วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เพศศึกษายุคใหม่ไม่ควรเป็นเรื่องน่าอายอีกต่อไป



“ตอนที่หนูรู้ว่าตัวเองกำลังจะเป็นแม่ กำลังจะจบ ม. 6 หนูมีที่เรียนต่อแล้ว พ่อแม่ดีใจมากๆ แต่ว่ามาท้องเสียก่อน ตอนแรกไม่กล้าบอกพ่อแม่ คิดว่าจะทำแท้งโดยที่ไม่ให้ใครรู้แม้แต่แฟน หนูไปถึงคลินิกแห่งหนึ่ง ตอนที่รอคิวรับบริการ อยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาในหัว จินตนาการต่างๆ นานา ทั้งการที่หนูกำลังจะจบชีวิตลูก ความเสียใจของลูกที่จะไม่ได้เกิด มันเป็นภาพที่น่ากลัวมากค่ะ สุดท้ายก็เลยไม่ทำ….” นี่คือข้อความที่นาวสาวเค (นามสมมุติ) ถ่ายทอดเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่วัยรุ่นคนอื่นๆ ใน www.lovecarestation.com เรื่องราวของนาวสาวเคหลังจากนี้ ไม่เป็นอย่างที่ฝันไว้ แฟนวัยใสไม่มีงานทำบวกกับไม่มีวัยวุฒิเพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนนางสาวเคต้องเลี้ยงลูกและเรียนหนังสือไปพร้อมๆ กัน ในที่สุดต้องเลิกกับแฟนและกลับไปอยู่กับพ่อแม่ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากเพื่อนบ้านและญาติผู้ใหญ่

และนี่ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ข่าวเรื่องนี้มีมาให้ได้ยินได้ฟังกันเรื่อยๆ ทุกวันนี้อัตราการให้กำเนิดบุตรในวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีมีอัตรา 51 คนต่อ 1,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงในลำดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งจากการวิจัยสำรวจนักเรียนมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาจำนวน 8,837 คน และครู 692 คนในโรงเรียนมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา 398 แห่งในช่วงเดือนกันยายน 2558 ถึงเดือนมีนาคม 2559 ซึ่งจัดทำโดยมหาวิทยาลัยมหิดลด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ ยังพบว่ามีนักเรียนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตอบคำถามเกี่ยวกับการมีประจำเดือนและรอบเดือนได้อย่างถูกต้อง ในขณะที่นักเรียนหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหลายคนบอกว่ายาคุมฉุกเฉินเป็นวิธีหลักในการคุมกำเนิดและนักเรียนชายจำนวนมากไม่ต้องการใช้ถุงยางอนามัย ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่ยุค 4.0 ที่มีการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสาธารณสุขอย่างองค์รวม แต่วัยรุ่นยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศและมีทัศนคติผิด อีกทั้งตัวเลขด้านปัญหาสุขภาวะทางเพศเหล่านี้กลับโตสวนกระแส ซึ่งเป็นปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ







ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี ยังคงเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้เรื่องเพศศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องปกปิดและไม่ใช่เรื่องที่จะพูดคุยกันอย่างเปิดเผย เรื่องนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของยูนิเซฟที่ระบุว่า นักเรียนจำนวนมากไม่กล้าซักถามข้อมูลจากครูผู้สอนอย่างตรงไปตรงมา เพราะกลัวถูกตัดสินและตรีตราจากครู นอกจากนี้การสอนในชั้นเรียนก็มักไม่ครอบคลุมหัวข้อสำคัญๆ เช่น สิทธิทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ ความหลากหลายทางเพศ และการเคารพสิทธิของผู้อื่น และวิธีการสอนก็มักเน้นไปที่การบรรยาย ซึ่งไม่เอื้อให้นักเรียนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการสื่อสารและเจรจาต่อรอง ส่งผลให้นักเรียนไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้และปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตจริงได้

แนวทางการลดปัญหาสามารถเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัวก่อน ผู้ปกครองควรให้ความรู้บุตรหลานเกี่ยวกับเรื่องเพศและการป้องกันอย่างถูกวิธี รวมทั้งชี้แนะให้คำแนะนำเมื่อพบเจอเหตุการณ์ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น ภาพยนต์หรือละครที่นำเสนอเรื่องเพศ ปลูกฝังให้บุตรหลานเข้าใจอย่างถูกต้อง นอกจากนี้  ยังควรขยายการจัดการเรียนการสอนเพศศึกษารอบด้านที่มีคุณภาพให้ทั่วถึง เพื่อส่งเสริมให้วัยรุ่นมีความรู้ มีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย รวมทั้งยังควรส่งเสริมให้เกิดช่องทางต่างๆ ที่ให้ข้อมูลเรื่องเพศศึกษาแก่วัยรุ่นอย่างถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น www.lovecarestation.com ซึ่งเป็นช่องทางที่วัยรุ่นสามารถได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญผ่านแชทไลน์ที่ให้ความเป็นส่วนตัวแก่วัยรุ่นและเก็บข้อมูลเป็นความลับ  หรือโทร Hotline 1663 เอดส์ ท้องไม่พร้อม หรือ Hotline 1323 สุขภาพจิต หรือคลินิกวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี 087-053-5500







มาร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะทางเพศในประเทศไทยได้ที่ 
#FightUnfair #โอกาสที่เท่าเทียม


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น