วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

1,000 วันแรก ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิต


โดย: ธนภร พีระเพทย์

1,000 วันแรกของชีวิตเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่และผู้ปกครองจะร่วมสร้างพื้นฐานที่ดีให้เด็กเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ เกิดพัฒนาการรอบด้านตามวัย เด็กที่พ่อแม่ผู้ปกครองให้ความสำคัญในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตจะมีความพร้อมในการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สร้างความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาร่างกายและการพัฒนสมองไปในทิศทางเดียวกัน โดยในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตสามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่วง ใหญ่ๆ นั่นคือ ระยะตั้งครรภ์ (270 วัน) ระยะแรกเกิดถึงหกเดือน (180 วัน) และระยะ 6 เดือนถึง 2 ปี (550 วัน)

ช่วงเวลาที่หนึ่ง คือระยะตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนแรกคลอด (270 วันแรก) การดูแลเรื่องอาหารของแม่จะส่งผลถึงการพัฒนาของลูกในระยะยาว แม่ควรได้รับอาหารครบทั้ง 5 หมู่ เพียงพอ สะอาด สด ใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด แต่การดูแลเอาใจใส่อาหารให้กับลูกไม่ได้หมายถึงอาหารที่ได้ต้องครบและพอเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรับสารอาหารที่ชีวิตน้อยๆต้องการ  เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินเอ โฟเลต และไอโอดีน เด็กที่อยู่ในท้องจะดูดซับสารอาหารผ่านสายสะดือ นั่นหมายถึง ถ้าแม่ขาดสารอาหารก็จะเกิดผลต่อเนื่องไปถึงลูกด้วย

เมื่อเข้าสู่ ช่วงเวลาที่สอง นั่นคือเมื่อเด็กคลอด ร่างกายของแม่จะปรับตัวให้กระตุ้นการสร้างน้ำนมทันที และเป็นที่ทราบกันดีว่า น้ำนมหยดแรก หรือที่เรียกว่า “หัวน้ำนม” มีประโยชน์มากมายมหาศาล อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อในทารกแรกเกิด หัวน้ำนมยังมีสารกระตุ้นการเจริญเติบโตและเป็นต้นทุนการพัฒนาสมองของเด็กในอนาคต น้ำนมเป็นสารอาหารที่มีคุณค่าที่ไม่ต้องหาซื้อและเกิดได้เองตามธรรมชาติ แต่ยังมีพ่อแม่อีกหลายคนขาดความตระหนักถึงประโยชน์ของการให้นมแม่แก่ทารก จากผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยที่เรียกว่า Multiple Indicators Cluster Survey หรือ MICS ปีพ.ศ. 2559-2560 นั้นพบว่า มีเด็กแรกเกิดเพียงร้อยละ 39.9 เท่านั้นที่ได้กินนมแม่ภายในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด โดยในกลุ่มเด็กที่เกิดในสถานพยาบาลเอกชนมีอัตราต่ำกว่ามาก (ร้อยละ 24.8) เมื่อเทียบกับเด็กที่เกิดในสถานพยาบาลของรัฐ (ร้อยละ 42)

น้ำนมแม่นั้น ไม่ได้มีประโยชน์แค่ในช่วงที่ทารกแรกเกิดเท่านั้น เพราะน้ำนมแม่เป็นอาหารหลักจากธรรมชาติอย่างเดียว (Exclusive breastfeeding) ที่จำเป็นสำหรับทารกแรกคลอดจนถึง 6 เดือน หรือ 180 วันแรกของชีวิต มีแม่จำนวนไม่น้อยในประเทศไทยเข้าใจว่าทารกแรกเกิดถึง 6 เดือนต้องการดื่มน้ำ หรืออาจเพราะเหตุผลอื่นๆจากความเชื่อของผู้ใหญ่โบราณเช่น ดื่มน้ำเพื่อล้างปาก หรือแก้กระหาย แต่จริงๆแล้วนั้น ใน 180 วันแรกของชีวิต ทารกไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำเลย นั่นเป็นเพราะว่า น้ำนมแม่ประกอบไปด้วยน้ำปริมาณที่เพียงพอกับความการต้องการของทารก และยังเป็นเสมือนวัคซีนที่ช่วยปกป้อง และคุ้มครองทารกจากการเจ็บป่วยอีกด้วย




เป็นที่น่ากังวลว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนในประเทศไทยเพียง 1 ใน 5 คนที่ได้กินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก ตัวเลขนี้ยังห่างไกลจากเป้าหมายโภชนาการโลก (Global Nutrition Targets)  ที่ตั้งไว้ว่าเด็กร้อยละ 50 จะต้องได้กินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกภายในพ.ศ. 2568 และจากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชื่อดัง The Lancet ฉบับเดือน มกราคม 2559 บ่งชี้ว่าระยะเวลาในการให้นมลูกที่นานขึ้นสัมพันธ์กับระดับเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวที่สูงขึ้น (3 จุดโดยเฉลี่ย)

แต่การให้ลูกได้กินนมแม่หาใช่ว่าจะเกิดประโยชน์ที่ลูกอย่างเดียวเท่านั้น เพราะระหว่างที่ลูกกินนมแม่ ร่างกายของแม่จะหลั่งสารอาหารที่สะสมไว้ออกมา ทำให้ช่วยลดความดันโลหิตและฮอร์โมนเครียดในร่างกายของแม่ ทั้งยังลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ของแม่อีกด้วย

และใน ช่วงเวลาที่สาม คือช่วงที่ทารกมีอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี (550 วัน) ฟันของเด็กก็จะเริ่มขึ้นและพร้อมที่จะรับพลังงานและสารอาหารบางชนิดเพิ่มเติมจากอาหารตามวัยเพื่อการเจริญเติบโต โดยเริ่มจากอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลว (semisolid food) เพื่อพัฒนาไปสู่การรับประทานอาหารแบบผู้ใหญ่ (solid food) การกินนมแม่ควบคู่กับอาหารที่ปลอดภัยที่เหมาะสมตามวัยอย่างเพียงพอจะช่วยให้เด็กมีการเจริญเติบโตและมีสุขภาพที่ดีขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงต่อภาวะเตี้ยแคระแกร็นในช่วง 2 ปีแรกของชีวิต ทั้งนี้ จากผลการสำรวจ MICS ปีพ.ศ. 2559-2560 นั้นพบว่ามีเด็กประมาณ 3 ใน 10 คนเท่านั้นที่ได้กินนมแม่หลังจากอายุ 1 ปี และมีเพียงประมาณ 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่ได้กินนมแม่หลังจากอายุ 2 ปี

จึงจะเห็นได้ว่า ช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าเป็นโอกาสทองในการพัฒนาเด็ก การให้นมแม่อย่างเดียวในช่วงทารกแรกเกิดถึง 6 เดือนเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาสมอง พัฒนาร่างกายเด็กให้สมบูรณ์แข็งแรง พื้นฐานที่ดีของเด็กสามารถต่อยอดให้เกิดพัฒนาการเรียนรู้ การปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม การควบคุมอารมณ์ และสร้างสภาวะทางจิตใจให้ทนทานกับยืดหยุ่นปรับตัวได้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจถึงความสำคัญของบทบาทของตนในการเลี้ยงดู ดูแลเด็กตั้งแต่วัยทารกจนถึงวัยอนุบาล การเลี้ยงดูและดูแลเด็กอย่างมีคุณภาพจะช่วยบำรุงสมองและการพัฒนาเด็กให้เต็มตามศักยภาพและพัฒนาตามวัย เพราะการพัฒนาสมองต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันแรกของชีวิต 

Early Moments Matters!


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น