วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560

ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี และเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง


ผู้เขียนร่วม: พ.ญ.ศิรภรณ์ สวัสดิวร เลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย, โทมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย, โรเจอร์ มาธิเซน Alive & Thrive

ในวันอังคารที่ 4 เมษายน 2560 นี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีการพิจารณา “ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. ...” ดังที่ทราบกันดีว่านมแม่นั้นเป็นแหล่งโภชนาการที่ดีที่สุดสำหรับทารกและเด็กเล็ก ร่างพระราชบัญญัตินี้จะเข้ามาช่วยกำกับดูแลการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ซึ่งทำกันอย่างแพร่หลายและนำไปสู่การเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารทดแทนนมแม่ เช่น นมผง

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในครั้งนี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทย เพราะเป็นโอกาสแรกที่จะผ่านกฎหมายที่จะช่วยให้ประเทศไทยปฏิบัติได้อย่างสอดคล้องกับข้อแนะนำในระดับนานาชาติ และมีความทัดเทียมกับนานาประเทศในกลุ่มอาเซียนในการออกกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการตลาดของอาหารทดแทนนมแม่นี้

แต่เพราะเหตุใดร่างพระราชบัญญัตินี้ถึงได้สำคัญนัก? คำตอบนั้นง่ายมาก: มีผลงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมการตลาดของนมผงนั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของครอบครัวในการเลือกให้อาหารทารกและเด็กเล็ก ซึ่งนั่นคือปัญหา เพราะแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเหมาะสม เป็นวิธีที่ดีที่สุดทางหนึ่งในการช่วยให้ทารกและเด็กเล็กสามารถอยู่รอด แข็งแรง และเจริญเติบโต

จากหลักฐานที่ปรากฏชัดทั่วโลก องค์การอนามัยโลกได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการให้อาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกและเด็กเล็กว่า ควรเริ่มให้นมแม่ภายในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด ทารกควรได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรก และกินนมแม่ต่อเนื่องไปจนถึงอายุสองปีหรือนานกว่านั้น โดยร่วมกับการให้อาหารตามวัยที่ปลอดภัย เหมาะสม และเพียงพอ

ในปีที่ผ่านมา วารสารทางการแพทย์นานาชาติ เดอะแลนเซ็ท ได้รวบรวมหลักฐานล่าสุดจากทั่วโลกและพบว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเหมาะสมสามารถป้องกันการเสียชีวิตของทารกมากกว่าแปดแสนคนในแต่ละปี นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาระดับเชาวน์ปัญญา หรือไอคิว (โดยเฉลี่ย 3 จุด) ทำให้ผลการเรียนดีขึ้น และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะมีรายได้สูงขึ้น

ในประเทศไทย เราต่างตระหนักถึงความเสียหายอันเกิดจากที่ไม่ได้เลี้ยงด้วยนมแม่เป็นอย่างดี งานวิจัยโดย Alive & Thrive และยูนิเซฟ ได้วิเคราะห์ “ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทย” ซึ่งมีต่อชีวิตของผู้คนและเศรษฐกิจในประเทศ[1] ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า ประเทศไทยจะสามารถประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุขได้มากถึงกว่า 263 ล้านบาทต่อปี จากการกำจัดโรคท้องร่วงและปอดบวม อันเกิดจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ พัฒนาการด้านสติปัญญาที่ดีขึ้น อันเป็นผลมาจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในอัตราที่มากขึ้น สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจขึ้นมากกว่า 6.6 พันล้านบาท และสำหรับครอบครัวต่างๆ ก็สามารถลดรายจ่ายครอบครัวลงได้อย่างมาก เพราะค่าใช้จ่ายประมาณร้อยละ 25 ของรายได้เฉลี่ย จะถูกนำไปซื้อนมผง

อย่างไรก็ตาม ยังมีพ่อแม่อีกจำนวนมากที่มีอุปสรรคในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ.2558-2559 พบว่า มีทารกในประเทศไทยเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้กินนมแม่ภายในหนึ่งชั่วโมงหลังคลอด และมีทารกอายุต่ำกว่าหกเดือนเพียง 23 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรก ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค และมีเพียง 16 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้กินนมแม่อย่างต่อเนื่องจนถึงอายุสองปี

ผลที่ตามมาก็คือ ลูกหลานของพวกเราต้องเสี่ยงกับผลกระทบของโภชนาการที่ไม่เหมาะสม ต่อการเติบโต พัฒนาการ และผลิตภาพเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อย่างไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ซึ่งเป็นเพียงเพราะพวกเขาไม่ได้กินนมแม่ในช่วงแรกของชีวิต

พวกเรามีหน้าที่ที่จะต้องทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นทางเลือกที่ถูกต้องและสามารถทำได้โดยง่ายแต่เมื่ออาหารทดแทนนมแม่ถูกโฆษณาว่ามีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าหรือมากกว่านมแม่ ครอบครัวก็ย่อมได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและทำให้ไขว้เขว และเมื่อบริษัทนมผงเข้ามาใช้สถานพยาบาลเป็นพื้นที่ในการส่งเสริมการตลาด ก็ย่อมขัดขวางบทบาทของผู้ให้บริการสาธารณสุขที่สนับสนุนแม่ด้วยข้อมูลที่เป็นจริง นี่จึงเป็นเหตุผลให้ที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกเรียกร้องให้ทุกประเทศยุติพฤติกรรมที่อุตสาหกรรมอาหารทารกและเด็กเล็กให้การสนับสนุนสมาคมทางการแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะสามารถให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับข้อแนะนำสากล และไม่ได้รับอิทธิพลของอุตสาหกรรม

แน่นอนว่าอุตสาหกรรมอาหารทารกและเด็กเล็กจะคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินี้ มีการคาดการณ์ว่ายอดขายของอาหารทดแทนนมแม่ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงขึ้นจาก 1.55 ล้านล้านบาท เป็น 2.44 ล้านล้านบาทภายใน พ.ศ. 2562 ซึ่งยอดขายในประเทศไทย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของตลาดในปีพ.ศ. 2557 หรือประมาณ 26,353 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะโตขึ้นเป็น 32,000 ล้านบาทภายใน พ.ศ. 2562
และเมื่ออัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มขึ้น รายรับของอุตสาหกรรมอาหารทารกและเด็กเล็กก็จะลดลง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สร้างผลกำไรมหาศาลแก่บริษัทต่างๆ ซึ่งคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงได้โหมทำการตลาดอย่างหนักหน่วง เพื่อบอกว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้เด็กสูงขึ้น ฉลาดขึ้น และมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงมากกว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

มีเพียงบริษัทต่างๆ เท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์จากการส่งเสริมการตลาดนี้ ไม่ใช่ตัวเด็ก ไม่ใช่ครอบครัว และไม่ใช่ประเทศของเรา พวกเราควรเลือกนมแม่ ซึ่งเป็นทางที่ให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศ ได้แก่ผลิตภาพแรงงานที่สูงขึ้น รายได้และรายได้มวลรวมประชาชาติที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ทางที่จะให้ผลประโยชน์ต่อบริษัท

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศในภูมิภาคนี้ที่มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวต่ำที่สุด และเรายังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคที่ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทดแทนนมแม่ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลง

เพื่อปกป้องแม่และครอบครัว และส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทย เราจะต้องมีนโยบายและกฎหมายที่สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ซึ่งรวมถึงการห้ามการส่งเสริมการตลาดของผลิตภัณฑ์นมสำหรับทารกและเด็กเล็กจนถึงอายุ 36 เดือน (3 ปี)

การตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายของประเทศ โดยคำนึงถึงสุขภาพของเด็กๆ เป็นหลัก จะช่วยให้เราและประเทศของเรา มีสุขภาพที่แข็งแรง เข้มแข็ง ต่อไปในอนาคต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1. Walters, D. et al., 2016. The cost of not breastfeeding in Southeast Asia. Health policy and planning, 31(8).






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น