วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

ผลกระทบของความรุนแรงในโรงเรียนต่อเด็ก และแนวทางสำหรับโรงเรียนที่เป็นมิตรกับเด็ก



ผลกระทบของความรุนแรงในโรงเรียนต่อเด็ก และแนวทางสำหรับโรงเรียนที่เป็นมิตรกับเด็กในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลายท่านอาจได้ยินได้เห็นข่าวเกี่ยวกับความรุนแรงในโรงเรียนบ่อยครั้ง ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนควรจะเป็นสถานที่ที่เด็กได้รับความรู้และพัฒนาตนเอง แต่ทำไมเราถึงยังได้ยินข่าวทำนองนี้บ่อยนัก? แล้วผลกระทบของความรุนแรงเหล่านี้ ส่งผลอย่างไรกับตัวเด็กบ้าง และเราจะมีแนวทางอย่างไรในการให้ความคุ้มครองแก่พวกเขา เพื่อให้โรงเรียน ได้เป็นสถานที่ที่พวกเขาเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย

รูปแบบของความรุนแรงในโรงเรียน

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน จัดได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
  1. การกลั่นแกล้งรังแกของนักเรียน (Bullying)
  2. การลงโทษด้วยความรุนแรง (Corporal punishment)
  3. การล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual abuse)
การกลั่นแกล้งรังแกของนักเรียน อาจเป็นสิ่งที่บางคนมองว่าเป็นธรรมชาติของเด็กเมื่อมาอยู่รวมกัน ทำให้มองข้ามว่าเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง รวมถึงตัวเด็กที่เป็นผู้รังแก ที่มองว่าการใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ ไม่ว่าจะมาจากการมีพวกมาก การเป็นที่รักของครู การมีสถานะทางเศรษฐกิจที่ดี หรือแหล่งอำนาจอื่นๆ ในการรังแกผู้ทีด้อยกว่าตนนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับเด็กที่โดนกลั่นแกล้งรังแกโดยเพื่อนนักเรียน อาจส่งผลร้ายแรงต่อจิตใจ สุขภาพ และการเรียนของเด็ก  นอกจากนั้น ในปัจจุบัน การกลั่นแกล้งบางส่วนทำกันจนเป็นประเพณี เช่น การรับน้อง และการกลั่นแกล้งไม่เพียงแต่เกิดขึ้นภายในรั้วโรงเรียน แต่ยังต่อเนื่องไปอยู่บนโลกออนไลน์ด้วย

การลงโทษด้วยความรุนแรง1  อยู่คู่กับครอบครัวไทยและโรงเรียนไทยมาช้านาน จากการสำรวจโดยองค์การยูนิเซฟ เรื่อง ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของครู ในเรื่องการลงโทษด้วยความรุนแรงและการใช้วินัยเชิงบวก2  ในปี 2556 โดยสอบถามจากครูในโรงเรียนรัฐ 480 คน ครูส่วนใหญ่เห็นว่าการลงโทษด้วยความรุนแรงมีข้อเสีย แต่ยังมีครูร้อยละ 42 เห็นว่าการลงโทษที่ไม่รุนแรงเกินไป จะไม่ส่งผลต่อทางกายและทางจิตใจของเด็กในระยะยาว และครูร้อยละ 62 บอกว่าการลงโทษด้วยความรุนแรงไม่ใช่การละเมิดสิทธิเด็ก
ถึงแม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการ จะได้ออกกฎกระทรวง "หักไม้เรียว" ในปี 2548 เพื่อห้ามการลงโทษด้วยความรุนแรง เช่นการตี แต่หลายโรงเรียนก็ยังมีการใช้วิธีนี้อยู่ ครูร้อยละ 95 บอกว่าตนทราบถึงกฎกระทรวงปี 2548 แต่มีเพียงร้อยละ 50 คิดว่ากฎกระทรวงมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติของครู
จากการสำรวจ ครูจำนวนมากยอมรับว่าไม่รู้วิธีอื่นที่จะใช้ในการดูแลพฤติกรรมนักเรียนได้ และมองว่าการลงโทษที่มาจากความหวังดี เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และเป็นสิ่งจำเป็นต่อการควบคุมเด็กในชั้นเรียน เพราะถือเป็นวิธีการจัดการชั้นเรียนที่ได้ผลทันที มากกว่าเป็นการลงโทษ แต่การกระทำที่ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่นั้น อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อนักเรียนทั้งทางร่างกายและจิตใจ (เช่น กรณีที่ครูพละโยนแก้วเซรามิกถูกใบหน้านักเรียน ม.5 จนเส้นประสาทเสียหาย)

การล่วงละเมิดทางเพศ เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมเห็นว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรง และจะต้องมีการลงโทษตามกฏหมายแก่ผู้กระทำ แต่เมื่อปรากฏเป็นข่าว เรามักจะพบว่าผู้กระทำนั้นได้ล่วงละเมิดเด็กมาแล้วหลายครั้ง หรือหลายคน โดยการใช้อำนาจที่ตนมีเหนือเด็ก ทำให้เด็กหวาดกลัวที่จะขอความช่วยเหลือ ส่งผลให้ไม่มีการจัดการต่อผู้กระทำอย่างเด็ดขาด จึงเป็นที่น่าเสียใจที่ระบบของโรงเรียนยังไม่สามารถปกป้องและช่วยเหลือนักเรียนได้ดีพอ

บทบาทของครูและโรงเรียนในการปกป้องคุ้มครองเด็ก

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ระบุว่าเด็กทุกคนต้องมีสิทธิในการได้รับการศึกษา ซึ่งครูทุกคนมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ ได้พัฒนาตัวเองอย่างสมวัย และเติบโตเต็มศักยภาพ แต่หน้าที่ของโรงเรียนไม่ได้จำกัดอยู่ที่สิทธิด้านการศึกษาเพียงด้านเดียว มาตรา 19 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ยังบอกว่าเด็กทุกคนต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากความรุนแรง การถูกล่วงละเมิด การทอดทิ้ง และแสวงประโยชน์ ซึ่งการคุ้มครองนี้ จะต้องเกิดขึ้นทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และในชุมชนที่เด็กอยู่อาศัย ครูจึงมีหน้าที่สำคัญในการทำให้โรงเรียนเป็นสถานที่ที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการเรียนรู้ของเด็ก และมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการปกป้องคุ้มครองนักเรียนของโรงเรียนด้วย
ดังนั้น เมื่อนักเรียนมีปัญหาต่างๆ รวมถึงปัญหาที่เกิดจากการกระทำรุนแรง การที่สถานศึกษามีช่องทางที่ชัดเจนในการรับแจ้งเหตุ มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงบทบาทของครูและบุคลากรในการรับฟังโดยไม่ตัดสิน การพิทักษ์สิทธิ์ให้กับเด็ก การจัดบริการหรือส่งต่อไปรับบริการที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้เด็กอย่างทันท่วงที นี่ต่างหากที่เป็นรากฐานสำคัญของความเคารพที่นักเรียนจะมีต่อครูอย่างแท้จริง ไม่ใช่การใช้อำนาจและความรุนแรงที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว
ในช่วงที่ผ่านมา มีหลายข่าวที่แสดงให้เห็นว่าครูหรือโรงเรียนอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการฟังเสียงของเด็กมากพอ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เด็กกลั่นแกล้งกันเองจนเกิดการบาดเจ็บ (เด็กแกล้งเพื่อนให้นั่งทับดินสอ การรับน้องที่มีกิจกรรมรุนแรง) หรือการกระทำโดยครู (การให้เด็กนักเรียนกินเต้าหู้ไข่เพื่อทดสอบอาการแพ้) ทั้งนี้ความปลอดภัยของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ที่สำคัญ โรงเรียนควรถือว่าการปกป้องคุ้มครองเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการปกป้องชื่อเสียงของสถาบัน จากการสำรวจของยูนิเซฟในปี 2556 มีครูเพียงร้อยละ 49 คิดว่าจะรายงานต่อผู้อำนวยการโรงเรียนหากเห็นว่ามีการใช้กำลังในการลงโทษอย่างเกินควร

ผลกระทบความรุนแรงที่มีต่อเด็ก

เราเห็นในข่าวว่า ผลกระทบทางกายจากการใช้ความรุนแรง หรือการกระทำที่ไม่ปลอดภัยต่อเด็ก สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงแก่เด็ก ซึ่งอาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้ แต่ความรุนแรงทางจิตใจ เช่น การดุด่า เปรียบเทียบ ประชดประชัน การล้อเลียน ฯลฯ ก็ส่งผลต่อเด็กอย่างร้ายแรงด้วยเช่นกัน โดยเด็กที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงอาจมีภาวะไม่มั่นคงทางจิตใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต มีภาวะทางอารมณ์ หดหู่สิ้นหวัง วิตกกังวล แยกตัวออกจากสังคม มีความผิดปกติในการนอนและการรับประทานอาหาร ฯลฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางกายต่อไปได้ด้วย  โดยในต่างประเทศมีตัวอย่างของเด็กหลายรายที่ประสบกับการถูกกลั่นแกล้งล้อเลียนจากเพื่อนที่โรงเรียน โดยไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร และตัดสินใจฆ่าตัวตายได้
การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของความรุนแรงต่อเด็กชี้ให้เห็นว่า เมื่อเด็กประสบเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดรุนแรง (Toxic stress) เช่น เมื่อเผชิญกับความรุนแรง  การถูกละเมิด การถูกละเลย หรือต้องเผชิญความหิวโหย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด ออกมาในระดับสูง ซึ่งฮอร์โมนนี้จะขัดขวางกระบวนการพัฒนาการทางสมอง โดยจำกัดการขยายตัว หรือการแตกแขนงของเซลล์ต่าง ๆ ในสมอง อีกทั้งส่งผลร้ายต่อสุขภาพ การเรียนรู้ และพฤติกรรมของเด็ก3

ซ้าย: สมองปกติ ขวา: สมองที่ถูกกระทำรุนแรง, ล่วงละเมิด

หลายคนอาจจะมองว่า ความรุนแรงนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่น่าจะมีผลร้ายแรงมาก แค่ครูตีเจ็บแป๊บเดียวก็หายแล้ว หรือการถูกเพื่อนกลั่นแกล้งหรือล้อเลียน ก็เป็นสิ่งปกติของเด็ก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้กระทำอาจพบว่าเมื่อใช้ความรุนแรงเล็กน้อยแล้วไม่ได้ผล ก็มักเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น ๆ จนเป็นอันตรายต่อเด็กได้ นอกจากนี้ การใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก จะสะท้อนให้เด็กเข้าใจผิดว่า การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
นอกจากนี้ ความรุนแรงในโรงเรียนยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเรียน ทำให้นักเรียนไม่อยากมาโรงเรียน การรวบรวมผลการวิจัยในประเทศต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า เด็กที่เรียนในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรง จะมีผลการเรียนที่แย่กว่าเด็กที่เรียนในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพราะมีการหยุดเรียนมากกว่าและมีสุขภาพจิตที่แย่กว่า4 

นโยบายการคุ้มครองเด็กในโรงเรียน

ในปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นว่าควรมีการคุ้มครองเด็กในโรงเรียนที่เข้มแข็งขึ้น โดยได้ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ในการจัดทำนโยบายการคุ้มครองเด็กในโรงเรียน ซึ่งจะเป็นแนวทางให้โรงเรียนและสถานศึกษาทุกแห่งภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการปกป้องดูแลความปลอดภัยของเด็กทุกคน
ทั้งนี้นโยบายการคุ้มครองเด็กในโรงเรียนยังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างเพื่อพิจารณา โดยหากจะมุ่งสู่การคุ้มครองเด็ก จะต้องมีความชัดเจนในการกำหนดกรอบนิยามของความรุนแรงต่อเด็ก (ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก) และการทำงานที่มุ่งเน้นการกำจัดความรุนแรงจากผู้มีอำนาจเหนือกว่า การกลั่นแกล้งรังแกของนักเรียน การลงโทษด้วยความรุนแรง การล่วงละเมิดทางเพศ และการแสวงประโยชน์ อย่างชัดเจน  โดยในรายละเอียดอาจมีการกำหนดแนวทางตั้งแต่การคัดเลือกบุคลากรของโรงเรียน การจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความรู้สำหรับครูและบุคลการทั้งหมดเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็ก ซึ่งรวมถึงทางเลือกในการสร้างวินัยให้กับเด็ก “จัดการพฤติกรรมของนักเรียน” การให้ความรู้แก่เด็กให้เข้าถึงระบบบริการ รวมถึงการดูแลปกป้องตนเอง การกำหนดโครงสร้างระบบการคุ้มครองเด็กในโรงเรียน ที่ระบุถึงผู้รับผิดชอบหลักที่เชื่อมโยงกับการบริหารงานภายในโรงเรียน  การมีแนวปฏิบัติต่อเด็กที่ชัดเจน (รวมถึงบทลงโทษที่เหมาะสมหากฝ่าฝืนแนวปฏิบัติ) การมีระบบรองรับการรายงานแจ้งเหตุและกลไกการช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบปัญหา และมีการส่งต่อกรณีที่รุนแรงไปยังหน่วยงานคุ้มครองเด็กเพื่อให้เด็กได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม และอาจรวมถึงแนวปฏิบัติในการเสนอข้อมูลเด็กแก่สื่อและบุคคลภายนอกด้วย
อย่างไรก็ดี การมีการกำหนดนโยบายคุ้มครองเด็กในโรงเรียนนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้โรงเรียนปราศจากความรุนแรง แต่ต้องมีแนวทางชัดเจนที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของสถานศึกษา รวมถึงต้องมีระบบการติดตามและประเมินผลการนำไปใช้ด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ได้มีการนำนโยบายคุ้มครองเด็กในโรงเรียนมาใช้อย่างจริงจัง
สิ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ อาจเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าการปกป้องคุ้มครองเด็กจากความรุนแรง ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์กับนักเรียนอย่างเดียว แต่ครูเองก็จะได้ประโยชน์ด้วย เพราะจะเป็นการช่วยสร้างความเข้าอกเข้าใจ การพูดคุยระหว่างครูและนักเรียน การปฏิบัติต่อกันอย่างเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน และบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้
ถึงเวลาแล้วที่ทุกโรงเรียนจะต้องมีนโยบายคุ้มครองเด็ก ที่จะช่วยให้ลูกหลานของเราได้ไปโรงเรียนอย่างปลอดภัยและมีความสุข

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
  1. ตามแนวทางขององค์การยูนิเซฟ การลงโทษด้วยความรุนแรง (corporal punishment) หมายถึง การลงโทษโดยใช้กำลังเพื่อมีทำให้เจ็บหรือไม่สบาย ไม่ว่าจะหนักหรือเบาเพียงใด
  2. Survey on Corporal punishment in Thai schools - Understanding knowledge, attitudes and practices among school faculty, UNICEF Thailand, 2012, unpublished.
  3. การเสริมสร้างสมองที่ดีกว่า : ขยายขอบเขตของความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย, องค์การยูนิเซฟ,  2014
  4. Child Protection in Educational Settings: Findings from Six Countries in east Asia and the Pacific, UNICEF, 2014

1 ความคิดเห็น:

  1. Ass,,,Saya Ibu Siti Di Singapore - Saya Mengutarakan Kalau Saya Menang Togel Lagi,Itu Atas Bantuan NYAI RONGGENG Terimah Kasih Banyak Yaa NYAI YAng Telah Memberikan Angka Jitu Nya Kepada Saya Yaitu 9283 Dan Alhamdulillah Berhasil,Berkat Bantuan NYAI Saya Sudah Bisa Membahagiakan Kedua Orang Tua Saya,Bahkan Semua Hutang-Hutang Saya Bersama Hutan Kedua Orang Tua Saya Semuanya Pada Lunas Dan Bahkan Saya Juga Sudah Bisa Membuka Usaha Kecil-Kecilan,Bagi Anda Yg Ingin Seperti Saya Silahkan Hub Nomor NYAI RONGGENG Di : 085286344499 ATAU BUKA BLOK NYAI RONGGENG KLIK DISINI Karena Cuma Angka Ghoib NYAI RONGGENG Saja Yg Memberikan Bukti YAng Lain Maa Cuma Menghabiskan Uang Saja,Nomor Ritual NYAI RONGGENG Memang Selalu Tepat Dan TerBukti.






    Ass,,,Saya Ibu Siti Di Singapore - Saya Mengutarakan Kalau Saya Menang Togel Lagi,Itu Atas Bantuan NYAI RONGGENG Terimah Kasih Banyak Yaa NYAI YAng Telah Memberikan Angka Jitu Nya Kepada Saya Yaitu 9283 Dan Alhamdulillah Berhasil,Berkat Bantuan NYAI Saya Sudah Bisa Membahagiakan Kedua Orang Tua Saya,Bahkan Semua Hutang-Hutang Saya Bersama Hutan Kedua Orang Tua Saya Semuanya Pada Lunas Dan Bahkan Saya Juga Sudah Bisa Membuka Usaha Kecil-Kecilan,Bagi Anda Yg Ingin Seperti Saya Silahkan Hub Nomor NYAI RONGGENG Di : 085286344499 ATAU BUKA BLOK NYAI RONGGENG KLIK DISINI Karena Cuma Angka Ghoib NYAI RONGGENG Saja Yg Memberikan Bukti YAng Lain Maa Cuma Menghabiskan Uang Saja,Nomor Ritual NYAI RONGGENG Memang Selalu Tepat Dan TerBukti.

    ตอบลบ