วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560

แนะนำ Friend of UNICEF - คุณหนูดี วนิษา เรซ



เรื่อง อรรยา จารุบูรณะ
         
หลายปีก่อนเรารู้จักคุณหนูดี- วนิษา เรซ ในฐานะเจ้าของหนังสือขายดีระดับเบสท์เซลเลอร์หลายต่อหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น อัจฉริยะสร้างได้, อัจฉริยะสร้างสุข และ อัจฉริยะเรียนสนุก ที่เน้นการสอนเกี่ยวกับความเข้าใจในการใช้สติปัญญา และการใช้สมองในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เธอเคยร่ำเรียนมา โดยเฉพาะการพัฒนาเด็กเล็กช่วงวัย 0-6 ปี ตรงตามอาชีพหลักที่ทำอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือ ผู้บริหารและคุณครูของเด็กๆชั้นอนุบาลและเตรียมอนุบาล โรงเรียนวนิษา แต่หากพูดถึงการพัฒนาเด็กพิเศษผู้มีความพิการทางสติปัญญาหรือพิการซ้ำซ้อน กลับเป็นเรื่องที่เธอแทบไม่เคยสัมผัสหรือศึกษามาก่อน


ดังนั้นเมื่อได้รับเชิญให้เป็น Friend of UNICEF คนใหม่ ภารกิจแรกที่ยูนิเซฟเลือก จึงเปิดโอกาสให้เธอได้ทำตามฝันตั้งแต่สมัยเรียนอย่างเต็มที่ ด้วยการจัดให้ร่วมเป็นอาสาสมัครของการแข่งขันกีฬา Special Olympics ซึ่งเป็นกีฬาสำหรับเด็กที่มีความพิการทางสติปัญญาหรือพิการซ้ำซ้อน แมทช์นี้บอกเลยว่าจับโจทย์ถูกคู่ที่สุด




“ถือเป็นโอกาสที่ดีมากๆสำหรับตัวหนูดี เพราะสมัยเรียนที่อเมริกาเราเรียนมาทางสายครู สายครอบครัวศึกษา โดยเฉพาะเรื่องเด็ก แต่เด็กกลุ่มนี้ซึ่งหนูดีชอบมาก กลับไม่เคยมีโอกาสได้ฝึกที่จะทำงานกับเขาอย่างจริงจัง เพราะเราถูกเทรนด์มาในสายที่วางหลักสูตรสำหรับเด็กปกติ วันนี้ก็เลยโชคดีที่มีโอกาสได้มาทำกิจกรรมกับเขา ได้เล่นกีฬากับเขา” คุณหนูดีกล่าว

การแข่งขันกีฬาในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทักษะกลไก แอร์โรบิคส์และกีฬาอนุชน ภาคกลาง ประจำปี 2559 นักกีฬาในวันนี้เป็นรุ่นเล็กหรือ Young Athlete  ช่วงอายุเพียง 2-7 ปีเท่านั้น และมีบางส่วนเป็นนักกีฬาระดับเยาวชน ซึ่งเป็นเด็กพิการซ้ำซ้อน ทั้งหมดมาจากโรงเรียนการศึกษาพิเศษทั่วภาคกลาง ต่างทยอยมาถึงอาคารยิมเนเซียม 5 ศูนย์กีฬาธรรมศาสตร์รังสิตกันตั้งแต่เช้า แม้กีฬาสำหรับนักกีฬาตัวจิ๋วจะเน้นที่การเสริมสร้างทักษะการเคลื่อนไหว การพัฒนากล้ามเนื้อ เช่น การเดินตามตัวหนอน การวิ่งและกระโดด คานทรงตัว โยนลูกบอลใส่ตะกร้า เพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่การเติบโตในลำดับถัดไป แต่นักกีฬาทุกคนฝึกซ้อมมาไม่ต่ำกว่า 8 สัปดาห์ มีทั้งครู พี่เลี้ยง ผู้ปกครอง พร้อมๆกับทีมอาสาสมัครของยูนิเซฟและแน่นอน Friend of Unicef คนใหม่ที่มาเป็นกองเชียร์ติดขอบสนามแข่งขันเป็นที่ครึกครื้น ที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือแม้จะแพ้หรือชนะ ทุกมุมมีแต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม




“เชียร์จนเหนื่อยเลย แต่สนุกมากค่ะ น้องๆน่ารักมากและพลังงานเยอะมากด้วย (หัวเราะ) แต่ที่หนูดีประทับใจที่สุดคือเรื่องที่เขาเข้าใจในกฎระเบียบ กติกามารยาทของกีฬา เพราะก่อนจะลงแข่งได้เขาต้องฝึกซ้อมอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันเขาก็ได้เรียนรู้ว่ากีฬาไม่ใช่แค่เรื่องแพ้ชนะอย่างเดียว” คุณหนูดีกล่าวหลังจากที่เธอเพิ่งรับหน้าที่มอบเหรียญรางวัลให้นักกีฬา ซึ่งแม้บางคนจะไม่ได้รับเหรียญกลับบ้าน แต่ทุกคนจะได้ริบบิ้นแทนกำลังใจในการตั้งใจฝึกฝนที่ผ่านมาอย่างเท่าเทียมกัน

การแข่งขันกีฬาของ Special Olympics เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2511 ก่อนจะเข้ามาในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2530 วัตถุประสงค์หลักกีฬาไม่ได้มุ่งเน้นที่ความเป็นเลิศเช่นเดียวการแข่งขัน Paralympics แต่มุ่งหวังที่จะเสริมสร้างสุขภาพของผู้พิการทางสมองและปัญญา เพื่อประโยชน์ต่อร่างกาย จิตใจ การเข้าสังคม และอารมณ์ ผ่านการแข่งขันกีฬาที่มีกฎกติกาแบบสากลเพื่อให้สามารถวัดผลความก้าวหน้าได้ นอกจากนี้ยังทำให้ครอบครัวและชุมชนที่ได้มีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมให้สังคมมีความเข้าใจผู้พิการทางสมองและปัญญามากยิ่งขึ้น และให้การยอมรับนับถือพวกเขาเช่นเดียวกัน




“หนูดีเรียนด้านเด็กที่เขาเรียกกันว่าเป็นเด็กปกติ แต่ในสายตาของหนูดีเอง เราเป็นครู ก็อยากให้ทุกคนเป็นเด็กปกติเช่นกัน  ไม่อยากแบ่งแยกเด็กว่าคนนี้เป็นเด็กพิการ คนนี้เป็นเด็กไม่ปกติ เพราะเรารู้สึกว่าเด็กก็คือเด็ก เพียงแต่เขามีความแตกต่างด้านการเรียนรู้เท่านั้น อย่างวันนี้ที่มาทำกิจกรรมทำให้เห็นเลยว่าเด็กกลุ่มนี้มีความจริงใจมากเวลาที่เขาแสดงออก เข้าแถวอยู่เกิดเบื่อเซ็ง อยากเดินไปโน่นไปนี่หรืออยากนั่งเขาก็ทำเลย หรือถ้าสนุกมากก็จะกรี้ด วิ่งไปวิ่งมา เขาแค่เป็นจุดที่เรียกว่าเป็นสุดโต่งของความเป็นพวกเรา เขามีความฉลาดในหลายๆด้าน มีความเป็นตัวของตัวเอง เพียงแต่เขาอาจไม่เหมือนกับคนทั่วไปเท่านั้นเอง”

ในฐานะที่เป็นครู เธอมองว่าสปีชี่ของมนุษย์นั้นมีความหลากหลายมาก เรามีคนที่มีไอคิวปานกลางระดับร้อย ไปจนถึงคนที่เรียกว่าเป็นอัจฉริยะ ในขณะเดียวกันโลกของเราก็ยังมีคนที่มีไอคิวต่ำกว่าร้อย หรือน้อยกว่านั้น ซึ่งนั่นเป็นเพียงแค่ความหลากหลาย และไม่ว่าแต่ละคนจะมีไอคิวเท่าใด เราควรเปิดโอกาสให้ทุกคนมีที่ยืนในสังคมไม่ต่างกัน

“ตอนที่หนูดีย้ายไปเรียนต่อที่อเมริกาตอนอายุ 17 ปี เคยตั้งข้อสังเกตกับคุณแม่ว่าทำไมในอเมริกามีคนพิการเยอะจัง และมีผู้พิการทางสติปัญญาเยอะมาก เราเห็นเขาในที่สาธารณะ ในห้าง ในห้องสมุด คุณแม่ของหนูดีท่านก็เลยบอกว่า ที่นี่ไม่ได้มีคนพิการเยอะกว่าปกติ เพียงแต่เขาได้ออกมาอยู่ในสังคมทั่วไป ทำให้เราสามารถเห็นคนเหล่านี้ได้ทุกที่ เมืองไทยต่างหากที่ผิดปกติเพราะเราไม่ให้เขาออกมา พอออกมาเราก็มองเขาแปลกๆ ปฏิบัติต่อเขาว่าเขาเป็นสิ่งผิดปกติ จริงๆแล้วเราต้องให้โอกาสเขาออกมาในสังคม ซึ่งกิจกรรมเช่นการแข่งขันกีฬาในวันนี้เป็นงานที่ดีมาก เพราะทำให้เขามีโอกาสได้ออกมาแสดงความสามารถของตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการพัฒนาตัวเขาได้มากขึ้นด้วย” คุณหนูดีกล่าว




ระหว่างการพูดคุย เสียงเชียร์และเสียงปรบมือเฮให้กำลังใจยังดังต่อเนื่องมาเป็นระยะ จากการแข่งขันที่ยังไม่เสร็จสิ้น ทุกเสียงคือตัวแทนของความรัก ความเอื้ออาทรและความหวังดีของผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรมซึ่งมอบให้กับนักกีฬาผู้พิการทางสติปัญญาอย่างเต็มเปี่ยม โดยมุ่งหวังที่จะกระตุ้นพัฒนาการของเด็กเหล่านี้ไม่มากก็น้อย

ในมุมมองของความเป็นครู คุณหนูดียอมรับว่าเธอไม่คิดว่าการพัฒนาเด็กพิเศษเหล่านี้เป็นเรื่องง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำ “ไม่มีเรื่องอะไรที่ง่ายอยู่แล้วทั้งสำหรับเด็กปกติเอง เด็กที่ฉลาดกว่าปกติ หรือเด็กที่มีความพิการทางสติปัญญา เพียงแต่ในความยากทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราจะทำด้วยกันไหม เพราะเอาเข้าจริงแล้ว แม้แต่เด็กที่เราเรียกว่าเป็นเด็กปกติ แต่ละคนก็ล้วนมีความต้องการที่พิเศษต่างกันไป  จำได้ว่าสมัยที่หนูดีเรียนครู อาจารย์ในคลาสที่เรียนเกี่ยวกับเด็กพิเศษก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า เราควรจะปฏิบัติกับเด็กพิเศษอย่างไร? มีเพื่อนคนหนึ่งในห้องให้ความคิดเห็นไว้ดีมาก เขาบอกว่า ‘เราต้องปฏิบัติกับเด็กทุกคนให้เป็นเด็กพิเศษ เพราะเด็กทุกคนมีความต้องการพิเศษไม่เหมือนกัน ไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กพิเศษหรือไม่ก็ตาม’ ยกตัวอย่างมีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เขาชอบนั่งเก้าอี้ตัวหนึ่งประจำ ถ้าไม่ได้นั่งแล้วเขาจะเครียด ต่อให้เขาไอคิวร้อยซึ่งเราถือว่าปกติ แต่ก็เท่ากับเขาเป็นเด็กพิเศษเหมือนกันในรูปแบบอื่น แม้แต่ตัวเราเองก็มีความพิเศษและมีความต้องการเฉพาะตัว แต่ละคนมีความแตกต่างซึ่งเราควรมีพื้นที่ให้เขา และพวกเขายังเป็นโอกาสให้เราได้มองว่า เราให้คุณค่ากับคำว่าปกติสูงเกินไปหรือเปล่า”

หลังการทำกิจกรรมครั้งแรกร่วมกับยูนิเซฟเสร็จสิ้น ไม่เพียงแต่ความสนุกสนานและความประทับใจที่ได้รับ แต่เธอยังออกปากพร้อมรอยยิ้มว่า ดีใจที่สุดที่ทำให้เธอมีโอกาสได้พูดเรื่องเกี่ยวกับเด็กพิเศษซึ่งเธอเชื่อมาโดยตลอดว่าสังคมจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้รวมถึงพ่อแม่ที่ต้องการกำลังใจอย่างสูงเช่นเดียวกัน

“การได้เป็น Friend of UNICEF หนูดีมองว่าเป็นเกียรติมากๆ สำหรับตัวหนูดีและครอบครัว คุณแม่นี่ภูมิใจมาก เพราะพวกเราตามงานของยูนิเซฟมาโดยตลอด ตั้งแต่หนูดียังเป็นนักเรียน พอได้รับเลือกก็คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่จะทำให้เรามีโอกาสพูดเรื่องที่เราเชื่อเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างของเด็ก และเด็กที่อยู่ในกลุ่มของเด็กพิเศษ ซึ่งทุกวันนี้ยังมีความไม่เข้าใจหรือความเข้าใจผิดๆ ในสังคมเนื่องจากบางครั้งเนื้อหาข้อมูลที่ได้รับยังไม่เพียงพอ




สำหรับเด็กพิเศษ ไม่เพียงแต่ตัวเด็กเองเท่านั้นที่ควรได้รับความใส่ใจและกำลังใจ แต่เราต้องอย่าลืมคุณพ่อคุณแม่ของเด็กกลุ่มนี้ด้วย เราเชื่อว่าทุกคนไม่มีใครอยากคลอดลูกออกมาแล้วเป็นสิ่งที่สังคมมองว่าไม่ปกติ เพราะฉะนั้นเราต้องให้กำลังใจเขา ต้องรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่บอบช้ำแค่ไหนที่ลูกซึ่งเขารอมาทั้งชีวิต พอคลอดออกมาแล้ว อาจไม่สามารถโตขึ้นมาประกอบอาชีพได้เหมือนคนทั่วไป หรือสุดท้ายก็ต้องดูแลกันจนกว่าเด็กจะจากโลกนี้ไป เลยอยากบอกว่าต้องให้พื้นที่ยืนกับคุณพ่อคุณแม่ด้วย นึกถึงใจเขาใจเราเช่นกัน” คุณหนูดีทิ้งท้าย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น