วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561

ความท้าทายต่อบทบาทของพ่อแม่ในยุคดิจิทัล: มุมมองในระดับนานาชาติ

เด็กชายชาวอิรักสองคนกำลังเล่นโทรศัพท์ของพวกเขาอย่างสนุกสนานในระหว่างที่กำลังรอคุณแม่ของพวกเขาภายในศูนย์ประมวลผลผู้ลี้ภัยในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ที่ซึ่งครอบครัวของพวกเขามาลงชื่อเพื่อขอลี้ภัย

เด็กๆ ในทุกหนทุกแห่งเริ่มเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ โดยส่วนใหญ่ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้พ่อแม่เริ่มรู้สึกถึงความท้าทายต่อความสามารถ, บทบาท และอำนาจความรับผิดชอบของพวกเขา เป็นที่ชัดเจนว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตนั้นช่วยให้พวกเด็กๆ ได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลอันทรงค่าและความสัมพันธ์บางอย่างที่พ่อแม่ของพวกเขาไม่มี แต่พ่อแม่จะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไรล่ะ?



ความแตกต่างของการเลี้ยงลูกในยุคดิจิทัล (Digital parenting divide)

งานวิจัยในกลุ่มประเทศรายได้สูงชี้ว่าบทบาทของพ่อแม่ควรจะมีการปรับเปลี่ยน จากการสร้างข้อจำกัด เช่น การห้ามใช้เทคโนโลยี หรือ ดุว่าลูกๆ เวลาเกิดปัญหา มาเป็นการสร้างทักษะ เช่น การร่วมแบ่งปันประสบการณ์ออนไลน์กับลูกๆ ของพวกเขา และให้คำแนะนำในการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ให้คำแนะนำและประเมินเนื้อหาและพฤติกรรมออนไลน์ของพวกเขา การปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนี้ได้รับอิทธิพลมาจากประสบการณ์ที่ได้จากการเติบโตของตัวพ่อแม่เอง และความเชี่ยวชาญในการใช้สื่อดิจิทัล นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนนี้ยังเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากความพยายามนานับปีของผู้เกี่ยวข้องต่างๆ โดยเฉพาะจากภาครัฐและองค์กรด้านสวัสดิการเด็ก ในการสร้างความตระหนักรู้ และกระตุ้นให้พ่อแม่เข้ามามาส่วนร่วม


ตัวอย่างการสื่อสารผ่านเพื่อนและคนใกล้ตัวในชุมชน Nyalenda เมือง Kisumi ประเทศเคนยา องค์กร Sauti Skika เป็นความริเริ่มที่เกิดขึ้นจากวัยรุ่นและเยาวชนที่มีเชื้อเอชไอวี เพื่อให้แน่ใจว่าเสียงของวัยรุ่นและเยาวชนที่มีเชื้อเอชไอวีจะได้รับการรับฟัง

ทว่าดูเหมือนว่าพ่อแม่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ จะยังคงนิยมการเลี้ยงดูแบบสร้างข้อจำกัด ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากวัฒนธรรมการเลี้ยงดูลูกที่เป็นแนวอำนาจนิยมมากกว่า (โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นลูกสาว) ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาดทรัพยากรสนับสนุน ทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าหนทางเดียวในการช่วยปกป้องคุ้มครองลูกๆ ของพวกเขาได้นั้น ก็คือการจำกัดการเข้าถึง นอกจากนี้ยังเป็นในความเห็นของคนส่วนใหญ่แล้ว ยังไม่ยอมรับความคิดเห็นว่าเด็กๆ คือพลเมืองของสังคม และก็คือพลเมืองดิจิทัล

แม้แต่การพูดคุยกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายทั่วไปของการสร้างความตระหนักรู้ของประเทศฝั่งซีกโลกเหนือ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น เด็กจำนวนมากถูกเลี้ยงดูโดยญาติๆ ซึ่งมักจะเป็นปู่ย่าตายาย ยกตัวอย่างเช่น ในกลุ่มประเทศแถบแอฟริกา ลาตินอเมริกา และแคริบเบียน เด็กๆ มีแนวโน้มที่จะอาศัยอยู่กับแค่พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง หรืออาจไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่เลย มากกว่าเด็กๆ ในพื้นที่อื่นๆ ปัจจัยจำพวกการอพยพ, ความเจ็บป่วย, การเสียชีวิตของพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กมีทรัพยากรที่น้อยลง และมีเวลาไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ลูกๆ ของพวกเขามีทักษะด้านดิจิทัล


แม้แต่ในโรงเรียนเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทาย โดยในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาน้อยที่สุดนั้น อัตราการเข้าเรียนมีต่ำ ในขณะที่อัตราส่วนระหว่างนักเรียนต่อครูมีสูง ห้องเรียนที่มีจำนวนเด็กมากเกินไปและครูที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมที่ดีพอ เป็นให้เห็นเรื่องปกติ จึงอาจจะพอสรุปได้ว่าในหลายประเทศนั้น พวกเด็กๆ ขาดการสนับสนุน และ/หรือ ขาดผู้ใหญ่ที่มีความรู้ที่สามารถสอนพวกเขาท่องอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย หรือให้การช่วยเหลือเมื่อต้องการ

การค้นพบครั้งใหม่จากงานวิจัย

การเข้าใจถึงข้อจำกัดที่แท้จริงที่ครอบครัวและเด็กๆ กำลังเผชิญอยู่ในโลกดิจิทัล นับเป็นก้าวแรกในการค้นหากลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการให้พ่อแม่และพวกเด็กๆ ได้ใช้ในการเพิ่มโอกาสและลดความเสี่ยง พวกเรากำลังเฝ้าติดตามกิจกรรมต่างๆ และประสบการณ์ของทั้งพวกเด็กๆ และพ่อแม่ในยุคดิจิทัล ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการ Global Kids Online ซึ่งเป็นความร่วมมือวิจัยในระดับนานาชาติของ UNICEF Office of Research - InnocentiLondon School of Economics and Political Science (LSE), เครือข่าย EU Kids Online และนักวิจัยและองค์การยูนิเซฟในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ด้วยการทำงานภายใต้กรอบแนวคิดสิทธิเด็ก จุดมุ่งหมายคือการหาหลักฐานที่จะกระตุ้นการอภิปราย และนำไปสู่การจัดทำนโยบายและการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตของพวกเด็กๆ ในหลายๆ ประเทศ


Gabriela Vlad วัย 17 ปี (ซ้าย) ใช้โทรศัพท์ของเธอพูดคุยกับคุณแม่ของเธอที่โต๊ะอาหารในบ้านของคุณแม่อุปถัมภ์ของเธอ Tatiana Gribincea (ขวา) ในหมู่บ้าน Porumbeni ชานเมือง Chisinau ในประเทศมอลโดวา คุณแม่แท้ๆ ของเธอออกไปหางานทำในต่างประเทศ

นอกจากการถามพวกเด็กๆ ว่าพวกเขาทำอะไรบ้างบนโลกออนไลน์ ออนไลน์บ่อยไหม ใช้เวลาออนไลน์นานหรือเปล่า พวกเขามีทักษะอะไรบ้าง และต้องเผชิญกับความเสี่ยงใดบ้าง พวกเรายังถามพวกเขาอีกด้วยว่าหากพวกเขาพบเจอกับอะไรๆ ที่ไม่ดีบนโลกออนไลน์ พวกเขาจะไปหาใครเพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งน่าตกใจมากเพราะเด็กๆ ส่วนใหญ่ใน 7 ประเทศบอกว่าพวกเขาจะไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ก่อน โดยจะไปขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่เป็นอันดับที่สอง และแทบจะไม่หันไปหาครูอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ เลย

ข่าวดีสำหรับพ่อแม่ก็คือ แม้ว่าจากข้อมูลงานวิจัยในประเทศบัลแกเรีย, มอนเตเนโกร และแอฟริกาใต้ จะชี้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วทักษะด้านดิจิทัลของพ่อแม่จะเทียบเท่ากับเด็กอายุ 14 ปี แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือ ความไว้วางใจที่เด็กมีให้ต่อทักษะของพ่อแม่ในการให้คำแนะนำและสนับสนุนช่วยเหลือมากกว่า

เป็นที่ควรสังเกตว่าพวกเด็กๆ ในประเทศแถบยุโรปจะมีแนวโน้มที่จะบอกพ่อแม่หากพวกเขาพบกับปัญหาบนโลกออนไลน์ มากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นว่าพ่อแม่ชาวยุโรปมีการเลี้ยงดูในแบบสร้างทักษะมากกว่าสร้างข้อจำกัด ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความต้องการในการลงทุนให้มากขึ้นเพื่อสนับสนุนและแนะแนวพ่อแม่ในประเทศแถบซีกโลกใต้ และที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือการขาดซึ่งความไว้วางใจของพวกเด็กๆ ที่มีต่อครูอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ ที่ทำให้พวกเราประหลาดใจมากว่าเด็กๆ จะสามารถเข้าหากลุ่มคนเหล่านี้ได้เท่าที่พวกเราอยากให้เป็นหรือไม่ และพวกเด็กๆ มีความเชื่อมั่นในตัวพวกเขามากน้อยเพียงใดในการให้ความแนะนำที่ถูกต้อง



บุคคลที่พวกเด็กๆ จะเข้าหาเพื่อขอความช่วยเหลือเมื่อพวกเขาพบกับปัญหาหรือมีอะไรที่รบกวนจิตใจพวกเขาบนโลกออนไลน์ คำตอบจากเด็กอายุ 9-17 ปี (ยกเว้นในประเทศอาร์เจนตินา เป็นเด็กอายุ 13-17 ปี) กลุ่มตัวอย่างในประเทศเซอร์เบีย และฟิลิปปินส์เป็นเพียงการสำรวจนำร่องขนาดเล็ก ส่วนในประเทศแอฟริกาใต้เป็นการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Conveience sampling) ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างในประเทศอื่นๆ เป็นตัวแทนประชากรในประเทศ อ่านเพิ่มเติมรายละเอียดของระเบียบวิธีวิจัย


จะช่วยสนับสนุนให้พ่อแม่ให้การสนับสนุพวกเด็กๆ ได้อย่างไรบ้าง?

หากวิธิการหลักในการปกป้องคุ้มครองพวกเด็กๆ ของพ่อแม่คือการจำกัดการเข้าถึง ก็อาจจะช่วยให้พวกเด็กๆ ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่พวกเด็กๆ ขาดโอกาสที่ควรได้จากโลกออนไลน์เช่นกัน วิธีการนี้จะทำให้พวกเขาขาดโอกาสในการเสริมสร้างทักษะและความยืดหยุ่นด้านดิจิทัล ที่จะช่วยพวกเขาในการเผชิญหน้าและบริหารจัดการกับความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ในอนาคต

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คำแนะนำใดที่เราควรมีให้แก่พ่อแม่? อะไรคือบทบาทและทักษะที่พวกเขาจำเป็นต้องมีในโลกยุคดิจิทัล? แล้วหลักการและแนวปฏิบัติในการเลี้ยงดูลูกที่พวกเราเคยใช้กันมาก่อนยุคเทคโนโลยีจะบูม ยังใช้ได้อยู่หรือไม่?

ในปี พ.ศ. 2550 องค์การอนามัยโลกได้พัฒนากรอบแนวคิดเพื่อสำรวจมิติสำคัญของบทบาทของพ่อแม่ที่จะมีผลต่อความเป็นอยู่ของวัยรุ่นในเชิงบวกดังนี้

  • สายสัมพันธ์ (สร้างความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างพ่อแม่และพวกเด็กๆ)
  • การควบคุมพฤติกรรม (รวมถึงการเฝ้าระวังและให้คำแนะนำด้านการกระทำแก่พวกเด็กๆ ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน)
  • เคารพในความเป็นปัจเกจบุคคลของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่น
  • สร้างตัวแบบของพฤติกรรมที่เหมาะสม (เนื่องจากพวกเด็กๆ มักทำตามพ่อแม่ของพวกเขา)
  • ให้การสนับสนุนและคุ้มครอง (โดยพ่อแม่และชุมชน)

แม้จะผ่านมาแล้วสิบปี แต่กรอบแนวคิดนี้ก็ยังนำมาปรับใช้ได้ดีในยุคดิจิทัล ยกตัวอย่างเช่น การสร้างตัวแบบของพฤติกรรมที่เหมาะสม ถ้าพ่อแม่ไม่รู้จักวางสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตลงบ้าง พวกเด็กก็จะเอาเป็นแบบอย่างหรือเปล่า? ถ้าพ่อแม่ใช้การเลี้ยงดูแบบสร้างข้อจำกัด สิ่งนี้จะนำไปสู่การเคารพในความเป็นปัจเจกบุคคลของพวกเด็กๆ ได้อย่างไร?

ในทางอุดมคตินั้น พ่อแม่ควรจะมีความมั่นใจในการใช้สิ่งที่ตนเองรู้ ความรู้จากวัฒนธรรมและจากแนวคิดการเลี้ยงลูกเชิงบวก ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายที่เกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตของพวกเด็กๆ และแม้ว่าพวกเขาจะกลัวผลลัพธ์ที่อาจมาทำร้ายพวกเด็กๆ จนรู้สึกต้องการที่จะจำกัดกิจกรรมดิจิทัลของพวกเด็กๆ พวกเขาก็ควรระลึกเอาไว้ว่า กิจกรรมบางอย่างั้นอาจมีความสำคัญต่อโอกาสของพวกเด็กๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ การเข้าถึงข้อมูล การทำงาน รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับชุมชน ดังนั้นจึงควรที่จะหาความสมดุล ซึ่งอาจจะยากที่จะบริหารจัดการ เพราะส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตัวเด็กๆ และสถานการณ์ของพวกเขา




อย่างไรก็ดี ในขณะที่อินเทอร์เน็ตเป็นที่คุ้นเคยกันมากขึ้น และเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันมากขึ้น พ่อแม่ก็เริ่มเป็นประชากรในยุคดิจิทัลมากขึ้น พวกเขาจะใฝ่ที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตเพื่อดูว่ามันจะให้ประโยชน์ทั้งแก่พวกเขาและพวกเด็กๆ ได้อย่างไร ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ภาครัฐ เรื่อยไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม โรงเรียน และชุมชน ในการลงทุนเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่พ่อแม่ เพื่อให้เขาสามารถช่วยให้พวกเด็กๆ ได้เรียนรู้และเติบโตในยุคดิจิทัลนี้


ข้อมูลเพิ่มเติม


โดย: Sonia Livingstone และ Jasmina Byrne
แปลและเรียบเรียง: คงเดช กี่สุขพันธ์, ผู้เชี่ยวชาญด้านสารนิเทศ (ดิจิทัล) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น