรับตัวได้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
  • ความเครียดเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำลายสมอง (และเด็กๆรู้จักความเครียดได้จริงหรือ?) เป็นที่น่าสนใจว่าเด็กๆที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีปัญาหาทางสังคม โดนกระทำความรุนแรง โดนทำร้าย โดนทอดทิ้ง เด็กที่มีความกลัว เด็กที่หิว และไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่เพียงพอ เหล่านี้จะทำให้เด็กอยู่ในสภาวะเครียดอย่างรุนแรง ซึ่งร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า “คอร์ติซอล” และฮอร์โมนนี้เองส่งผลให้เกิดการทำลายระบบการเจริญเติบโตของสมอง  ทีนี้... ถ้าเราป้องกันไม่ทันเพราะเด็กเกิดความเครียดอย่างรุนแรงไปแล้วหล่ะ? เราจะทำอย่างไร?  เราก็ยังสามารถยื่นมือเข้าช่วยในระยะเริ่มแรกก่อนที่จะสายเกินแก้ ซึ่งรัฐมีการจัดมาตรการต่างๆที่ช่วยยื่นมือช่วยเด็กๆที่ประสบปัญหาเหล่านี้ และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการลงทุนในการพัฒนาปัญหาสังคมเพื่อให้การช่วยเหลือเด็กอย่างเร่งด่วนนั้นคุ้มค่าในระยะยาว เพราะสามาถช่วยให้เด็กๆสามารถสร้างการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต อีกทั้งช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพ สร้างความยุติธรรมในสังคม และสร้างระบบการปกป้องเด็กและสังคมและช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่ายในเรื่องต้นทุนโอกาสที่จะเกิดจากปัญหาประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำลงในอนาคตได้ 
  • สมองนั้นมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนแต่ทำงานอย่างเป็นระบบ เมื่อเราพยายามกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนหนึ่ง สมองส่วนอื่นก็จะถูกกระตุ้นไปด้วย เช่นเดียวกันกับว่า ถ้าสมองส่วนหนึ่งถูกทำลาย สมองส่วนอื่นๆก็จะถูกทำลายเช่นเดียวกัน เป็นที่น่าสนใจว่า มีวิจัยต่างประเทศหลายชิ้นแนะนำว่าการนั่งสมาธิ การเล่นที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการ การอ่านหนังสือหรือร้องเพลงให้เด็กฟังเป็นการลดระดับฮอร์โมน “คอร์ติซอล” ที่หลั่งออกจากสมองได้ นั่นหมายความว่า พ่อแม่ ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กสามารถช่วยเด็กได้ง่ายๆ โดยการให้การเอาใจใส่ ให้อาหารที่ครบถ้วน เพียงพอตามวัย และให้การกระตุ้นพัฒนาการดังกล่าวเพื่อพัฒนาเด็กให้เติบโตด้วยความสุขและยังช่วยพัฒนาสมองได้อีกด้วย
พอได้อ่านข้อความเหล่านี้จึงทำให้ฉันนึกถึงงานวิจัยที่เคยได้อ่านของ ศาสตราจารย์ เจมส์ เฮกแมน ซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลโนเบล และเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งได้กล่าวถึงการช่วยเหลือเด็กอย่างเร่งด่วนในระยะเริ่มต้นว่า เป็นการช่วยกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำตลอดชีวิต (ดูเอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม) นอกจากนั้นศาสตราจารย์ เฮกแมนยังชี้ประเด็นที่ว่า การลงทุนในการพัฒนาปฐมวัยสำหรับเด็กด้อยโอกาสช่วยลดช่องว่างในการเรียนรู้ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น เสริมสร้างให้มีวิถีชีวิตสุขภาพดี ลดอัตราการเกิดอาชญากรรม และด้วยผลลัพธ์ที่ดีเหล่านี้จะสามารถช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายทางสังคมโดยรวมได้อีกด้วย  (Heckman, J., 2011) 

Heckman Curve แสดงผลตอบแทนต่อการลงทุนเพื่อการพัฒนาของเด็กตามช่วงวัยต่างๆ
จะเห็นได้ว่า การลงทุนในช่วง 0-3 ปี นั้นจะให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

กล่าวโดยสรุป สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้คือ ทั้งยีนส์และสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสมองของมนุษย์ และประสบการณ์ต่างๆที่เกิดกับคนๆนั้น จะส่งผลกระทบต่อการแสดงออกของยีนส์ ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณภาพของการดูแลและเลี้ยงดูเด็กและการกระตุ้นการเรียนรู้ที่มีคุณภาพในช่วงแรกเกิดเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิตที่จะช่วยให้การพัฒนาสมองเปิดกว้างอย่างเต็มที่ แต่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะได้มีโอกาสได้รับการดูแล และเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ เด็กๆที่ได้รับประสบการณ์อันเลวร้ายอีกมากมายที่ต้องทนทุกข์ทรมานและรับผลต่อเนื่องกับการที่ร่างกายเกิดความเครียดระดับรุนแรง ซึ่งส่งผลต่อเนี่องให้การพัฒนาสมองโดนทำลายและการพัฒนาการต้องหยุดชะงัก ดังนั้น หากเราช่วยกันร่วมสร้างพื้นฐานที่ดีเสียตั้งแต่แรก จากการช่วยพัฒนาเด็กแต่ละคนซึ่งช่วยส่งผลไปให้กับการพัฒนาสังคมโดยรวมในอนาคตได้ อนาคตที่สดใสของเด็กๆ อยู่ในมือของพ่อแม่ ผู้ปกครองที่จะนำพาเขาไปสู่การพัฒนาตน และพัฒนาประเทศ พวกเราสามารถช่วยให้เด็กๆ ได้รับการดูแล และกระตุ้นที่จะช่วยให้เด็กๆเหล่านั้นให้พัฒนาเต็มตามศักยภาพของแต่ละคนได้

ช่วยกันสร้างสมองที่ดีกว่าของเด็กๆกันเถอะ เรามาร่วมช่วยกันเสียตั้งแต่วันนี้ 


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น