วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

การว่ายน้ำช่วยชีวิตได้



เรื่องโดย เหมกานติ์ ศรีจรัสจรรยา / ภาพและวิดีโอโดย เมธี เถื่อนทัพ

เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 25 กันยายน 2560


สกลนคร, 17 สิงหาคม 2560 – เมื่อ ด.ช.นนทกาณต์ เทศงามถ้วน หรืออาร์ต อายุ 5 ขวบ บ้านของเขาที่จังหวัดนนทบุรีถูกน้ำท่วม เขากับยายได้ออกไปช่วยชาวบ้านซ่อมสะพานไม้ในหมู่บ้าน แต่เขาก้าวพลาดและตกลงไปในน้ำ 

“ตอนนั้นผมกลัวมากเพราะว่ายน้ำไม่เป็น ยายช่วยผมไว้ได้ แต่จากนั้นมา ผมก็ไม่กล้าเข้าใกล้น้ำอีกเป็นปีๆ เลยครับ” อาร์ตกล่าว ขณะนี้อาร์ตอายุ 11 ปี เป็นนักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนอนุบาลโคกศรีสุพรรณในจังหวัดสกลนคร

ไม่ใช่เด็กทุกคนจะโชคดีอย่างอาร์ต รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขที่เผยแพร่ในปี 2557 ระบุว่า การจมน้ำเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของเด็กในประเทศไทย โดยในแต่ละปี จะมีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่ต้องเสียชีวิตจากการจมน้ำประมาณ 1,243 คน นั่นหมายความว่า ในประเทศไทยจะมีเด็กจมน้ำ 1 คนในทุกๆ 6 ชั่วโมง  

ทั้งนี้ เด็กผู้ชายมีอัตราการจมน้ำเสียชีวิตสูงกว่าเด็กผู้หญิงถึงสองเท่า รายงานฉบับดังกล่าวยังเผยอีกว่า การจมน้ำเสียชีวิตของเด็กส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงปิดเทอม พร้อมยังระบุด้วยว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราการจมน้ำของเด็กสูงที่สุดในประเทศ รองลงมาคือภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ตามลำดับ 

นักเรียนของโรงเรียนห้วยปลาใยผดุงวิทยา จังหวัดสกลนคร เรียนว่ายน้ำใน
โครงการการป้องกันเด็กจมน้ำผ่านสถานศึกษาซึ่งยูนิเซฟให้การสนับสนุน
ไม่ควรมีเด็กคนใดต้องมาเสียชีวิตจากเหตุที่สามารถป้องกันได้ องค์การยูนิเซฟทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตรริเริ่มโครงการการป้องกันเด็กจมน้ำผ่านสถานศึกษา (Swim Safe Project) ในโรงเรียน 20 แห่งใน 10 จังหวัด เช่น สกลนคร กาญจนบุรี น่าน พิษณุโลก และสตูล โรงเรียนเหล่านี้จะได้รับสระว่ายน้ำแบบเคลื่อนย้ายได้ พร้อมทั้งมีการฝึกอบรมครูเกี่ยวกับวิธีการสอนเด็กว่ายน้ำ และทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำ โดยขณะนี้ มีเด็กประมาณ 6,000 คนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

“วัตถุประสงค์ของเราไม่ใช่แค่สอนให้เด็กว่ายน้ำเป็นครับ” รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “แต่เราต้องการให้พวกเขาปลอดภัย อยู่รอด และเติบโตต่อไปอีกด้วย ดังที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก”

ทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำที่นำมาสอนเด็กๆ ได้แก่การ “ตะโกน โยน ยื่น” “ตะโกน” คือการสอนให้เด็กตะโกนขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อเห็นเพื่อนกำลังจะจมน้ำ “โยน” คือการสอนให้เด็กรู้ว่าสิ่งไหนที่สมควรโยนให้เพื่อนเกาะ เช่นขวดพลาสติกเปล่าซึ่งหาได้ง่ายและจะช่วยพยุงให้ลอยตัว ส่วน “ยื่น” คือการสอนให้เด็กยื่นสิ่งของรูปทรงยาว เช่น ท่อนไม้ ให้กับเพื่อนแล้วดึงขึ้นฝั่ง เทคนิคเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงของการจมน้ำในเด็กได้

นักเรียนโรงเรียนห้วยปลาใยผดุงวิทยา จังหวัดสกลนคร ฝึกการลอยตัว โดยใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไป เช่น ขวดพลาสติก

“ทักษะการเอาชีวิตรอดนี้สอดคล้องกับแผนป้องกันการจมน้ำของเด็กระดับชาติ” รังสรรค์กล่าว

เสกสรร สมน้อย ครูโรงเรียนห้วยปลาใยผดุงวิทยา จังหวัดสกลนคร กล่าวว่า การว่ายน้ำเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งของเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติมากมาย เช่น ลำห้วย และบึง

เสกสรรเล่าถึงเหตุการณ์การเสียชีวิตของเด็กอันน่าเศร้าสองเหตุการณ์ เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นปีที่แล้วเมื่อเด็กสามคนจมน้ำเสียชีวิตในอำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมของปีนี้เมื่อเกิดอุทกภัยในสกลนครและมีเด็กคนหนึ่งจมน้ำเสียชีวิตขณะเล่นอยู่ในน้ำท่วม

“ผมดีใจมากที่โรงเรียนของเราได้รับสระว่ายน้ำและมีการสอนว่ายน้ำให้กับเด็กๆ ก่อนหน้านี้ เด็กเกือบทุกคนในโรงเรียนว่ายน้ำไม่เป็นเลย แต่เดี๋ยวนี้เด็กมากกว่าครึ่งว่ายน้ำเป็นแล้วครับ” เสกสรรกล่าว

น้องแอม นักเรียนโรงเรียนห้วยปลาใยผดุงวิทยา จังหวัดสกลนคร กำลังหัดว่ายน้ำในสระที่ยูนิเซฟจัดสรรให้

เสกสรรยอมรับว่า เริ่มแรกนั้นการให้เด็กลงสระเป็นเรื่องท้าทาย 

“ตอนแรกเด็กหลายคนกลัวจนร้องไห้ แต่สักพัก พวกเขาก็เริ่มคุ้นเคยกับการอยู่ในสระ ตอนนี้พวกเขาชอบว่ายน้ำกันมากเลยครับ” เขาเล่า

สิรภพ แสนดวง ครูฝึกประสบการณ์สาขาพลศึกษาและวิทยาศาสตร์การกีฬา โรงเรียนอนุบาลโคกศรีสุพรรณ ซึ่งเป็นโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า นักเรียนทั้งหมด 428 คนของโรงเรียนได้ใช้สระว่ายน้ำและเรียนว่ายน้ำ ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กพิการรวมอยู่ด้วย

“เด็กที่มีการเรียนรู้ช้าก็ได้เรียนว่ายน้ำเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆ แต่พวกเขาจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ สำหรับเด็กบางคนในกลุ่มนี้ นี่คือวิชาที่พวกเขาตั้งใจเรียนมากที่สุด” สิรภพกล่าว

นักเรียนโรงเรียนอนุบาลโคกศรีสุพรรณหัดว่ายน้ำในสระที่ยูนิเซฟจัดสรรให้

วสุนธรา ไผ่ตาแก้ว นักเรียนชั้นป.6 ของโรงเรียนอนุบาลโคกศรีสุพรรณเห็นว่า การว่ายน้ำเป็นประโยชน์ และหวังว่าเด็กที่โรงเรียนอื่นจะได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะการเอาชีวิตรอดที่สำคัญนี้ด้วยเช่นกัน 

“หนูคิดว่าการที่เด็กทุกคนว่ายน้ำได้เป็นสิ่งสำคัญ การว่ายน้ำช่วยหนูเอาไว้เมื่อบ้านหนูถูกน้ำท่วมในเดือนสิงหาคม” วสุนธรากล่าว เธอว่ายน้ำไม่เป็นก่อนที่โรงเรียนจะได้รับสระว่ายน้ำ

องค์การยูนิเซฟรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากโรงเรียนนำร่องแต่ละแห่งเพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินโครงการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งข้อมูลด้านการพัฒนาโครงการ และการพัฒนาหลักสูตรการสอนว่ายน้ำให้แก่เด็กๆ นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังคงสนับสนุนด้านการลงทุนและการฝึกอบรมบุคลากรในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กนักเรียนทุกคนในประเทศไทยได้รับประโยชน์จากโครงการการป้องกันเด็กจมน้ำผ่านสถานศึกษา และได้เรียนรู้ทักษะการเอาชีวิตรอดที่จำเป็นเหล่านี้
   
“น้ำนำความสุขมาให้เด็ก แต่ก็แฝงไปด้วยภยันตราย เราจะต้องเสริมสร้างทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำให้แก่เด็ก เพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองและคนที่อยู่ใกล้ตัวได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน” รังสรรค์กล่าวทิ้งท้าย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น